สู่วิถีอมตะ - บทที่ 651 ได้อันดับหนึ่งอย่างไม่ตั้งใจ
“ความเร็วการพัฒนาตัวของเจียงผิงอันผู้นี้ไวเกินไป ไม่ใช่ระดับ
ที่รากเซียนหกดาราพึงมีได้เลย!”
ผู้อาวุโสมากมายที่นี่ต่างเคยเป็นตัวตนชั้นเลิศของโลกหล้าใน
กาลก่อน เหนือชั้นกว่าผู้ฝึกตนระดับเดียวกัน
กระทั่งในกาลก่อน พวกเขายังไม่มีอัตราการเติบโตสูงเท่าเจียง
ผิงอัน
ความเร็วการพัฒนาของเจียงผิงอันสูงลิบจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า
สายตาของผู้อาวุโสทั้งหลายจับจ้องที่เหมียวเสีย เคลือบแคลงว่า
เหมียวเสียจะโป้ปด อำพรางพรสวรรค์แท้จริงของเจียงผิงอันไว้
หากเป็นเช่นนี้ ก็อธิบายได้ว่าทำไมเหมียวจิ่งจึงมาแสดงตัวรับ
ศิษย์ด้วยตนเอง
เจียงผิงอันต้องพรสวรรค์สูงล ้ามากแน่ ๆ
เหมียวเสียฟาดไหสุราลงกับโต๊ะอย่างกราดเกรี้ยว ถลึงตามอง
เจียงผิงอันอย่างดุดัน “ข้าว่าเด็กนี่ต้องซ่อนเขี้ยวเล็บอยู่แน่ ๆ! นี่จะ
เป็นรากเซียนหกดาราได้อย่างไร? เจ็ดดาวแหงเลย!”
นางไม่ยอมรับว่าตนโกหก
ผู้อาวุโสทั้งหลายมีสีหน้าราวเขียนป้าย ‘เจ้าว่าข้าเชื่อหรือ’ คล้อง
คอ
รากเซียนเจ็ดดาราก็ไม่มีทางเติบโตรวดเร็วได้เพียงนี้ บางทีอาจ
เป็นแปดดารา
หากเป็นเช่นนั้น พรสวรรค์ของเจียงผิงอันก็น่ากลัวเกินไปแล้ว
“เฒ่าเหมียวเอ๋ย นี่เจ้าทำเกินไปแล้ว จงใจซ่อนพรสวรรค์ของ
เจียงผิงอันไว้ทำไม เจียงผิงอันเดินต่างเส้นทางกับเจ้า รับเป็นศิษย์ไว้
จะมีประโยชน์เช่นไร? ข้าขาดศิษย์ใกล้ชิดสักคนอยู่พอดี ให้ศิษย์ผู้นี้
กับข้าเถอะ”
ผู้อาวุโสคนหนึ่งเผยเจตนารับศิษย์ ไม่ว่าใครล้วนอยากได้ศิษย์
มากพรสวรรค์มาเป็นของตน ภายหน้ากล่าวถึงก็จะพลอยมีหน้ามีตา
เหมียวจิ่งชำเลืองอีกฝ่าย “มิใช่ก่อนหน้านี้ เจ้าเหยียดหยันเจียง
ผิงอันเพราะเป็นผู้ฝึกตนจากภพล่างหรือ?”
“ข้าทำหรือ? ไฉนตาเฒ่าผู้นี้ไม่ยักจำได้? ไม่มีจริงจริ๊ง ยามข้า
แรกเห็นเจียงผิงอัน ข้ารู้สึกว่าเจียงผิงอันหน่วยก้านดีมีฝีมือต่างหาก”
ผู้อาวุโสท่านนี้ดูเหมือนเสียความทรงจำ หลงลืมไปสิ้นว่าเคยพูด
อะไรไว้
“ไสหัวไปห่าง ๆ เลย ตัดใจเสียเถอะ ข้ารับเขาเป็นศิษย์แล้ว”
เหมียวจิ่งอารมณ์ร้ายยิ่ง ไม่ไว้หน้าอีกฝ่ายสักนิด
ก่อนหน้านี้ เขารับเจียงผิงอันเป็นศิษย์เพื่อบุตรีตน แต่ยามนี้ เขา
ยิ่งมองยิ่งพอใจในตัวเจียงผิงอัน เด็กนี่เหมาะจะเป็นบุตรเขยเขานัก
ทั้งคู่ล้วนมีร่างศึก ภายหน้าก็ให้กำเนิด ‘ร่างศึกน้อย’ ได้
ผู้อาวุโสมากมายนึกริษยาในใจ ไฉนพวกตนจึงมิได้ค้นพบร่าง
ศึกมากพรสวรรค์ผู้นี้ก่อนใคร
“พรสวรรค์ของเจียงผิงอันดีก็จริง แต่ในการประเมินนี้ หากคิด
คว้าที่หนึ่งก็ยังไม่พอแท้เทียว”
เจียงผิงอันในขณะนี้กำลังประลองในรอบ ‘แปดคัดสี่’ ถูกคู่ต่อสู้
รุกไล่เสียจนมิอาจตอบโต้
ปวงชนล้วนประจักษ์ว่า แม้เจียงผิงอันจะเติบโตรวดเร็ว แต่ยิ่งไต่
อันดับสูง ศัตรูยิ่งแข็งแกร่ง การต่อสู้ยิ่งยากเย็นขึ้นทุกที
ทว่า ขณะที่เจียงผิงอันจะพ่ายนั้นเอง ร่างจริงซึ่งมีรากเซียนแห่ง
กำลังและรากเซียนโน้มถ่วงก็เหินออกมาจากอวตาร ร่วมมือกับร่าง
ศึกรุมโจมตีคู่ต่อสู้
เจียงผิงอันใช้พิษที่เขาดูดซับมาได้ก่อนหน้านี้มาโจมตีศัตรู ทุก
หมัดของเขาล้วนฉาบด้วยพิษ
พิษไร้ผลกับเขา แต่ได้ผลกับผู้อื่น
“ข้ายอมแพ้!”
คู่ต่อสู้ของเจียงผิงอันประจักษ์ฤทธิ์ของพิษนี้ มิกล้าประวิงเวลา
จึงรีบยอมแพ้ออกมา
ปวงชนซึ่งมองอยู่ต่างจังงัง ปรากฏว่าเจียงผิงอันซ่อนไพ่ตายไว้!
ผู้ฝึกตนจะมีอวตารสักร่างก็เรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่เกินคาดคือ
อวตารนี้แข็งแกร่งแทบเทียบเท่าร่างศึกเลย!
เจียงผิงอันได้เป็นหนึ่งในสี่อันดับสุดท้าย เข้ารอบรองชนะเลิศ
เขาโชคดี สองผู้มีโอกาสชนะเลิศสูงสุด หยางหลวนและเซียวเยว่
มาพบกันในรอบนี้
ยามเจียงผิงอันชนะประลอง ทั้งสองยังคงต่อสู้กันอย่างดุเดือด
ทั้งคู่ล้วนใช้มีด แต่มีดของหยางหลวนมีความกว้างมากกว่า จัด
อยู่ในประเภทมีดใบกว้าง ขณะที่มีดของเซียวเยว่ใบแคบและมีความ
ยาวกว่ากระบี่
ขณะมองการต่อสู้ของทั้งสอง สีหน้าของเจียงผิงอันเคร่งขรึม
ทั้งสองล้วนแข็งแกร่งสุดขั้ว ต่อให้เขาใช้สองร่าง ก็ไม่มีทาง
เอาชนะทั้งคู่ได้
ต้องใช้สองไพ่ตาย พลังวิญญาณและอวตารกลืนสวรรค์มาร่วม
ด้วย จึงประมือพวกเขาได้
การต่อสู้ของทั้งคู่กินเวลาห้าวัน
“ว่าด้วยเรื่องวิชามีด! ข้าไม่มีทางแพ้แน่!”
ในการต่อสู้ หยางหลวนสิ้นเค้าความคิดง่ายเหมือนเด็กในกาล
ก่อน เปลี่ยนท่าทีเป็นเคร่งขรึมจริงจังกว่ายามใด แม้ร่างจะโชกเลือด
เขาก็ยังกระเสือกกระสนกวัดแกว่งมีดใบกว้างของตนต่อไป
“ข้าก็แพ้ไม่ได้เหมือนกัน!” เซียวเยว่ร้องตะโกนเสียงใส
ทั้งสองล้วนไม่อยากให้วิชามีดที่พวกตนภาคภูมิสูงสุดต้องพ่าย
การต่อสู้ครั้งนี้ดูไม่เหมือนประลองยุทธ์ แต่เหมือนสู้แลกชีวิตกันแล้ว
ทั้งสองต่างประเคนไม้ตายสูงสุดของตนใส่กัน เขตแดนเจตจำนง
มีดอันน่าสะพรึงกลัวโถมกระแทก บรรพตทั้งปวงในอาคมถูกขยี้
แหลกเละ
ตู้ม!
หลังการปะทะ ทั้งสองล้วนกระอักเลือด กระเด็นหงายหลังล้มกอง
แน่นิ่งกับพื้นอย่างพร้อมเพรียง
เหล่าผู้อาวุโสต่างตกใจ รีบก้าวเข้าไปตรวจสอบทั้งสอง
“ทั้งคู่ล้วนเอ็นสะบั้น รากเซียนเสียหาย!”
“ทำไมสองคนนี้สู้กันดุเดือดขนาดนั้น ส่งทั้งสองเข้าสระเซียน
ของสำนักเร็วเข้า รักษาพวกเขาเสีย จะให้เป็นอะไรไปไม่ได้
เด็ดขาด!”
หากรากเซียนเสียหายแล้วรักษาไม่ทันกาล มันจะเสียหาย
พังทลายทันที จึงต้องช่วยเหลือเดี๋ยวนี้
ผู้อาวุโสหญิงรีบพาทั้งคู่จากไป
ขณะนี้ บนลานประลองเหลือเจียงผิงอันคนเดียว
เหมียวจิ่งเสวนากับผู้อาวุโสที่เหลืออีกสองคนครู่หนึ่ง จึงประกาศ
กับปวงชนว่า “ในเมื่อหยางหลวนกับเซียวเยว่บาดเจ็บ มิอาจฟื้นตัวได้
ในกาลอันสั้น ศิษย์ใหม่อันดับหนึ่งในการประเมินครั้งนี้จึงเป็นเจียงผิง
อัน!”
นี่เป็นเพียงการประลองศิษย์ใหม่แสนธรรมดา ไม่มีทางเสียเวลา
ที่นี่มากมายได้ และเพราะไม่มีรางวัล จึงประกาศปิดฉากได้ทันที
บนอัฒจันทร์มีเสียงหารือมากมาย
“พลังต่อสู้ของเจียงผิงอันสู้เซียวเยว่กับหยางหลวนไม่ได้ชัด ๆ
เขาแค่ส้มหล่นเท่านั้น”
“บางครั้ง โชคก็เป็นส่วนหนึ่งของความแข็งแกร่งนะ”
“ได้ตำแหน่งศิษย์ใหม่อันดับหนึ่งไป เจียงผิงอันต้องดีใจอยู่แน่
เชียว”
แม้เจียงผิงอันจะแข็งแกร่ง หลายบุคคลก็ยังคิดว่าเขาไร้
คุณสมบัติเป็นที่หนึ่ง หยางหลวนและเซียวเยว่แข็งแกร่งกว่าเป็นไหน
ๆ
ส่วนอันดับหนึ่งจอมปลอมเช่นนี้ เจียงผิงอันมิได้สนใจ
เขาสนใจแค่เดิมพันของเหมียวเสีย
หากเขาได้อันดับหนึ่ง เหมียวเสียจะช่วยหาผลเต๋าวิญญาณ
เซียนให้
ตราบเท่าที่โครงกระดูกนั่นอยู่ในโลกใบน้อย เขาก็เหมือนยืน
เปล่าเปลือยตรงหน้าอีกฝ่าย อึดอัดใจเป็นอย่างยิ่ง
“อย่าคิดว่าเจ้าได้ที่หนึ่งมาแล้วจะลำพองได้นะ ความแข็งแกร่ง
ปัจจุบันของเจ้าถือได้เป็นเพียงระดับกลางของสำนัก ยังห่างชั้นกับผู้
ฝึกตนร่วมระดับอีกหลายคนนัก เข้าใจหรือไม่?”
เหมียวเสียถือไหสุรา พาเจียงผิงอันกลับภูเขาพำนักของนางด้วย
ท่าทีเยี่ยงผู้ใหญ่สั่งสอนผู้น้อย
“เข้าใจแล้ว”
เจียงผิงอันย่อมรู้ว่าตนโดดเด่นแค่ในกลุ่มศิษย์ใหม่เหล่านี้เท่านั้น
ในขุมกำลังใหญ่อย่างสำนักเซียนอวี่หวง เขาไม่ติดอันดับอะไรด้วย
ซ ้า
“เข้าใจกับผีสิ!”
เหมียวเสียเขย่งเท้าออกมะเหงกใส่หัวเจียงผิงอัน “เป็นร่างศึกแท้
ๆ ไฉนจึงเจียมตัวนัก? เจ้าควรทำตัวอหังการไปกวาดล้างพวกเขา
แทบเท้าสิ!”
เจียงผิงอัน “???”
ตกลงสตรีผู้นี้จะสื่ออะไร?
เขาสงสัยว่าสตรีผู้นี้ก็แค่หาเรื่องตีเขา วาทะก่อนหน้านี้ไม่มีแก่น
สารอะไรทั้งสิ้น
ช่างมันเถอะ อย่าถือสาผีสุราเลย
“ศิษย์พี่หญิง เรื่องผลเต๋าวิญญาณเซียน…”
“ไม่ต้องห่วง ยามผลเต๋าวิญญาณเซียนในดินแดนลับจันทร์มายา
สุกงอม สำนักเราจะปราชันกับขุมกำลังอื่น ยามได้มา ข้าจะขอให้เจ้า
หนึ่งผล เอิ๊ก~”
เจียงผิงอันครุ่นคิดสักครู่ จึงเอ่ยว่า “แล้วหากสำนักมิได้มาเล่า จะ
ทำเช่นไร?”
ไหสุราซึ่งเคลื่อนใกล้ปากของเหมียวเสียชะงักเฉียบพลัน
นั่นสิ หากมิได้มาเล่า?
โป๊ก!
เหมียวเสียเขย่งเท้าขึ้นเขกหัวเจียงผิงอันอีกครั้ง “เจ้าไม่เชื่อมั่น
ในสำนักเราได้อย่างไร? หากไม่ได้ผลเต๋าวิญญาณเซียนมา ศิษย์พี่
หญิงผู้นี้จะใช้ตนเองชดเชยให้เจ้า”
“แต่ข้าอยากได้เพียงผลเต๋าวิญญาณเซียนเท่านั้นนี่” เจียงผิงอัน
ว่า
เหมียวเสีย “???”
ขณะนี้ เหมียวเสียรู้สึกอัดอั้นใจอย่างมหาศาล
ปรากฏว่าชายผู้นี้คิดว่านางดีไม่เท่าผลเต๋าวิญญาณเซียนสัก
ผล!
“เจียงผิงอัน! ศิษย์พี่หญิงผู้นี้จะฆ่าเจ้า!”
เหมียวเสียกระโจนเข้ากดตัวเจียงผิงอันลง คว้าคออีกฝ่ายไว้
ขณะเดียวกันนั้น ร่างหนึ่งพลันปรากฏขึ้น “เสี่ยวเสียเอ้ย ทางจุล
ภพเทพโบราณ…”
เหมียวจิ่งยังพูดไม่ทันจบ เห็นบุตรีตนกับเจียงผิงอันแนบชิดใกล้
กัน เสียงก็ชะงักหยุดไปกลางคัน
เหมียวจิ่งตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกายเหินจาก หัวเราะร่าดัง
ลั่นก้องสำนัก “ฮ่า ๆ ข้าเหมียวจิ่งจะได้เป็นตาคนแล้ว!”
เจียงผิงอัน “???”
เหมียวเสีย “???”