สู่วิถีอมตะ - บทที่ 652 แผนการร้ายของเหมียวเสีย
“อะไรนะ ผู้อาวุโสเหมียวจะเป็นตาคน!”
“หรือศิษย์พี่หญิงใหญ่จะมีครรภ์? ลูกของใครกัน?”
“ไม่นะ!! สารเลวสมควรถูกหมื่นมีดทิ่มแทงหน้าไหนชนะใจศิษย์
พี่หญิงใหญ่ได้ล่ะนี่ ข้าจะไปฆ่ามัน!”
“หมดกัน ดวงจิตแห่งเต๋าข้าไม่เหลือแล้ว”
เพราะคำพูดเพ้อเจ้อของเหมียวจิ่ง ทั่วทั้งสำนักเซียนอวี่หวงจึง
สะท้านสะเทือนยิ่งใหญ่ สะท้านสะเทือนหัวใจศิษย์หนุ่มมากมาย
เหมียวเสียเป็นศิษย์หญิงผู้โดดเด่นเกินใครในรอบหมื่นปีของ
สำนักเซียนอวี่หวง อยู่ในขั้นปลายระดับเขตแดน เฉียดความเป็น
เซียนเพียงก้าว
บิดานางเป็นผู้อาวุโส เพียบพร้อมสูงส่งด้วยสถานะ ซ ้ายังมี
ทรวดทรงงดงาม ใบหน้าไร้ที่ติ จึงมิอาจทราบว่ามีศิษย์หนุ่มกี่มาก
น้อยหลงใหลมอบหัวใจแก่นาง
อย่าว่าแต่สำนักเซียนอวี่หวง กระทั่งหากพินิจทั่วทั้งแดนจันทร์
มายา นางก็ยังลือนามสุดแสน
หลายบุคคลหลงรักเหมียวเสียและดิ้นรนปราชันกันอย่างลับ ๆ
ด้วยหวังจะได้ยืนบนจุดสูงสุดของเส้นทางเซียนเคียงข้างนางในสักวัน
แต่ยามนี้ เมื่อได้ยินว่าเหมียวเสียท้องแล้ว ความฝันในใจคน
เหล่านี้ต่างแหลกสลาย ใครบางคนกระทั่งเกือบธาตุไฟแตกกลายเป็น
มาร
ยามเหมียวเสียทราบเรื่อง นางก็เดือดโทสะอกแทบแตก เนตรคู่
งามถลึงมองตัวการของข่าวลือ บิดาของนางเหมียวจิ่ง
“เป็นถึงเซียนมนุษย์ผู้หนึ่ง ช่วยทำตัวให้สมเป็นเซียนหน่อยได้
หรือไม่? เอาบุตรีไปเที่ยวประโคมข่าวเสียหาย อยากให้บุตรีเจ้า
ชื่อเสียงย่อยยับหรือ?”
เหมียวจิ่งทอดกายบนเก้าอี้โยก เผชิญคำต่อว่าอย่างไม่สนใจ
“มันมีความหมายที่ไหน ข้าว่าเจียงผิงอันก็ดีมากนะ พวกเจ้าต่าง
มีร่างศึก มีลูกด้วยกันก็อาจเพิ่มร่างศึกมาเสริมกำลังสำนักเราได้อีก”
เหมียวเสียแทบกระอักเลือด มีบิดาพึ่งพาไม่ได้เช่นนี้ช่างน่า
หนักใจจริงแท้
“ช่างมันแล้ว ข้าคร้านเกินจะพูดกับเจ้า เจ้ามาหาข้าเพราะเรื่อง
อะไรนะ เกิดอะไรขึ้นกับจุลภพเทพโบราณ? สู้กับสำนักเซียนเทียน
หลานอีกแล้วหรือ?”
ก่อนหน้านี้ บิดานางเหมือนจะมาบอกว่าจุลภพเทพโบราณเกิด
อะไรสักอย่าง
จุลภพเทพโบราณเป็นโลกใบน้อยที่เจียงผิงอันเข้ารับการ
ประเมินยามขึ้นจากภพล่างก่อนหน้านี้
สำนักเซียนอวี่หวงและสำนักเซียนเทียนหลานสู้กันในโลกใบ
น้อยแห่งนี้เพื่อแย่งทรัพยากรกันมาเนิ่นนาน
เมื่อไม่นานนี้ เหมียวเสียกับหวังหยางร่วมเดินทาง วางแผนตลบ
หลังศัตรู ทำให้สำนักเซียนเทียนหลานเสียหายอย่างหนัก
สีหน้าของเหมียวจิ่งแปรเปลี่ยนสู่จริงจัง “มิใช่เรื่องของสำนัก
เซียนเทียนหลานหรอก แต่จุลภพเทพโบราณเกิดการเปลี่ยนแปลง
มัจฉาโกลาหลหายไปจากธารทมิฬอย่างเป็นปริศนา และสมุนไพร
โอสถ ผลวิญญาณมากมายเหี่ยวเฉาโรยรา สำนักเลยจะให้เจ้าไป
ตรวจสอบหน่อย”
“ทำไมให้ข้าไปทำเรื่องแบบนี้กัน มิใช่ว่าเจ้าหวังหยางนั่นอยู่ใน
จุลภพเทพโบราณหรือ”
เหมียวเสียจิบสุรา สีหน้าหงุดหงิดใจ นางเกลียดปัญหาขัดใจเป็น
ที่สุด
“หวังหยางก็กำลังตรวจสอบอยู่ สำนักเซียนเทียนหลานก็ส่งคน
มาตรวจสอบเช่นกัน”
เหมียวจิ่งพูดอย่างเคร่งขรึม “ยามนี้เราสงสัยว่าสมบัติฟ้าดิน
บางอย่างกำลังจะอุบัติ จึงสูบพลังที่นั่นไป เกิดเป็นเหตุการณ์เช่นนี้”
“จากขอบเขตอิทธิพลของเหตุการณ์ สมบัตินี้ต้องดีอย่างยิ่งแน่
แท้ มันต้องไม่ไปอยู่ในมือสำนักเซียนเทียนหลานเด็ดขาด เซียน
มนุษย์อย่างเราลงมือสุ่มสี่สุ่มห้ามิได้ จึงต้องส่งเจ้าไปแทน”
เหมียวเสียเป็นยอดฝีมือขั้นปลายระดับเขตแดนผู้หนึ่ง ห่างจาก
ความเป็นเซียนเพียงหนึ่งก้าว นอกจากผู้ซึ่งยังมิอาจข้ามพิบัติบรรลุ
เซียน น้อยคนยิ่งจะเป็นคู่มือนางได้
หากเป็นยามทั่วไป ต่างฝ่ายจะไม่ส่งเซียนมนุษย์ออกสัญจร เพื่อ
มิให้ความขัดแย้งยกระดับ
เหมียวเสียอิดออดใจนัก แต่เมื่อเป็นเรื่องสำคัญของสำนัก นางจะ
เอาแต่ใจก็มิได้
“ได้ อีกเดี๋ยวข้าจะไป แต่พวกเจ้าต้องช่วยข้าหาผลเต๋าวิญญาณ
เซียนสักผลนะ”
“เจ้าอยากได้นี่ไปทำไม? เตรียมบรรลุเซียนหรือ? ด้วยพรสวรรค์
เจ้า เจ้าบรรลุเซียนได้แน่นอน ไม่เห็นต้องใช้ของเช่นนี้เลยนี่นา”
ผลเต๋าวิญญาณเซียนมีสรรพคุณช่วยควบแน่นรากฐาน เพิ่ม
โอกาสบรรลุเซียน เหมียวจิ่งจึงนึกว่าบุตรีตนกำลังเตรียมตัวบรรลุ
เซียน จึงอยากได้ผลเต๋าวิญญาณเซียน
เหมียวเสียส่ายหัว พยักพเยิดไปทางเจียงผิงอันที่นั่งฝึกฝนอยู่ถัด
จากนาง “เจ้านี่ต่างหากที่อยากได้มัน”
“แล้วยังพูดอีกว่าระหว่างพวกเจ้าไร้สิ่งใดในกอไผ่! ของดีเช่นนี้
บิดาเจ้ายังมิอาจเอื้อมมากิน แต่เจ้าถึงกับจะให้ผู้ชายของเจ้าก่อน!”
เหมียวจิ่งยิ่งคิดยิ่งแน่ใจ บุตรีเขาชอบเจียงผิงอันจริง ๆ
“เจ้าเหนียงยานนี่! หุบปากเน่า ๆ ของเจ้าไปเลยนะ! มิใช่อย่างที่
เจ้าคิดสักนิด!” เหมียวเสียโมโหจนเหวี่ยงน ้าเต้าสุราใส่
“จ้า ๆ เข้าใจถ่องแท้เลย เกิดเป็นบุตรีก็เหนียมอายเป็นธรรมดา
ฮ่า ๆ ต้องเตรียมพร้อมอุ้มหลานแล้วสิ~”
เหมียวจิ่งเสสรวลจากจร
อกของเหมียวเสียกระเพื่อมหอบด้วยโทสะ นางอยากจะเปิด
กะโหลกเจ้าเฒ่านี่เสียจริง
พอหันมามองเจียงผิงอัน เหมียวเสียก็ยิ่งหงุดหงิดโมโห เจ้าผู้ชาย
ตัวเหม็นนี่ไม่กระดิกตัวสักนิดเลย
ไม่รู้ทำไม พอเห็นท่าทีเมินเฉยต่อเรื่องเสน่หาของเจียงผิงอัน นาง
ก็ยิ่งอยากให้เจียงผิงอันมาสนใจนางมากขึ้น
“ตามข้าไปที่จุลภพเทพโบราณ ข้าจะพาเจ้าไปหาโอกาส เมื่อถึง
เวลา เจอสมบัติชิ้นใหญ่ เราจะแบ่งส่วนเท่า ๆ กัน”
“ศิษย์พี่หญิง ข้าอยากตั้งใจบรรลุพลังเขตแดน ไม่มีเวลาทำสิ่ง
อื่นใด ขอบเขตของข้าช่วยอะไรไม่ได้ มีแต่จะถ่วงแข้งถ่วงขาศิษย์พี่
หญิง ข้าไม่ไปดีกว่า”
เจียงผิงอันนั่งฝึกฝนกับพื้น ตอบโดยไม่แม้แต่จะลืมตามามอง
“ไม่ได้!”
เมื่อเห็นท่าทีเมินเฉยของเจียงผิงอัน เหมียวเสียก็เกิดโทสะ
“หากเจ้าตามศิษย์พี่หญิงผู้นี้มา ศิษย์พี่หญิงผู้นี้จะให้กฎเขตแดน
ทำลายล้างกับเจ้า เจ้าจะพัฒนาได้เร็วขึ้น”
เจียงผิงอันเห็นท่าทีเด็ดเดี่ยวของอีกฝ่าย ก็ถอนใจอย่างอับจน
“ได้”
ขัดขืนสตรีผู้นี้มิได้ แถมไปก็ยังได้กฎเขตแดนทำลายล้าง
เช่นนั้นก็ตามไปแล้วกัน ไม่มีสิ่งใดเสียหาย
มุมปากเหมียวเสียยกยิ้ม ในใจเกิดแผนการร้าย
นางอยากให้ชายผู้นี้ตกหลุมรักนาง แล้วนางจะเมินความรักของ
เขา ให้ชายผู้นี้ร ่าไห้ฟูมฟายเพราะนาง
เมื่อนึกภาพยามเจ้าคนหน้าตายผู้นี้หลั่งน ้าตา เหมียวเสียก็หลุด
หัวเราะอย่างไม่รู้ตัว
“มา ๆ ศิษย์น้องหน้าตาย ข้าจะชี้แนะเจ้าฝึกฝน”
วิธีที่ทำให้เจ้าคนหน้าตายผู้นี้รู้สึกดีกับนางอย่างได้ผลชะงัดที่สุด
ก็คือคล้อยตามช่วยเหลือเขา
เหมียวเสียหาคิดถึงผลกระทบของความคิดมั่วซั่วนี้ต่อตัวนางเอง
ไม่
ภพบุกเบิก ศาลาเติงเซียนสาขาแคว้นชางหลาน
ประมุขศาลาหลัวซู่และเฉียนฮวั่นโหรวนั่งฝึกฝนอยู่ด้วยกัน
หลัวซู่มองเฉียนฮวั่นโหรวซึ่งนิ่งเงียบตลอดทั้งวัน ก็อดพูดมิได้ว่า
“พี่หญิงเฉียน เจ้าจิตตกตลอดวัน มิอาจฝึกฝนมหาเต๋าอย่างจริงจังได้
เลยนะ”
นับแต่เจียงผิงอันไปยังภพเซียน เฉียนฮวั่นโหรวก็เงียบไป
เฉียนฮวั่นโหรวลืมตาคู่งามของนาง สีหน้าเผยเค้ากังวลอย่าง
ชัดเจน “เรื่องเหล่านี้ข้าย่อมรู้ แต่พอไม่ได้ข่าวผิงอัน ข้าก็มิอาจอยู่
เป็นสุขได้เลย”
“เจ้าเป็นเซียนมนุษย์นะ ตั้งใจแน่วแน่สักหน่อยมิได้หรือ?”
หลัวซู่คิดไม่ออกเลยว่าไฉนเฉียนฮวั่นโหรวซึ่งใช้ชีวิตนับพัน
หมื่นปีจึงกระวนกระวายเพียงนี้เพราะบุรุษผู้น้อยคนเดียวได้
“เซียนมนุษย์ สุดท้ายก็คือมนุษย์ ในสายตาข้า เขาสำคัญเกินสิ่ง
ใด”
เฉียนฮวั่นโหรวเผยความรู้สึกอย่างไม่ขัดเขิน
หลัวซู่ถอนใจ “พี่หญิงเฉียน มิใช่ข้าจะทำร้ายจิตใจเจ้านะ แต่ข้า
มีเรื่องต้องบอกเจ้าล่วงหน้า ข้าได้ยินว่าอัตราตายในการประเมินสูงยิ่ง
หลายบุคคลตกตายกันไปแล้ว”
นิ้วของเฉียนฮวั่นโหรวกำชายอาภรณ์แน่น หัวใจของนางเพิ่ม
ความกังวลขึ้นเล็กน้อย “ข่าวของผิงอันยังไม่ปรากฏอีกหรือ?”
“ไม่เลย รายงานจะมีเพียงตายหรือผ่าน อย่างน้อย ๆ เจียงผิงอันก็
ยังไม่ตาย ข้าให้ศาสตราเซียนเขาไปชิ้นหนึ่ง เขาน่าจะยื้อเวลาอยู่ได้
นานขึ้นสักหน่อย ขอเพียงเขาระวังตัวพอ ก็ไม่น่าเกิดเรื่องอะไร…”
หลัวซู่ยังพูดไม่ขาดคำ ยันต์สื่อสารที่เอวนางพลันเรืองแสง
“เสี่ยวซู่เอ๋ย ช่วงนี้เจ้าฝึกฝนคืบหน้าบ้างหรือไม่?”
หนึ่งเสียงเฒ่าชราดังมาจากอีกฟากของยันต์สื่อสาร
“ประมุขศาลาใหญ่ มีสิ่งใดหรือ?” หลัวซู่ฉงนใจยิ่ง ประมุขศาลา
ใหญ่น้อยครั้งจะติดต่อหานางก่อน วันนี้เกิดเรื่องใดขึ้น จู่ ๆ ก็มาถาม
ไถ่การฝึกฝนของนาง
“คือเช่นนี้ ข้ามีข่าวดีมาบอกเจ้า มีข่าวจากสำนักเซียนในภพ
เบื้องบนส่งมา บอกว่าเจียงผิงอันผ่านประเมินแล้ว”
“อะไรนะ! ผ่านประเมินแล้ว!”
หลัวซู่จังงัง