สู่วิถีอมตะ - บทที่ 643 การเดิมพันของเหล่าผู้อาวุโส
เสียงซึ่งดังขึ้นกะทันหันนี้ทำให้การจับสลากชะงักไป
ทุกสายตาจับจ้องที่เจียงผิงอันและชิวซื่อผิง ต่างฝ่ายกลั้นใจมิ
กล้าหายใจแรง ด้วยกลัวจะพลาดเรื่องสำคัญอะไรไป
ชิวซื่อผิงเอ่ยเสียงขรึม “เจียงผิงอัน อย่ามาใส่ความทำลาย
ชื่อเสียงตาเฒ่าผู้นี้ ตาเฒ่าผู้นี้มิเคยส่งใครไปฆ่าเจ้า”
ใบหน้าของเขาซีดขาว ดวงตาเรืองโรจน์ด้วยโทสะ นิ้วมือในแขน
เสื้อกำแน่น
เขามิคาดว่าเด็กนี่จะกล้าดีจนเผชิญหน้าเขาตรง ๆ ทำให้เขา
ขายหน้าที่นี่
แม้เขาจะไม่รู้ว่าเจียงผิงอันรู้แผนของเขาได้อย่างไร เขาก็ห้าม
ยอมรับมัน อีกฝ่ายก็ไม่มีหลักฐานด้วย
เจียงผิงอันชำเลืองชิวซื่อผิง “ข้าพูดเพียงว่าเรามีความแค้นต่อ
กัน พูดยามใดว่าเจ้าส่งคนมาฆ่าข้า เจ้ารู้ชื่อข้าได้อย่างไร?”
ใบหน้าเฒ่าชราของชิวซื่อผิงชะงัก โชคยังดีที่เคราของเขา
ปกปิดการเปลี่ยนสีหน้าไว้
เขาตอบกลับเสียงเบา “ตาเฒ่าผู้นี้ได้ข่าวเมื่อเดือนก่อน ว่าใคร
บางคนรายงานว่าตาเฒ่าผู้นี้ส่งคนไปฆ่าเจ้า และผู้ลงมือก็เป็นศิษย์ข้า
เถิงชุน แต่สามเดือนก่อน ศิษย์อกตัญญูของข้าขโมยสมบัติจากข้า
ทรยศสำนัก ยามนี้สำนักก็ประกาศจับเขาอยู่”
“ที่เถิงชุนพบเจ้า มันเป็นเรื่องบังเอิญโดยแท้ ไม่เกี่ยวอะไรกับตา
เฒ่าผู้นี้เลย เจ้าเข้าใจตาเฒ่าผู้นี้ผิดแล้ว ส่วนที่ข้ารู้ชื่อเจ้าได้อย่างไร
ก็เพราะตาเฒ่าผู้นี้รู้สึกผิดเลยออกสืบเรื่องเท่านั้น”
คำอธิบายของชิวซื่อผิงฟังดูมีเหตุผล
เจียงผิงอันแค่นยิ้ม “ยังเสแสร้งไม่จบหรือ? ข้าล่วงเกินหลานเจ้า
ทำให้หลานเจ้าถูกลงโทษ เจ้าเลยส่งศิษย์มาฆ่าข้า แต่มีผู้ช่วยข้าฆ่า
ศิษย์เจ้า เจ้าเลยปล่อยให้ศิษย์เจ้ารับตราบาปไปเพื่อมิให้สาวถึงตัวเจ้า
ก็เท่านั้น”
“เจียงผิงอัน พูดอะไรก็เอาหลักฐานมา หากไม่มีหลักฐาน ตาเฒ่า
ผู้นี้จะรายงานเจ้าฐานหมิ่นประมาท ขับเจ้าออกจากสำนักเสีย!”
ร่างของชิวซื่อผิงระเบิดปราณเซียนอันน่าสะพรึงกลัว ทำให้ปวง
ชนในลานประลองขวัญผวาจนเงียบไป
ใบหน้าของเจียงผิงอันไร้ความกลัว “เช่นนั้นเจ้ามีหลักฐานอะไร
มาพิสูจน์ว่าศิษย์เจ้าเถิงชุนทรยศสำนักจริง ๆ เล่า? เจ้าก็พูดปาก
เปล่าเหมือนกันมิใช่หรือ”
“พอแล้ว”
หนึ่งในเหล่าผู้อาวุโสที่อัฒจันทร์พูดขึ้น
“เรื่องระหว่างพวกเจ้าละไว้ก่อน หลังประลองก็ไปโถงคุมกฎ มี
หลักฐานใดก็นำมาแสดง สำนักจะไม่ผิดต่อผู้ใด ยามนี้ประลองก่อน
อย่าให้ผู้อื่นเสียเวลาเลย”
ไม่มีผู้ใดคาดถึงว่าเรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้น เด็กนี่กล้าจริง ๆ ที่
รายงานผู้อาวุโสต่อสาธารณะ
เจียงผิงอันกุมกำปั้นคารวะผู้อาวุโสทั้งหลายบนอัฒจันทร์ “ผู้
อาวุโสทุกท่าน ศิษย์ขอวอนอย่างจริงจัง ให้ผู้อื่นมาดูแลการจับสลาก
แทนเถิดขอรับ”
“จากความเข้าใจของศิษย์ต่อคนชั่วช้าน่ารังเกียจเช่นนี้ คนผู้นี้
ต้องแอบให้คนของตัวเองปะปนในหมู่ศิษย์มาจัดการกับศิษย์แล้วเป็น
แน่”
“หากให้เจ้าเฒ่าเช่นนี้มารับหน้าที่จับสลาก ชีวิตของศิษย์จะอยู่
ในอันตรายขอรับ!”
ที่เจียงผิงอันพูดเช่นนี้ออกมา มิใช่เพราะอยากทำอะไรชิวซื่อผิง
จริง ๆ แต่เพื่อความปลอดภัยของตน
เรื่องราวต้องกระจ่างก่อน อีกฝ่ายจึงมิกล้าใช้ลูกไม้ตุกติก
เขาสัมผัสจิตสังหารจากอีกฝ่ายได้ และสงสัยว่าอีกฝ่ายจะแอบใช้
อุบาย
นี่แหละเหตุผลที่เจียงผิงอันซึ่งมิเคยพบชิวผิงเซิงมาก่อนรู้ได้ว่า
อีกฝ่ายเป็นใคร
ไร้ความแค้นใดเกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล ทันทีที่เขาเข้ามา ก็สัมผัส
ความแค้นจากคนผู้นี้ได้ เช่นนั้นก็ต้องเป็นชิวซื่อผิงมิผิดแน่
ความสามารถนี้ช่วยเขามาไม่รู้กี่หนแล้ว
“ตาเฒ่าผู้นี้จะดูแลการจับสลากแทนแล้วกัน”
ผู้อาวุโสผู้หนึ่งมายังลานประลอง
เจียงผิงอันเคยพบผู้อาวุโสท่านนี้มาก่อน เขาก็คือผู้อาวุโสที่มอบ
กระดูกเซียนให้เขาในหอวรยุทธ์ เขามีรูปร่างเล็กบาง เครายาว เส้น
ผมหงอกขาว
ชิวซื่อผิงชำเลืองเจียงผิงอันอย่างเย็นเยียบ แล้วกลับสู่อัฒจันทร์
ห้าคนที่เขาเลือกไว้จะได้พบเจียงผิงอันหรือไม่ ขึ้นกับโชคเท่านั้น
แล้ว
การจับสลากดำเนินต่อ
เหตุการณ์นี้สร้างประเด็นสนทนาให้กับเหล่าผู้ฝึกตนที่ชมอยู่
“เจ้าว่าคนชื่อเจียงผิงอันผู้นี้พูดจริงหรือไม่?”
“ไม่จริงแหง ๆ หากเป็นเรื่องจริง คงรายงานสำเร็จไปแล้ว”
“บางทีเขาอาจแค่ไม่มีหลักฐาน เรื่องบังเอิญเช่นนี้จะมีได้อย่างไร
พอไปล่วงเกินหลานผู้อาวุโสชิวปั๊บ ศิษย์ผู้อาวุโสชิวก็มาฆ่าเจียงผิง
อันปุ๊บเนี่ยนะ…”
ชิวซื่อผิงเพิ่งกลับถึงอัฒจันทร์ เหมียวจิ่งก็พลันเอ่ยปาก “เจียงผิง
อันผู้นี้จะเป็นศิษย์ของข้าเหมียวจิ่ง ใครบางคนต้องทำตัวดี ๆ หน่อย
นะ ช่วงนี้ข้าไม่อยากฆ่าคน”
สีหน้าของชิวซื่อผิงแปรเปลี่ยน เขามิได้ตอบ นั่งกลับลงบนที่นั่ง
ตน
เขาหวังเพียงให้เจียงผิงอันตายในลานประลองไปเสียเดี๋ยวนี้ หาก
เจียงผิงอันกลายเป็นศิษย์ของเหมียวจิ่งไปจริง ๆ ภายหน้าก็ไร้หนทาง
ลงมือกับเจียงผิงอันได้อีกแล้ว
“ข้าเพิ่งเคยเห็นชายใดหาญกล้าเพียงนี้ก็ครั้งแรก” เหมียวเสียซึ่ง
ยังถือน ้าเต้าสุรามองจ้องมาที่เจียงผิงอันด้วยดวงตาพราวระยับ
นางเคยพบบุรุษผู้โดดเด่นมามากมาย แต่ยากนักจะพบบุรุษใด
หาญกล้าดูหมิ่นเซียนโดยไร้ผู้หนุนหลัง
มันดูโง่เง่า แต่ก็เป็นวิธีปกป้องตัวเองที่ดีที่สุด
หากเจียงผิงอันมีอันเป็นไปโดยมิอาจอธิบาย เช่นนั้นนามแรกที่
จะปรากฏแก่ทุกความคิดก็จะเป็นชิวซื่อผิง
เพื่อบรรเทาสถานการณ์ ผู้อาวุโสคนหนึ่งจึงเปลี่ยนประเด็นถาม
ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ “ศิษย์ผู้ใดมีหวังได้อันดับหนึ่งในลานประลองนี้
ที่สุด?”
“หยางหลวนผู้นั้นมีโอกาส”
“เซียวเยว่ก็มีโอกาส นางมีพรสวรรค์มากทีเดียว แต่ข้ารับนาง
เป็นศิษย์ล่วงหน้าแล้ว อย่าแย่งข้าเชียว” ผู้อาวุโสหญิงนางหนึ่งเอ่ย
ยิ้มๆ
ผู้อาวุโสมากมายมีผู้ที่ตนคาดไว้แล้วว่าจะได้อันดับหนึ่งในลาน
ประลองนี้
ไม่หยางหลวนก็เซียวเยว่
“เจียงผิงอันจะได้อันดับหนึ่ง” เหมียวเสียพลันเอ่ยปาก
ผู้อาวุโสทั้งหลายดูงุนงง
“ตัดสินจากคลื่นพลังกฎเกณฑ์บนตัวเจียงผิงอัน เขาเพิ่งบรรลุ
ระดับเขตแดนได้ไม่นาน ไม่ว่าพรสวรรค์ของเขาจะดีแค่ไหน ก็ไม่มี
ทางเทียบผู้ฝึกตนที่เข้าสู่ระดับขอบเขตแล้วได้หรอก”
“นอกจากนั้น เขายังมาจากภพล่าง พรสวรรค์ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่
มีทางมีพลังต่อสู้ได้มากมาย หากเขาติดร้อยอันดับแรกได้ก็เต็มกลืน
แล้ว”
เหมียวเสียรินสุราเข้าปากหนึ่งอึก “ผู้อาวุโสทุกท่านอยากเดิมพัน
กันหรือไม่ หากเจียงผิงอันได้อันดับหนึ่ง ขอยอดสมบัติให้ข้าหนึ่งชิ้น
หากข้าพ่าย ข้าจะมอบยอดสมบัติหนึ่งชิ้นให้ผู้อาวุโสทุกท่าน”
“การชมศึกจะสนุก ก็ต้องมีเดิมพันสิ”
สำหรับผู้อาวุโสเหล่านี้ ‘ยอดสมบัติ’ มิใช่อาวุธวิเศษระดับสูง แต่
ราคาก็ไม่ถูกเช่นกัน
“ข้ากำลังเบื่อ ๆ อยู่พอดี เรามาเดิมพันกัน ข้ามั่นใจว่าเซียวเยว่
จะชนะ” ผู้อาวุโสหญิงกล่าวยิ้ม ๆ
“มีผู้เปิดประเด็นเช่นนี้ ก็ย่อมต้องเดิมพันตามอยู่แล้ว” ผู้อาวุโส
ใกล้ ๆ กันนั้นเดิมพันตาม
หากเดิมพันว่าผู้ใดจะได้อันดับหนึ่ง ก็เดิมพันได้ไม่ง่าย แต่หาก
ให้เดิมพันว่าผู้ฝึกตนจากภพล่างคนหนึ่งจะได้อันดับหนึ่งหรือไม่
ผลลัพธ์นั้นชัดเจนแต่แรกแล้ว
ได้ยอดสมบัติหนึ่งชิ้นมาเปล่า ๆ โอกาสเช่นนี้ต้องมิพลาดไป
มีผู้อาวุโสลงเดิมพันทั้งสิ้นสามคน
พวกเขาไม่กังวลเลยว่าเหมียวเสียจะจ่ายไม่ไหว มิใช่บิดานางก็
อยู่ที่นี่หรือ
เหมียวจิ่งถ่ายทอดกระแสปราณหาบุตรี “เจียงผิงอันผู้นี้จะได้
อันดับหนึ่งจริง ๆ หรือ?”
เขาไม่เข้าใจเจียงผิงอันเอาเสียเลย และยังรู้สึกเคลือบแคลง
เล็กน้อย เพราะถึงอย่างไร เจียงผิงอันก็เพิ่งสร้างรากเซียน ยังไม่ได้
สร้างเขตแดนของตนเอง
“ข้าไม่รู้” เหมียวเสียพูดโดยสัตย์ซื่อ
เหมียวจิ่ง “???”
ไม่รู้แล้วยังจะเดิมพันเนี่ยนะ?
อาวุธวิเศษบิดาเจ้าได้ลมหอบมาหรือไร?
บุตรีผู้นี้ปล้นบ้านตัวเองแท้ ๆ
บุตรีเขาพูดออกไปแล้ว เหมียวจิ่งจะกลับคำก็ไม่ง่าย สำหรับ
บุคคลระดับเขา หน้าตาสำคัญยิ่งกว่า
การประลองในลานประลองเริ่มต้นแล้ว ผู้จับได้เลขเดียวกันเข้า
อาคมไปสู้กัน
ศึกระหว่างยอดฝีมือระดับเขตแดนนั้นร้ายกาจ กินอาณาเขต
กว้างยิ่ง ลานประลองไม่มีทางรับไหวแน่นอน จึงได้แต่ต้องไปประมือ
กันในค่ายกล
ชายสวมหมวกไม้ไผ่สานหน้าตาถมึงทึงผู้หนึ่งยืนตรงหน้า จ้อง
มองตรงมาที่เจียงผิงอัน
“ดูจากคลื่นพลังกฎเกณฑ์บนตัวเจ้า เจ้าคงเพิ่งทะลวงถึง
ขอบเขตนี้ได้ไม่นาน ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ฆ่าเจ้าในพริบตาหรอก
แผลงฤทธิ์ได้ตามชอบใจเลย บางทีเจ้าอาจเป็นที่โปรดปรานของผู้
อาวุโส ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ในนามก็ได้”
“ขอบคุณมาก”
เจียงผิงอันกล่าวขอบคุณ
ทันทีที่สิ้นคำ ชายสวมหมวกไม้ไผ่สานก็ไหวกายเข้ามาใน
พริบตาแล้วลอบจู่โจมเจียงผิงอันด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม “ไสหัว
ออกไปซะ!”