สู่วิถีอมตะ - บทที่ 641 รายงานไปก็ไร้ค่า
“ผู้อาวุโส ชิวซื่อผิง”
เจียงผิงอันกล่าวทวน
ศิษย์โถงคุมกฎทั้งหลายตะลึงนิ่ง พวกเขาเพิ่งเคยเห็นใครรายงาน
ผู้อาวุโสเป็นครั้งแรก
“ใส่ความผู้อาวุโสเป็นความผิดหนักหนานะ มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น
พูดให้ชัดหน่อย”
“ชิวซื่อผิงส่งศิษย์ผู้หนึ่งมาลอบสังหารข้า ข้ามีศิลาบันทึกเงาเป็น
หลักฐาน”
เจียงผิงอันนำศิลาบันทึกเงาออกมา จ่ายปราณวิญญาณ แล้ว
ภาพก็ปรากฏขึ้น
เจียงผิงอันซึ่งกำลังต่อสู้ตะโกนอย่างสุดละอาย “ช้าก่อน! ข้าจะ
ให้ทรัพยากรทั้งหมดกับเจ้าหากเจ้าปล่อยข้าไป!”
“ไอ้บื้อ แค่ฆ่าเจ้าเสีย ของของเจ้าก็ยังเป็นของข้าอยู่ดี!”
เถิงชุนโจมตีเจียงผิงอันต่อไป
เจียงผิงอันในภาพตะโกนอย่างร้อนใจ “หากเจ้าฆ่าข้า ปู่ของชิวห
ยวนไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่ เขาจะฆ่าเจ้าปิดปากแน่นอน!”
“อย่าคิดสร้างความร้าวฉานระหว่างข้ากับอาจารย์เสียให้ยาก!
สายสัมพันธ์ระหว่างข้าและอาจารย์มิอาจสั่นคลอนเฟ้ย!”
เถิงชุนหาได้สะทกสะท้านใด ๆ กับวาทะของเจียงผิงอันไม่ ยังคง
โจมตีเจียงผิงอันต่อไป
“ผู้อาวุโสช่วยด้วย!” เจียงผิงอันตะโกนไปที่ด้านหลังเถิงชุน
“หลอกข้าเช่นนี้มิได้ผลหรอก ไปตายซะ!”
ภาพฉายจบลงเพียงเท่านี้ เหตุถัดจากนี้คือยามเจียงผิงอันใช้
ศาสตราเซียน มิอาจแสดงได้
หลังดูจบ ศิษย์โถงคุมกฎทั้งหลายก็เงียบกริบ ชำเลืองมองกันไป
มา
เจียงผิงอันเห็นพวกเขาเงียบไป ก็เกิดสังหรณ์ไม่ดี ถามขึ้นเสียง
เข้ม “มิได้หรือ?”
“มิใช่ว่าได้มิได้ แต่ว่า… คนผู้นี้มิใช่ศิษย์สำนักเราแล้วน่ะสิ”
“ศิษย์ผู้นี้มีชื่อว่าเถิงชุน เป็นศิษย์ของผู้อาวุโสชิวจริง ๆ เมื่อสอง
เดือนก่อน ผู้อาวุโสชิวมารายงานที่โถงคุมกฎว่าเถิงชุนขโมยอาวุธ
วิเศษของเขา ทรยศสำนักแล้วหายตัวไป”
“ยามนี้ เถิงชุนถูกสำนักประกาศจับอยู่”
ม่านตาของเจียงผิงอันกระตุก
สองเดือนก่อน เขาเพิ่งฆ่าเถิงชุนไป
หลังเขาฆ่าเถิงชุน ชิวซื่อผิงก็อาจรู้ว่าเถิงชุนตายแล้วผ่านป้าย
ชีวิต
เพื่อปัดความรับผิดชอบ ชิวซื่อผิงจึงรีบมารายงานศิษย์ตนเถิง
ชุนที่โถงคุมกฎ
เมื่อทำเช่นนี้ ต่อให้เจียงผิงอันมีหลักฐาน ชิวซื่อผิงก็ปกป้อง
ตนเอง บอกแค่ศิษย์ตนทรยศ มิเกี่ยวอะไรกับเขาได้
เจียงผิงอันรู้แล้วว่ารายงานไปก็ไร้ประโยชน์ เขาจึงสะกดอารมณ์
ในใจแล้วเอ่ยเสียงเข้ม
“ข้าไม่รู้ว่าพวกเจ้าคนใดที่นี่ได้ติดต่อกับเฒ่าสารเลวชิวซื่อผิงได้
หรือไม่ แต่ถ้าทำได้ ช่วยข้าถ่ายทอดข้อความหน่อย”
“ศิษย์เขายอมระเบิดตัวตายดีกว่าออกมาช่วยชี้ตัวเขา แต่เพื่อ
ปกป้องตัวเอง เขากลับกล่าวหาศิษย์ว่าทรยศอาจารย์ หักหลังสำนัก
เซียน ชั่วช้าสิ้นดี!”
วาทะช่วงท้ายนี้ เจียงผิงอันกุขึ้นมาเอง จุดประสงค์นั้นง่ายมาก ก็
เพื่อยั่วโมโหเฒ่าสารเลวนั่น
หากศัตรูไม่เป็นสุข เขาก็อิ่มเอม
ไม่ว่าอย่างไร เขาก็เป็นอริกับสารเลวเฒ่านี่แล้ว อีกฝ่ายไม่มีทาง
ปล่อยเขาไป เขาก็ต้องให้อีกฝ่ายมิอาจอยู่ดี
พูดจบ เจียงผิงอันก็หันกายจาก
ไม่นานนัก ชิวซื่อผิงก็ได้ข่าวว่าตนถูกรายงาน
เขามิคาดว่าเจียงผิงอันจะรอดมาได้ แต่โชคยังดีที่เขาเตรียมตัว
ล่วงหน้า ตัดความรับผิดชอบไปได้
แต่เมื่อเขารู้ว่าศิษย์ตนยอมระเบิดตัวตายดีกว่าออกมาชี้ตัวเขา
หัวใจก็เหมือนถูกมีดกรีดเฉือน
“เจียงผิงอัน เจ้าคอยก่อนเถอะ!”
หัวใจของชิวซื่อผิงเปี่ยมด้วยจิตสังหาร
ผมเส้นเดียวของเขาก็จัดการเจียงผิงอันได้ แต่เจียงผิงอัน
กลายเป็นศิษย์สำนักในผู้หนึ่งแล้ว หาจัดการได้ง่ายไม่
กระทั่งเจ้าสำนักยังมิกล้าละเมิดกฎสำนักอย่างเปิดเผย
หากจะทำต้องหาโอกาส และต้องฆ่าให้ตายในคราวเดียวด้วย
ทันใดนั้น ชิวซื่อผิงก็นึกถึงการประเมินศิษย์ใหม่ในเดือนที่จะถึงนี้
ได้
เจียงผิงอันจะเข้าร่วมการประเมินนี้แน่นอน
ขณะเดียวกัน เจียงผิงอันมายังยอดเขาส่วนตัวของตน
สำหรับศิษย์ใหม่ มิเพียงสำนักเซียนอวี่หวงอันมั่งคั่งจะให้ของ
รับขวัญเป็นหนึ่งวิชาเซียน ยังให้ภูเขาส่วนตัวไว้ใช้ฝึกฝนด้วย
แน่นอน ยอดเขาเช่นนี้ไม่มีทางดีเท่าจ่ายเงินซื้อ แต่ก็สนองความ
ต้องการฝึกฝนประจำวันของผู้ฝึกตนทั่วไปได้
“หวาว ลูกพี่ เรานี่ดวงสมพงศ์กันจริงแท้ ยอดเขาเราอยู่ข้าง ๆ
กันเลย!”
หยางหลวนอุทานอย่างตื่นเต้น
เจียงผิงอันกล่าวเบา ๆ “เพราะเขาสุ่มแจกตามลำดับน่ะ เราส่ง
ภารกิจติดกัน จึงได้ยอดเขาอยู่ข้าง ๆ กัน”
“ลูกพี่ฉลาดเหลือ ข้าไม่แม้แต่จะคิดถึงมันเลย” หยางหลวน
เลื่อมใสสุดแสน
เจียงผิงอัน “…”
เจ้านี่สมองเพี้ยนสุดกู่แล้ว
แต่ผู้ฝึกตนเช่นนี้แหละที่จะมีความสำเร็จ พวกเขาตั้งหน้าตั้งตา
เพียงฝึกฝน ไม่สนเรื่องราวอื่นใด ดูเหมือนสติปัญญาต ่าเตี้ย แต่พวก
เขาแค่รู้น้อย มิใช่โง่เง่าอย่างแท้จริง
เจียงผิงอันทำความคุ้นชินกับยอดเขาอย่างพอสังเขป จัดค่ายกล
ฝึกฝนแล้วตรงดิ่งสู่การฝึกฝนทันที
หยางหลวน คนผู้นี้มีภูเขาของตัวก็ไม่กลับ เริ่มฝึกฝนมีดอยู่ไม่
ไกลจากเจียงผิงอันนัก ไม่รู้จักความเป็นส่วนตัวและการเลี่ยงข้อสงสัย
เลย
เจียงผิงอันคร้านเกินสนใจ เขาไม่เข้าใจเจ้านี่เอาเสียเลย
เขานำกระดูกเซียนที่ผู้อาวุโสท่านนั้นให้ไว้ออกมา ใช้วิชาเนตร
สุดกำลัง มองไปยังอำนาจมหาเต๋าบนนั้น
แม้อำนาจมหาเต๋านี้จะไม่สมบูรณ์ แต่ก็เพียงพอให้ทำความ
เข้าใจกฎเขตแดนได้
ขณะที่เขากำลังทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ รากเซียนในตัวเขาก็
เริ่ม ‘เติบโต’ อย่างช้า ๆ กล้าน้อยเริ่มงอกเงย เริ่มแตกใบงอกกิ่ง
ดวงดาวทั้งสิบแปดรายล้อมเรืองประกายเจิดจ้ายิ่งขึ้นทุกขณะ…
การประลองศิษย์ใหม่ใกล้เข้ามาทุกที ศิษย์สำนักหน้าใหม่ยิ่งทวี
ความประหม่ากระวนกระวาย
ผลงานในการประลองครั้งนี้จะตัดสินอนาคตของพวกเขา
ยิ่งได้อันดับสูง โอกาสถูกผู้อาวุโสเลือกรับเป็นศิษย์ยิ่งสูงตาม
กระทั่งศิษย์ในนามสุดแสนธรรมดายังดีกว่าไร้คำชี้แนะจากอาจารย์
หากติดอันดับบน ๆ ได้ ก็จะได้กราบอาจารย์เป็นศิษย์ใกล้ชิด รับ
การชี้แนะตัวต่อตัวจากเซียน และกระทั่งจะได้ทรัพยากรเพิ่มอย่าง
แน่นอน
ในวันประเมินศิษย์ใหม่ หนึ่งเสียงดังขึ้นจากป้ายแสดงตัวของ
ศิษย์ใหม่แต่ละคน
“ให้ศิษย์ทุกนามไปยังลานประลองตามขอบเขตของพวกเจ้า
เตรียมประลองประเมินกันได้”
ศิษย์ใหม่มากมายตื่นขึ้นจากภวังค์ฝึกฝน
“จบสิ้นแล้ว ข้าเพิ่งเข้าสำนักในได้ไม่กี่วัน ยังไม่บรรลุวิชาเซียน
เลย จะเอาอะไรไปสู้กับผู้อื่นได้?”
“ข้าจะติดสิบอันดับแรกให้จงได้!”
“ในการประลองนี้ ข้าจะทำให้ปวงชนตื่นตะลึง จดจำชื่อของข้า
ไว้!”
ศิษย์บางผู้ฮึกเหิมสุดแสน ขณะที่บางคนอ่อนใจร้อนรน ไม่ว่าจะ
รู้สึกเช่นไร ศิษย์เหล่านี้ก็ยังต้องมุ่งหน้าสู่สมรภูมิตาม ๆ กัน
“ลูกพี่! ลูกพี่! ถึงเวลาประลองแล้วนะ!” หยางหลวนตะโกนบอก
เจียงผิงอันเสียงดัง
“ข้ามิได้หูหนวกน่า”
เจียงผิงอันลุกขึ้นช้า ๆ ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใด
แม้ศิษย์บางคนจะเรียนวรยุทธ์เซียน แข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนไร้
สังกัดในโลกภายนอก แต่การติดร้อยอันดับแรกก็ไม่น่ายากนัก
“ลูกพี่ เรามาทำให้ปวงชนตกตะลึงด้วยกันเถอะ!” หยางหลวนคัน
ไม้คันมือยิ่ง
“ไม่ว่าอย่างไร เจ้าอย่าได้ทำตัวเด่นดัง เจ้าจะกลายเป็นเป้าโจมตี
เก็บไพ่ตายไว้กับตัวเสมอ พยายามอย่าใช้มันจนกว่าจะถึงวิกฤติ
เข้าตาจน เจ้าจะมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น”
เจียงผิงอันเห็นท่าทางซื่อบื้อของเจ้าเพี้ยนนี่แล้วก็อดพูดสัก
หน่อยมิได้
“ลูกพี่ไม่ต้องห่วง ข้าเข้าใจเรื่องนี้อยู่ พี่หญิงบอกข้าแล้ว ยามนี้
ข้ามีไพ่ตายกับตัวสามอย่าง ศัตรูไม่รู้หรอก”
หยางหลวนทำท่าทางเหมือน ‘ข้านี่ซ่อนฝีมือมิดเสียจริง’
เจียงผิงอันผ่อนหายใจยาวเหยียด ดูเหมือนไพ่ตายที่ครอบครัว
เขาให้ไว้จะแข็งแกร่งมาก พวกเขาจึงถึงกับปล่อยเจ้านี่ออกมาสัญจร
ลำพังได้