สู่วิถีอมตะ - บทที่ 647 สภาวะลืมตัวตน
“ทำไมถึงช่วยเจ้า? เจ้าอายุมากกว่าข้ายังต้องถามเช่นนี้หรือ?”
เหมียวเสียโคลงขวดสุรา เอ่ยขึ้นเนิบ ๆ “ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ใด ก็
ต้องมีเส้นสายจึงอยู่รอด”
“เหตุใดจึงมีบ้านเมือง เผ่าสกุล สำนักทั้งหลายอยู่? เพราะคนจะ
อยู่ดีมีสุขได้ก็ต้องช่วยเหลือกันอย่างไรเล่า”
“ทำไมสำนักจึงรับศิษย์? มิใช่เพื่อให้สำนักแข็งแกร่งขึ้น ให้ทุก
คนมีสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ที่ปลอดภัยหรือ?”
“เหตุผลที่ข้าช่วยเจ้า พูดจาให้ดูดีที่สุดก็เพื่อสำนัก หรือพูดให้
ฟังดูน่าเกลียดหน่อยก็คือยามเจ้าเติบโต เจ้าจะได้ช่วยเหลือข้ายาม
ข้าต้องการ”
“เจ้าคงไม่คิดว่าข้ามีเจตนาแอบแฝง อยากทำร้ายเจ้าหรอก
กระมัง?”
เจียงผิงอันอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วจึงยิ้มจืดเจื่อน “ขออภัยด้วยศิษย์พี่
หญิง ข้าคิดมากเกินไป”
เขาตกเป็นเหยื่อแผนการสมคบคิดและกลอุบายมามากมายจน
ทัศนคติต่อผู้คนซับซ้อนยิ่ง
“ไม่ต้องมากความ อยู่ที่นี่ไปสักเดี๋ยว ข้าจะใช้ผลึกเซียนเพิ่มอีก
ชิ้น เจ้าชกข้าหมัดหนึ่ง ข้าจะสอนเจ้า…”
เปรี้ยง!
เหมียวเสียยังพูดไม่ทันจบ หนึ่งหมัดก็กระแทกใส่อกนางแล้ว
“ข้ายังพูดไม่จบโว้ย!”
เหมียวเสียแผดเสียงเยี่ยงมังกรคำรน
“ขออภัยด้วยศิษย์พี่หญิง ข้าไม่รู้ว่าเจ้ายังไม่พร้อม ศิษย์พี่หญิง
อย่าดื่มสุราอีกเลยนะ มันจะส่งผลร้ายต่อปฏิกิริยาของเจ้าได้”
เจียงผิงอันรีบลดมือลง เขาหารู้ไม่ว่าอีกฝ่ายยังไม่พร้อม สตรีผู้นี้
ใกล้ความเป็นเซียนกว่าเขา นางควรมีปฏิกิริยาฉับไวสิ
“เหลวไหล! เจ้าลอบโจมตีกันชัด ๆ!”
เหมียวเสียไม่ยอมรับว่านี่เป็นผลจากสุรา
นางค้อนชายตรงหน้าไปหนึ่งขวับแล้วไม่คิดมากความ หนึ่ง
วิญญาณศึกอันมีลักษณ์เหมือนนางทุกประการปรากฏขึ้นข้างกาย
วิญญาณศึกนี้เป็นสีทองทั้งกาย โอบล้อมด้วยรัศมีเจิดจรัส
ปราณแข็งแกร่งอย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่าวิญญาณศึกนี้อยู่เพียงขั้นต้น
ของระดับเขตแดนเท่านั้น แต่กลับทำให้เจียงผิงอันรู้สึกกดดันอย่าง
หนักหนา
วิญญาณศึกสีทองอันห้าวหาญนี้แตกต่างจากเหมียวเสียผู้นั่งลง
ดื่มสุราบนพื้นลิบลับ
“วิญญาณศึกเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะของร่างศึก มิร่วม
เป็นหนึ่งในกฎฟ้าดิน แต่เป็นจำนงมนุษย์แขนงหนึ่ง”
“วิญญาณศึกที่เจ้าสร้างเป็นเพียงบีบอัดควบคุมพลังจำนง
สัประยุทธ์อย่างง่าย ๆ เท่านั้น มิได้ดึงพลังแท้จริงของวิญญาณศึก
ออกมาเลย”
“วิญญาณศึกที่แท้จริง จุดสนใจอยู่ที่วิญญาณ”
“ระหว่างการต่อสู้ ที่เจ้าควบคุมวิญญาณศึกให้ป้องกันสลับต่อสู้
นั้นไม่ถูก เจ้าต้องใช้จำนงศึกในใจเจ้าขับเคลื่อนเจ้าให้ต่อสู้ อาศัย
สัญชาตญาณการต่อสู้ประมือศัตรู…”
เหมียวเสียพูด วิญญาณศึกพลันจู่โจมเจียงผิงอันอย่างมิให้ตั้งตัว
ตั้งใจจะล้างแค้นให้ตัวเอง
เปรี้ยง!
การโจมตีนี้ไม่รุนแรง เจียงผิงอันยกหมัดขึ้นก็หยุดการโจมตีได้
“เจ็บใจจริง”
เหมียวเสียขัดเคืองใจยิ่ง นางลอบโจมตีไม่สำเร็จ ชายผู้นี้อยู่ใน
สภาวะพร้อมรับศึกตลอดเวลาเลยหรือ?
เหมียวเสียทำเหมือนตนมิได้ลอบโจมตี ยังคงทำทีชี้แนะต่อไป
“เมื่อเจ้ามาถึงระดับนี้ได้อย่างสมบูรณ์ เจ้าก็ไม่ต้องควบคุมอะไรตัวเอง
แล้ว มิต้องพยายามตื่นตัวระวังภัยใด ๆ ยามเผชิญศึก ตัวเจ้าก็จะประ
มือศัตรูโดยไม่ต้องผ่านความคิด”
“ในสภาวะนี้ พลังโจมตี ป้องกันและฟื้นฟูของเจ้าจะพัฒนา
มหาศาล สมรรถภาพต่อสู้ของเจ้าจะถูกแผลงออกอย่างเต็มที่สูงสุด”
“ผู้คนภายนอกเรียกสภาวะนี้ว่า ‘สภาวะลืมตัวตน’ ผู้อื่นก็เข้าสู่
สภาวะนี้ได้ แต่เราร่างศึกจะแข็งแกร่งกว่า”
“บางเรื่อง ข้าพูดไปเจ้าก็ไม่เข้าใจ มีแต่ต้องสู้กันจริง ๆ จึงเข้าใจ”
ขณะเอ่ยปาก วิญญาณศึกสีทองของเหมียวเสียก็จู่โจมเจียงผิง
อันต่อไป
วิญญาณศึกสีดำของเจียงผิงอันเคลือบติดกับตัว ศึกอันดุเดือด
เจียนปะทุบังเกิด
เหมียวเสียทอดกายนอนบนพื้นอย่างหมดมาด ยกสุราขึ้นจิบ
หลับตาพริ้มเอ่ยเสียงเนิบ “การเข้าสู่สภาวะนี้ยากนัก เจ้าต้องอุทิศตน
หมดหัวใจ ปล่อยให้วิญญาณศึกในใจเจ้าควบคุมกาย มิใช่ใช้ตัวเจ้า
ควบคุมวิญญาณศึก”
“มันต้องใช้ประสบการณ์ฝึกฝนมากมาย และต้องใช้พรสวรรค์สูง
มากด้วย ข้าใช้เวลาประมาณหนึ่งปีกระมังกว่าจะทำได้ ขนาดมีพ่อข้า
กับผู้อาวุโสบางท่านชี้แนะนะ”
“แต่ถึงอย่างนั้น พ่อข้ากับผู้อาวุโสทั้งหลายยังเรียกข้าเป็น
อัจฉริยะสัประยุทธ์ หวังหยางยังต้องใช้เวลาปีครึ่งกว่าจะทำได้”
เมื่อพูดถึงเรื่องอันน่ายินดี เหมียวเสียก็กรอกสุราอึกหนึ่งเข้าปาก
อย่างภาคภูมิ
“หากเจ้าเหยียบย่างสู่สภาวะลืมตัวตนได้ การประลองศิษย์ใหม่
ครั้งนี้ก็จะง่ายขึ้นมากนัก แน่นอน ในเมื่อเจ้าเป็นผู้มีพรสวรรค์จากภพ
ล่าง พรสวรรค์มิได้ดีนัก เจ้าจะไม่มีทางบรรลุมันในเวลาอันสั้นได้ เจ้า
ไม่ต้องรีบหรอก…”
วิ้ง!
เหมียวเสียยังพูดไม่ขาดคำ เสียงประหลาดก็ดังขึ้น สุญตา
ใกล้เคียงสั่นกระเพื่อม แสงสีดำแผ่ปกคลุมไปทั่วทิศ
มันเป็นแสงสีดำแท้ ๆ แต่กลับดูสว่างไสวสุดขั้ว
ที่มาของแสงสีดำนี้ก็คือวิญญาณศึกสีดำบนตัวเจียงผิงอัน
ดวงตาของเจียงผิงอันปิดลง แม้อยู่ในสภาพต่อสู้ กล้ามเนื้อของ
เขากลับผ่อนคลาย หลบเลี่ยงการโจมตีของวิญญาณศึกสีทองของ
เหมียวเสียโดยสัญชาตญาณ แล้วฉวยโอกาสตอบโต้ทันที
เหมียวเสียซึ่งกำลังดื่มสุราเบิกตา เด้งตัวลุกขึ้นนั่งทันที มองเจียง
ผิงอันอย่างไม่อยากเชื่อ
“สภาวะลืมตัวตน! เป็นไปไม่ได้!”
นี่ล้อเล่นอะไรอยู่ พอบอกชายผู้นี้ว่าจะได้พลังนี้เช่นไร เขาก็ทำ
ได้ทันที!
แม้เหมียวเสียจะไม่อยากเชื่อ แต่ก็เห็นได้จากสภาวะปัจจุบันของ
เจียงผิงอันว่าเขาเข้าสู่สภาวะลืมตัวตนแล้วจริง ๆ
สุราในไหกระฉอกหก แต่เหมียวเสียมิได้สังเกต นางจ้องมองเจียง
ผิงอันตาค้าง
ชายผู้นี้ปกคลุมด้วยวิญญาณศึกสีดำ ดูประหนึ่งขุนพลหาญเพิ่ง
หวนกลับจากสมรภูมิ ปราณในกายเพิ่มพูนต่อเนื่อง
หลังตะลึงอยู่นาน เหมียวเสียก็ยอมรับสัจธรรมอย่างไม่เต็มใจ
สิ่งนี้ทำให้สีหน้าของนางซับซ้อนยิ่ง
นางใช้เวลาหนึ่งปี ผนวกกับความช่วยเหลือจากบิดาและผู้อาวุโส
มากมาย กว่าจะเข้าสู่สภาวะลืมตัวตนได้
แต่พอนางบอกวิธีใช้วิญญาณศึกกับชายผู้นี้จบ ชายผู้นี้ก็เข้าสู่
สภาวะลืมตัวตนทันที!
หากคิดจะบรรลุพลังนี้ มิใช่สอนแล้วจะเรียนได้เลย หาไม่ผู้ฝึกตน
ทั่วโลกหล้าคงบรรลุสภาวะนี้กันหมดแล้ว
เจียงผิงอันผู้นี้ต้องเผชิญศึกเสี่ยงตายมามากมายในภพล่างเป็น
แน่ จึงมีประสบการณ์การต่อสู้สูงสุดขั้วมาเนิ่นนาน ขาดก็เพียงผู้ชี้นำ
เหมียวเสียมองเจียงผิงอันผู้สมรรถภาพการต่อสู้เพิ่มทวีขึ้น
ตรงหน้า ยินดีที่พบอัจฉริยะผู้นี้ก่อนใคร ระคนอิจฉาเล็กน้อย
ทำไมข้าต้องฝึกเป็นปีกว่าจะได้ แต่เจ้าบรรลุมันทันทีกันยะ?
เพื่อระบายความริษยาในใจ เหมียวเสียจึงเก็บวิญญาณศึกแล้ว
ไปสู้กับอีกฝ่ายด้วยตนเอง เตรียมพร้อมอัดชายผู้นี้ให้หมอบ
แน่นอน เพื่อทำตัวให้กระโตกกระตากน้อยหน่อย นางจึงสะกด
พลังไว้ในขั้นต้นระดับเขตแดน
ทว่า เมื่อเหมียวเสียลงสู้เอง จำนงศึกในใจเจียงผิงอันก็คึกคะนอง
เต็มที่ จำนงศึกแผดทวีสูงลิบ
เขาเพิ่งเคยพบผู้ฝึกตนซึ่งมีร่างวิญญาณเดียวกันเป็นครั้งแรก
ทำให้เขาอยากสู้กับอีกฝ่ายยิ่ง
วิชาเทียมเทพสงคราม สิบสองกระบวนพลองมังกรทะยาน หมัด
ทำลายล้าง… สารพัดวรยุทธ์แข็งแกร่งโปรยปรายเบ่งบาน ทั่วทั้ง
ดินแดนลับฝึกฝนสั่นสะท้านรุนแรง
เหมียวเสียตกตะลึงยิ่งเมื่อพบว่าเขตแดนวงเล็ก ๆ ปรากฏใต้เท้า
เจียงผิงอัน ขนาดซึ่งห่อหุ้มได้เพียงตัวเขาเองกำลังขยายออกไปสู่
รอบข้างอย่างเร็วจี๋
ความเร็วการพัฒนาของผู้ฝึกตนจากภพล่างนี่ เร็วเพียงนี้ได้
อย่างไรกัน!
เหมียวเสียสติหลุดไปเดี๋ยวเดียว หมัดทำลายล้างของเจียงผิงอัน
ก็ชกเข้าใส่
แม้วิชาหมัดนี้จะน่าสะพรึงกลัว แต่เหมียวเสียอยู่ในขั้นปลาย
ระดับเขตแดนแล้ว นางเกือบจะข้ามพิบัติบรรลุเซียนได้รอมร่อ จึง
ย่อมไร้สะทกสะท้านใด ๆ
แต่อาภรณ์ของนางมิได้โชคดีเช่นนั้น มันถูกหมัดทำลายล้างฉีก
เละไปทันที