สู่วิถีอมตะ - บทที่ 648 เผ่าร่างทองลิขิตเทวะ
“เจียงผิงอัน!”
เหมียวเสียรีบสร้างอาภรณ์ของนางขึ้นใหม่แล้วออกหมัดชก
หมัดอันน่าสะพรึงกลัวของนางเปรียบประหนึ่งมังกรคำรน ส่งเจียงผิง
อันปลิวกระเด็นไปสิบกว่าลี้ทันที
ร่างของเจียงผิงอันทะลวงบรรพตไปหลายลูกกว่าจะหยุดได้ การ
ป้องกันของวิญญาณศึกและอัสนีหยินหาช่วยอะไรไม่ พวกมันสลาย
ไปทันที
แน่นอน เหมียวเสียมิได้ลงมือหมายสังหาร
เจียงผิงอันเช็ดเลือดจากมุมปาก หวนทบทวนสำนึกเงียบ ๆ “ต่อ
หน้าอำนาจเด็ดขาด ต่อให้เข้าสู่สภาวะลืมตัวตนก็ไร้ประโยชน์ ยัง
ห่างไกลยิ่ง เส้นทางการฝึกฝนแค่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น…”
เมื่อได้ยินเจียงผิงอันพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าของเหมียวเสียก็
กระตุก แผดเสียงออกมาว่า “เจ้าคนชั่วนี่ จนป่านนี้ยังคิดแต่เรื่องสู้
อีก!”
เหมียวเสียทะยานเวหาเข้าไปโจมตีเจียงผิงอัน อยากจะระเบิดหัว
สุนัขของชายผู้นี้เสีย
นางมีต้นตอโทสะสองประการ หนึ่งเพราะหมัดเมื่อครู่ของเจียงผิง
อันทำอาภรณ์นางขาดเละ อีกหนึ่งคือแม้ชายผู้นี้เห็นเรือนร่างนาง แต่
ก็หาได้สนใจ ยังคิดแต่จะฝึกฝน นี่ดูแคลนนางอยู่หรือ?
ต่อหน้าการโจมตีอันรุนแรงของเหมียวเสีย หัวใจของเจียงผิงอัน
สะท้านสะเทือน ศิษย์พี่หญิงตั้งอกตั้งใจเพียงนี้ก็เพื่อพัฒนาเขา
จะทำร้ายน ้าใจศิษย์พี่หญิงมิได้ ต้องตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาตัวเอง
อย่างถึงที่สุด
เจียงผิงอันเข้าสู่ ‘สภาวะลืมตัวตน’ อีกครั้ง และใช้สัญชาตญาณ
ต่อสู้มาปราชัน
เมื่อกาลผ่าน เขาก็ค่อย ๆ ชำนาญในพลังนี้
ในสภาวะนี้ วิญญาณศึกของเขาถูกกระตุ้น ศักยภาพการต่อสู้
ถูกใช้งานอย่างเต็มที่
พลังต่อสู้ทวีขึ้นสามส่วน
ยิ่งเหมียวเสียต่อสู้ ในใจนางยิ่งตื่นตะลึง ความเร็วการพัฒนาของ
ชายผู้นี้สูงเกินไป มิด้อยไปกว่าผู้ฝึกตนในภพเซียนเลย
สมแล้วที่มีรากเซียนแปดดารา
หกวันให้หลัง การประลองรอบแรกจบลง เจียงผิงอันใช้เวลา
ฝึกฝนหกสิบวันในดินแดนลับกาลเวลา
ศิษย์ใหม่ในระดับเขตแดนมีสี่พันกว่าคน หลังประลองไปหนึ่งรอบ
ก็เหลือเพียงสองพันกว่าคน
การจับสลากรอบที่สองเริ่มต้นขึ้น
ยามเรียงแถว หยางหลวนรีบวิ่งมาต่อท้ายเจียงผิงอัน “ลูกพี่
หลายวันนี้เจ้าหายไปไหนมา? ข้าตามหาลูกพี่จ้าละหวั่นตลอดหลาย
วันเลยนะ”
“ให้ศิษย์พี่หญิงชี้แนะมาน่ะ”
เจียงผิงอันรู้ว่าหยางหลวนไร้เจตนาร้าย เขาจึงมิได้เฉยชาเช่น
กาลก่อน ขอเพียงมิใช่เรื่องดูหมิ่นสติปัญญา ถามมาเขาก็ตอบ
“อะไรนะ! เจ้าคบหาศิษย์พี่หญิงแล้วหรือ!”
หยางหลวนอุทานอย่างตกใจ
เสียงของเขาดังลั่น ยิ่งอยู่ในลานประลองยิ่งเด่นชัด ทุกสายตาหัน
มองมาเป็นตาเดียว
เจียงผิงอัน “…”
หยางหลวนยกนิ้วโป้ง สายตาเปี่ยมความนับถือ “สมเป็นลูกพี่
สุดยอดยิ่งนัก เพิ่งเข้าสำนักไม่ทันไรก็เกี้ยวศิษย์พี่หญิงได้แล้ว”
เหล่าผู้ฝึกตนในลานประลองล้วนมองเจียงผิงอันด้วยสายตาไม่
เป็นมิตร
เป็นศิษย์ใหม่เหมือนกันแท้ ๆ เจ้ามีดีอะไรถึงคบหาศิษย์พี่หญิง
ได้?
หากพบกันในการประลอง ต้องสั่งสอนเจ้านี่สักหน่อยแล้ว
หยางหลวนตะโกนอย่างยินดี “ลูกพี่ดูสิ ทุกคนนับถือเจ้ากัน
ทั้งนั้นเลย!”
เจียงผิงอันไม่อยากพูดอะไรแล้ว เขากลัวว่าจะพลั้งมืองัดกิ่งมาร
สะเทือนสรวงออกมาฟาดเจ้านี่ให้ตาย
ไม่นานก็ถึงคราวเจียงผิงอันจับสลาก หมายเลขที่ได้คือเจ็ดร้อย
ยี่สิบห้า
เขาบีบอัดปราณเซียนเขียนตัวเลขไว้เหนือศีรษะ เพื่อที่คู่ต่อสู้จะ
ได้มาหาเขา
ครู่ถัดมา ชายผู้หนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยลวดลายสีทองบนตัวก็เดินมา
หาเจียงผิงอัน
ชายผู้นั้นแย้มยิ้ม เผยซี่ฟันเรียงขาว “ข้าได้หมายเลขเจ็ดร้อย
ยี่สิบห้า ยินดีที่ได้พบ”
เจียงผิงอันหรี่ตาเล็กน้อย
แม้อีกฝ่ายจะยิ้มแย้ม แต่เขาสัมผัสจิตสังหารอย่างรุนแรงจากอีก
ฝ่ายได้
เขาไร้ความแค้นใดกับคนผู้นี้ และแค่ต้องประมือกันในรอบนี้ก็ไม่
มีทางสร้างจิตสังหารในตัวอีกฝ่ายต่อเขาได้
เจียงผิงอันตระหนักถึงบางสิ่ง ชำเลืองไปทางอัฒจันทร์ฝั่งผู้
อาวุโส และสังเกตเห็นมุมปากเจ้าเฒ่าชิวซื่อผิงใต้หนวดเครายกยิ้ม
เขาเดาไว้ไม่ผิด เจ้าเฒ่าชิวซื่อผิงหาคนมาจัดการกับเขาจริง ๆ
แม้เจียงผิงอันจะรู้ว่าคนผู้นี้เป็นคนของชิวซื่อผิง แต่ก็ไร้หลักฐาน
ย่อมมิอาจรายงานได้
เจียงผิงอันชำเลืองผู้ฝึกตนซึ่งเต็มไปด้วยอักขระสีทองนี้เล็กน้อย
ไม่พูดอะไรมาก แล้วเดินไปยังอาคมในลานประลอง
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะแข็งแกร่งแค่ไหน เขาก็ต้องได้อันดับหนึ่งในการ
ประเมินศิษย์ใหม่ครั้งนี้
มีเพียงต้องทำเช่นนี้ เขาจึงจะได้ผลเต๋าวิญญาณเซียนมา
ที่อัฒจันทร์ผู้อาวุโส เมื่อชิวซื่อผิงเห็นว่าเจียงผิงอันได้พบคนที่
ตนเตรียมไว้ อารมณ์ที่หดหู่มาหลายวันก็พลันผ่อนคลาย
มิคาดว่าคนที่เขาเตรียมไว้จะโชคดี ได้พบเจียงผิงอันในรอบที่
สอง
ห้าบุคคลที่เขาเลือกไว้ล้วนหน่วยก้านดี อย่างแย่ที่สุดล้วน
สามารถติดสามสิบอันดับแรกได้ทั้งสิ้น
ด้วยระดับพลังต่อสู้ปัจจุบันของเจียงผิงอัน ไม่มีทางปราชันกันได้
เลย เขาต้องตายในอาคมแน่นอน
ยามผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ในอัฒจันทร์เห็นคู่ต่อสู้ของเจียงผิงอัน ต่าง
ผู้ล้วนเพิ่มความสนใจกันเล็กน้อย
“ไฉนคนผู้นี้จึงดูเหมือนเป็นผู้ฝึกตนจากเผ่าร่างทองลิขิตเทวะนัก
หนอ?”
“มิใช่ดูเหมือน แต่เป็นคนจากเผ่าร่างทองลิขิตเทวะเลยล่ะ
ลวดลายสีทองคือลักษณะเด่นที่สุดของพวกเขา”
“เจียงผิงอันโชคไม่ดีเสียจริง ด้วยพลังต่อสู้ของเขาน่าจะรอดสาม
รอบถึงพันอันดับแรกได้ แต่ดันโชคร้ายมาเจอผู้ฝึกตนจากเผ่าร่าง
ทองลิขิตเทวะเสียอย่างนั้น”
ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าวกับเหมียวเสียยิ้ม ๆ “เสี่ยวเสีย หลายวันมา
นี้เจ้าช่วยเจียงผิงอันฝึกฝนอยู่ใช่หรือไม่? น่าเสียดายที่เวลาสั้น
เกินไป หากให้เวลาเจียงผิงอันสักสองสามปี บางทีเขาอาจสู้ชิงที่หนึ่ง
ไหว แต่ยามนี้ไม่มีทางแล้ว”
“เตรียมยอดสมบัติไว้หรือยัง ให้เราล่วงหน้าเลยก็ได้นะ เจ้าจะได้
ประหยัดเวลาแล้วไปฝึกฝนต่อ อยู่ดูการต่อสู้ที่นี่เสียเวลาเปล่า”
เหมียวเสียไร้วาจา สุราในมือยังกลืนไม่ลง ดวงตาจับจ้องคู่ต่อสู้
ของเจียงผิงอัน คิ้วเรียวของนางขมวดแน่น
มิคาดจริง ๆ ว่าเจียงผิงอันจะอับโชคเพียงนี้ รอบที่สองก็เจอผู้ฝึก
ตนจากเผ่าร่างทองลิขิตเทวะแล้ว
เผ่าร่างทองลิขิตเทวะเป็นชนเผ่าอันลือนามยิ่งใน ‘แดนจันทร์
มายา’
ในแดนจันทร์มายา ห้าสำนักเซียนใหญ่เป็นขุมกำลังอัน
แข็งแกร่งที่สุด เป็นขุมกำลังชั้นหนึ่ง ขณะที่เผ่าร่างทองลิขิตเทวะเป็น
ขุมกำลังชั้นรอง
บรรพชนของเผ่าร่างทองลิขิตเทวะเป็นปรมาจารย์นักเขียนยันต์
ซึ่งแข็งแกร่งยิ่ง เขาสลักอักขระเทพกฎเกณฑ์พรสวรรค์ลงสู่สายเลือด
ทำให้ทายาทสืบตระกูลเกิดมาพร้อมอำนาจอักขระ
สรุปก็คือ ทันทีที่เกิดมา พวกเขาก็มีหนึ่งค่ายกลในกายแล้ว
ด้วยฤทธิ์ของค่ายกลอักขระ พลังป้องกัน โจมตี ฟื้นฟูและการ
ฟื้นปราณเซียนล้วนเพิ่มพูนกว่าคนทั่วไป!
พรสวรรค์ของผู้ฝึกตนจากเผ่าร่างทองลิขิตเทวะผู้นี้เป็นเลิศใน
หมู่ผู้ฝึกตนขั้นต้นระดับเขตแดน
เหมียวเสียกำน ้าเต้าสุราในมือ กล่าวกับผู้อาวุโสทั้งหลายว่า
“กล้าเพิ่มสินเดิมพันหรือไม่ หากเจียงผิงอันพ่าย ข้าจะยกศาสตรา
เซียนให้พวกเจ้าคนละชิ้น แต่หากเจียงผิงอันชนะ เอาผลเต๋า
วิญญาณเซียนหรือศาสตราเซียนชิ้นหนึ่งให้ข้า”
แควก!
สิ้นคำ หนังสือในมือเหมียวจิ่งก็ขาดกระจุย เขาถลึงตามอง
เหมียวเสียผู้เป็นบุตรี “นี่เจ้าจะขูดรีดพ่อหรือ?”
หากเขาเสียเพียงยอดสมบัติสามชิ้นก็ยังไม่เป็นไร แต่หากเป็น
ศาสตราเซียนสามชิ้น เขารับไม่ไหวแน่
ผู้อาวุโสทั้งหลายมิได้เห็นด้วย เดิมพันยอดสมบัตินี้เป็นเพียง
ความบันเทิง แต่เมื่อมีศาสตราเซียนเข้ามาเกี่ยว บรรยากาศจะ
เปลี่ยนไป มีการใส่อารมณ์เจตนาพัวพัน
เหมียวเสียผู้นี้ถูกการเดิมพันมัวเมาจนสมองเพี้ยนแล้วแน่แท้ และ
ผู้เฒ่าอย่างพวกเขาจะไม่คล้อยตาม
ขณะนั้นเอง ชิวซื่อผิงซึ่งนั่งอยู่ริมอัฒจันทร์พลันพูดขึ้น “ตาเฒ่า
ผู้นี้สนใจอยู่นิดหน่อย”
โอกาสได้ศาสตราเซียนมาเปล่า ๆ หนึ่งชิ้นเช่นนี้จะพลาดมิได้
ได้ศาสตราเซียนมาเพิ่มหนึ่งชิ้น ก็เท่ากับมีทรัพยากรฝึกฝนเป็น
หมื่น ๆ ปี
เจียงผิงอันตาย แถมได้ศาสตราเซียน ชื่นมื่นสองชั้นแท้ ๆ
“ผู้อาวุโสชิวเด็ดเดี่ยวแท้! ผู้อาวุโสทุกท่านเป็นพยาน ทันทีที่จบ
ศึก สินเดิมพันต้องถูกสะสางทันทีนะ!”
เหมียวเสียกรอกเมรัยเข้าปาก กระแทกไหสุราลงบนโต๊ะแรงจน
สุรากระฉอกไปทั่วทิศ
ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ส่ายหัวอย่างจนใจ
ไม่ต้องรอดูผลการประลองนี้ก็รู้ ผู้ฝึกตนจากเผ่าร่างทองลิขิตเท
วะนี้มิใช่ผู้ฝึกตนทั่วไปอย่างที่เจียงผิงอันเคยพบ
เจียงผิงอันเอาชนะผู้ฝึกตนทั่วไปยังลำบาก นับประสาอะไรกับหัว
กะทิเช่นนี้