สู่วิถีอมตะ - บทที่ 642 เหมียวจิ่งคิดรับศิษย์
อัฒจันทร์ที่ลานประลองแออัดด้วยผู้คน
ศิษย์สำนักจำนวนมากมายมาชมการต่อสู้ที่นี่
“ไฉนไม่ยักเห็นศิษย์น้องหญิงงาม ๆ สักคนหนอ”
“คนนั้นรูปร่างเพรียวสวย งดงามมาก ข้าชอบ”
“ช่วยหยุดทะลึ่งสักทีได้หรือไม่ เจ้ามาที่นี่แค่เพื่อส่องศิษย์น้อง
หญิงหรือ?”
“หากมิใช่จะมาทำไม? หากไม่มีศิษย์น้องหญิงให้มอง การ
ประลองศิษย์ใหม่นี้จะมีอะไรดี?”
“เจ้าก็ส่องศิษย์น้องชายสิ!”
ทันใดนั้น รอบตัวผู้ฝึกตนชายเจ้าของเสียงที่บอกว่าอยากเห็น
ศิษย์น้องชายก็ขวัญผวา หนีกระเจิงกันหมด
“ดูนั่น ศิษย์พี่หญิงใหญ่อยู่ตรงนั้น!”
ไม่รู้ผู้ใดพูดขึ้น แต่ผู้ฝึกตนบนอัฒจันทร์ล้วนมองตามไปเป็น
ตาเดียว
สตรีนางหนึ่งถือน ้าเต้าสุรา เดินโซเซขึ้นบนอัฒจันทร์ นอกจาก
รูปลักษณ์ตรึงจิตของนาง สิ่งสะดุดตาเหนือใดก็คือ ‘กล้ามอก’ เลิศล ้า
อันดับหนึ่งแห่งสำนักเซียนอวี่หวง
เหมียวเสียเดินไปยังอัฒจันทร์ผู้อาวุโสแล้วล้มตัวลงนอนทันที
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่มาดูการต่อสู้ไร้แก่นสารเช่นนี้ได้อย่างไรกัน
หรือนางจะมาส่องหาศิษย์น้องชายหน้าตาหล่อ ๆ?”
“เจ้าคิดว่าศิษย์พี่หญิงใหญ่จะเป็นคนแบบเจ้าหรือ”
“ข้าว่า ศิษย์พี่หญิงใหญ่อาจจะแค่ดื่มหนักเกินไปจนมาผิดที่
มากกว่า”
เมื่อเห็นสภาพเมาปลิ้นของศิษย์พี่หญิงใหญ่เหมียวเสีย ผู้ฝึกตน
มากมายก็เผยสีหน้าซับซ้อน
กาลก่อน ศิษย์พี่หญิงใหญ่มิได้เป็นเช่นนี้ นางเป็นสตรีผู้สมบูรณ์
แบบกว่าใครในใจปวงชน ณ สำนักเซียนอวี่หวง เพียบพร้อมเป็นเลิศ
ทั้งหน้าตา รูปลักษณ์และพรสวรรค์
ยามแปดขวบ นางเหยียบย่างสู่เส้นทางไร้เทียมทาน กวาดล้าง
ปวงชนในขอบเขตเดียวกัน จนเมื่อสามปีที่ผ่านมา นางเผชิญคู่ต่อสู้
ตึงมือเข้า หลังจากแพ้พ่าย นางก็เริ่มเหลวแหลก เริ่มดื่มสุราอย่าง
หนัก ทำตัวบ้าบอทั้งวันคืน
ผู้อาวุโสมากมายปรากฏตัว และเมื่อเห็นสภาพเหมียวเสีย พวก
เขาก็ถอนใจอย่างอับจน
ศึกเมื่อสามปีก่อนสะเทือนหัวใจของนางยิ่ง จนบัดนี้ก็ยังไม่สร่าง
ซา
ขณะนี้ ชายในชุดบัณฑิตผู้หนึ่งเดินเข้ามาอุ้มเหมียวเสียขึ้นนั่งดี
ๆ แล้วนั่งลงข้าง ๆ นาง
เมื่อเห็นชายผู้นี้ เหล่าศิษย์ซึ่งเสวนากันอยู่ใกล้เคียงพลันหุบปาก
ยืดตัวตรง ราวเห็นบางสิ่งอันร้ายกาจยิ่ง
ผู้อาวุโสหลายคนตะลึงไปอย่างเห็นได้ชัด
“ผู้อาวุโสเหมียว ไฉนมาอยู่ที่นี่กัน?”
“ข้ามามิได้หรือ?” เหมียวจิ่งเอ่ยเนิบ ๆ
“ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น… แต่ว่า หลายปีมานี้ผู้อาวุโสเหมียว
มิได้มาดูการต่อสู้เลย ไฉนวันนี้ถึงมาได้เล่า?”
ผู้อาวุโสมากมายสังเกตเห็นว่าเหมียวจิ่งมิเพียงมาชมการต่อสู้
ยังดูเหมือนจะมาด้วยร่างจริงด้วย
ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ล้วนมาด้วยอวตารธรรมดา พวกเขาไม่มีเวลา
ส่งร่างจริงมาในเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้
เรื่องประหลาดยิ่งกว่าคือ ทั้งเหมียวจิ่งและเหมียวเสียล้วนมา
ผิดปกติยิ่ง
“ข้าถูกใจศิษย์ผู้หนึ่ง พวกเจ้าอย่าแย่งกับข้านะ”
เหมียวจิ่งวางตัวสง่างามเยี่ยงสุภาพชน ทว่ามีเพียงผู้รู้จักเขา
เท่านั้นจึงรู้ว่าเขาเป็นคนเช่นไร
เมื่อได้ยินว่าเขาจะรับศิษย์ ผู้อาวุโสมากมายก็เคร่งขรึมขึ้นมา
ทันที
“ผู้อาวุโสเหมียว เจ้าสำนักมีคำสั่ง เจ้ารับศิษย์มิได้นะ”
เส้นทางบรรลุเต๋าของเหมียวจิ่งพิเศษเกินไป คนทั่วไปมิอาจเดิน
ได้ ซ ้ายังอันตราย เจ้าสำนักจึงห้ามเหมียวจิ่งมิให้รับศิษย์
“ข้ามิให้เขาเดินตามรอยข้าหรอก เดี๋ยวพวกเจ้าก็รู้เอง”
เหมียวจิ่งมิได้สนใจคำสั่งบ้าบออะไรเลย
ผู้อาวุโสทั้งหลายต่างอยากรู้ยิ่ง อัจฉริยะผู้ใดหนอทำให้เหมียวจิ่ง
ผู้นี้ให้ค่ามากนัก
“มาแล้ว”
เหมียวเสียผู้เมามายพลันเงยหน้าขึ้น มองไปทางลานประลอง
ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ มองตามไป
สองบุคคลเดินเข้าทางเข้ามา หนึ่งสวมอาภรณ์ดำ ใบหน้าเย็นชา
สายตาเยือกเย็น
ชายอีกคนหัวยุ่งเช่นรังนก ใบหน้าสุดแสนตื่นเต้น มองซ้ายมอง
ขวามาเห็นเหล่าผู้อาวุโสก็โบกมือทักทาย
“มิใช่ว่านั่นคือศิษย์จากสำนักเซียนเป่ยฮวงหรือ? ผู้อาวุโสเหมียว
จะรับเขาเป็นศิษย์หรือ?”
ผู้อาวุโสบางคนจำได้ว่าหยางหลวนคือศิษย์จากสำนักเซียนเป่
ยฮวงที่ย้ายมายังสำนักของพวกเขาเพื่อเรียนวิชามีด
แต่หยางหลวนมาสำนักพวกเขาเพื่อเรียนวิชามีด ขณะที่เหมียว
จิ่งใช้กระบี่ มิใช่เส้นทางสายเดียวกัน
หรือจะเป็นศิษย์อีกคนข้าง ๆ เขา?
สายตาของเหล่าผู้อาวุโสเบนมายังเจียงผิงอันที่ข้างกายหยางหล
วน
“ดูหนักแน่นไม่เบา คนผู้นี้มาจากตระกูลใดหนอ?”
มีเพียงทายาทตระกูลใหญ่ซึ่งมีพรสวรรค์พิเศษจึงเป็นที่ชื่นชอบ
ของหยางหลวนผู้เย่อหยิ่งได้
“เปล่า เขามาจากภพล่าง” เหมียวจิ่งตอบ
เมื่อทราบที่มาของเจียงผิงอัน ผู้อาวุโสทั้งหลายก็สิ้นสนใจทันที
ตัวตนจากภพล่างมีพรสวรรค์จำกัด ความเป็นไปได้ในการ
เติบโตน้อยแสนจะน้อย
แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดเหมียวจิ่งจึงให้ค่าคนผู้นี้ แต่ก็ไม่เป็นไร มันมิ
เกี่ยวอะไรกับพวกเขามากนัก อย่างมากก็แค่สงสัยเล็กน้อย
ในหมู่ผู้อาวุโส หนึ่งในนั้นใบหน้าง ้างอ
คนผู้นี้มีเส้นผมและหนวดเคราหยักศก ดูละม้ายคล้ายชิวหยวนที่
เจียงผิงอันเคยพบมาก่อน
ผู้อาวุโสผู้นี้มิใช่ใครอื่นนอกจากปู่ของชิวหยวน ชิวซื่อผิง
ชิวซื่อผิงมิคาดเลยว่าเหมียวจิ่งคิดอยากรับเจียงผิงอันเป็นศิษย์
หากเจียงผิงอันกราบเหมียวจิ่งเป็นอาจารย์จริง ๆ เขาก็คงไร้
โอกาสได้ลงมืออีกแล้ว
เจียงผิงอันต้องถูกจัดการในการประลองนี้!
โชคยังดีที่เขาเตรียมตัวล่วงหน้า เตรียมยอดฝีมือห้าคนไว้ใน
ขอบเขตเดียวกับเจียงผิงอัน
แม้การประลองนี้จะไม่อนุญาตให้ฆ่ากัน แต่อุบัติเหตุก็เกิดขึ้นได้
เสมอ
ต่อให้ฆ่าไป เขาก็จะไม่ถูกลงทัณฑ์ร้ายแรงนัก
ชิวซื่อผิงรับปากคนเหล่านั้นไว้แล้วว่าเขาจะรับคนเหล่านั้นเป็น
ศิษย์
สำหรับศิษย์เหล่านี้ การได้เป็นศิษย์ใกล้ชิดคือสิ่งที่พวกเขาเฝ้า
ฝัน
หนก่อนเจียงผิงอันไม่ตาย ดูเหมือนเป็นเพราะมีใครบางคน
ช่วยเหลือ แต่ครั้งนี้เขาตายแน่!
ชิวซื่อผิงกล่าวขึ้นเสียงดัง “ศิษย์ที่ยังมาไม่ถึง โปรดมารวมตัว
โดยเร็ว ในอีกครึ่งชั่วยาม การประลองจะเริ่มขึ้น ยามนี้จะเริ่มจับสลาก
แล้ว!”
‘บังเอิญเหลือ’ ที่เขารับหน้าที่จัดการจับสลากพอดิบพอดี
ศิษย์ขั้นต้นระดับเขตแดนที่เข้าสำนักในมามีทั้งสิ้นสามพันสอง
ร้อยสี่สิบเอ็ดคน ทุกคนต้องจับคู่ประลองกัน
ในการจับคู่ดวล หากจำนวนเป็นเลขคี่ จะมีหนึ่งคนชนะไปโดย
ปริยาย
การชนะโดยปริยายนี้เป็นที่รู้จักในนามสลากโชคดี หากได้
สลากใบนี้ ก็สามารถข้ามไปยังการประลองรอบถัดไปได้โดยไม่ต้องสู้
การจะไปถึงจุดจบได้ ขึ้นกับโชคและความแข็งแกร่ง
ต่อให้มิอาจอยู่ถึงปิดฉาก แต่ได้อันดับดี ๆ หรือในการต่อสู้แผลง
ระดับพลังต่อสู้ยอดเยี่ยม ก็ยังมีโอกาสเป็นที่โปรดปรานของผู้อาวุโส
ศิษย์หน้าใหม่ในลานประลองเริ่มเข้าแถวจับสลาก
เมื่อดึงกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากกล่องตรงหน้า กระดาษแต่ละ
แผ่นจะเขียนตัวเลขไว้ ผู้จับได้หมายเลขเดียวกันจะประลองกัน
ชิวซื่อผิงยืนหลังกล่องสลาก จ้องมองเจียงผิงอันซึ่งต่อแถวอยู่
แล้วยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย “เป็นแค่สัตว์เลื้อยคลาน กล้าดีมาสู้กับ
เซียน คอยดูเถอะเซียนผู้นี้จะเล่นเจ้าให้ตาย”
ทันใดนั้นเอง เจียงผิงอันพลันตะโกนขึ้น “มีผู้โกงการประเมิน!”
เสียงของเขาดังมาก ทันทีที่วาจาถูกเอ่ย ทั่วทั้งลานประลองก็
เงียบกริบ หันมามองเขาเป็นตาเดียว
“โกง? โกงอะไร?”
เจียงผิงอันเห็นทุกสายตามองมาที่เขา ก็กล่าวเสียงดังต่อไป
“ข้ามีความแค้นกับผู้อาวุโสที่ดูแลการจับสลากครั้งนี้ เขาในยาม
นี้เตรียมคู่ต่อสู้ไว้ให้ฆ่าข้า ข้าขอให้ผู้อาวุโสท่านอื่นมาดูแลการจับ
สลากแทนขอรับ”
ดวงตาของชิวซื่อผิงเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ
เรื่องนี้เขารู้อยู่คนเดียว เจียงผิงอันรู้ได้อย่างไรกัน?
เด็กนี่เป็นผู้สืบชะตาสวรรค์ ทำนายชะตาได้หรือ?