สู่วิถีอมตะ - บทที่ 660 ปราชันชิงแก่นพลังต้นโลกา
เจียงผิงอันซึ่งได้ยินบทเสวนาของผู้คนใกล้ตัวก็ถามผู้ฝึกตนคน
หนึ่งอย่างระมัดระวัง “ขอรบกวนถาม แก่นพลังต้นโลกามีประโยชน์
อะไรหรือ?”
ผู้ถูกถามหันกลับมามองเจียงผิงอันอย่างดูแคลน “เรื่องนี้เจ้าก็ไม่
รู้หรือ แก่นพลังของต้นโลกาเป็นต้นกำเนิดของโลกหล้า เป็นพลังเต๋า
เซียนอันเก่าแก่เหนือใด”
“ขอเพียงได้มาสักเสี้ยว ในกายก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงสะท้าน
สะเทือน ปลุกพรสวรรค์พิเศษ พัฒนาระดับรากเซียนได้ไม่ว่าเดิมจะ
แย่เพียงไร”
“พรสวรรค์อำนาจศักดิ์สิทธิ์ [ทำร้ายเสมอภาค] ที่สายตระกูลอวี๋
ของสำนักเซียนเทียนหลานเรามีก็มาจากการดูดซับแก่นพลังต้น
โลกาในกาลก่อนนี่แหละ”
“แน่นอน จุดทรงพลังที่สุดของแก่นพลังต้นโลกาก็คือ มันสร้าง
รากฐานได้แข็งแกร่ง ส่งเสริมความสำเร็จภายหน้าให้ทะยานสูงขึ้น
ได้”
ดวงตาของผู้ฝึกตนผู้นั้นเปี่ยมความโหยหาต่อแก่นพลังของต้น
โลกา
เมื่อได้ยินคำแนะนำจากคนผู้นี้ สีหน้าของเจียงผิงอันก็เผยความ
ปรารถนาเช่นกัน
เขาก็อยากได้สิ่งที่จะทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น
ต่อให้สุ่มเพิ่มพลังพรสวรรค์ใด ก็ยังเป็นเรื่องดีสำหรับเขา
“เจ้าหนุ่มแมงดา ตัดใจเสียเถอะ ไม่สำเหนียกระดับตนหรือไร?
ยังจะไปสู้แย่งโอกาสกับคนอื่นอีก”
อวี๋ซ่วยซึ่งอยู่ถัดไปเห็นสีหน้าตื่นเต้นของเจียงผิงอันก็เย้ยเยาะ
ล้อเลียน
“นั่นสิ พรสวรรค์กากเดนอย่างเจ้าคิดปราชันแย่งแก่นพลังด้วย
หรือ?” เจี่ยงซินอี๋เสริมซ ้า
ที่บุคคลระดับสูงของสำนักเรียกรวมพลศิษย์ครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่า
อยากให้ทุกผู้ปราชันแข่ง ผู้จะได้โอกาสไปต้องเป็นอัจฉริยะทั้งหลาย
แน่แท้
กระทั่งอวี๋ซ่วยยังมีโอกาสริบหรี่ในการได้แก่นพลังมา นับประสา
อะไรกับไป๋ฟานผู้มีดีเพียงรูปลักษณ์ รู้จักแต่เพียงเข้าหาสตรี
เจียงผิงอันมิได้สนองอะไรกับคำเย้ยเยาะของทั้งสอง เขามิใช่ไป๋
ฟานจริง ๆ เสียหน่อย
เขายืนเงียบกับที่ หลับตาทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ต่อไป
เมื่อศิษย์สำนักเซียนเทียนหลานทั้งหลายรวมตัวกัน ภาพฉาย
เซียนผู้หนึ่งซึ่งใหญ่โตเทียบดวงดาวก็ปรากฏบนยอดต้นโลกา
หนึ่งเสียงอันเคร่งขรึมกังวานดังขึ้น
“เนื่องจากเหตุเกินคาดบางอย่าง ต้นโลกาจึงเติบโตต่อไปมิได้
เพื่อใช้ประโยชน์จากต้นโลกาให้ถึงที่สุด สำนักจึงตัดสินใจแจกจ่าย
แก่นพลังให้ทุกผู้อย่างไร้ราคา”
“แต่จำนวนแก่นพลังต้นโลกามีจำกัด เพื่อให้แก่นพลังต้นโลกา
ถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด จึงมิใช่ทุกผู้จะได้มันไป ดังนั้น หากอยาก
ได้แก่นพลังต้นโลกา พวกเจ้าก็ต้องสู้แย่งมันมาเอง”
แม้ศิษย์ทั้งหลายจะทราบข่าวกันอยู่แล้ว ยามได้ยินผู้อาวุโส
ประกาศออกมา พวกเขาก็ยังอดตื่นเต้นมิได้
“นี่คือโอกาสเปลี่ยนชะตาชีวิตข้า ข้าต้องคว้ามาให้ได้!”
“ไม่ว่าต้องจ่ายด้วยอะไร ก็ต้องได้แก่นพลังต้นโลกามาสักส่วน!”
“ฮ่า ๆ ข้าสังหรณ์ชอบกลว่าข้าจะได้แก่นพลังต้นโลกามาเสี้ยว
หนึ่งแน่ ๆ!”
ผู้ฝึกตนมากมายฝันหวาน อยากได้เสี้ยวแก่นพลังของต้นโลกา
ลูกหลานตระกูลใหญ่ในสำนักเซียนเทียนหลานมองเหล่าศิษย์ผู้
ตื่นเต้นเหล่านี้ด้วยสายตาสุดแสนเหยียดหยัน
ไอ้พวกซื่อบื้อ มันจะเป็นของพวกเจ้าจริง ๆ หรือ?
หากคิดปราชันแย่งแก่นพลังต้นโลกา ก็ต้องมีความแข็งแกร่งสูง
ล ้า ซึ่งผู้มีความแข็งแกร่งสูงสุดก็คือบุตรหลานตระกูลใหญ่ของสำนัก
เซียนเทียนหลาน
ที่ให้ปราชันแย่งก็แค่ให้ดูยุติธรรมเท่านั้น
อันที่จริง นี่คือการปราชันระหว่างบุตรหลานตระกูลใหญ่
เพียงหนึ่งโบกมือของภาพฉายเซียนบนต้นโลกา เศษหินผลึกอัน
เรืองรัศมีเจ็ดสีหลายต่อหลายชิ้นก็พุ่งออกมา
เศษหินผลึกเหล่านี้เป็นแก่นพลังอันถูกควบแน่นซึ่งถูกแบ่ง
ออกเป็นสิบ ๆ ชิ้น
ผลึกแก่นพลังเหล่านี้ร่วงลงบนใบต้นโลกาซึ่งมีขนาดเทียบได้กับ
ผืนทวีป
“วิธีสู้แย่งแก่นพลังต้นโลกานั้นง่ายมาก ไปสู้กันบนใบต่าง ๆ ตาม
ระดับขอบเขตตัวเอง หนึ่งใบไม้มีทั้งสิ้นสามชิ้น”
“จำกัดเวลาห้าวัน เมื่อเลยกว่านั้น ผู้ใดถือครองผลึกแก่นพลังคน
สุดท้าย แก่นพลังต้นโลกาก็จะเป็นของผู้นั้น”
“ระวังด้วย อย่าเอาชีวิตมาทิ้งเพื่อสิ่งนี้ ทำเท่าที่ไหว”
แตกต่างจากการฝึกฝนศิษย์อันเคร่งครัดตามกฎของสำนักเซียน
อวี่หวง สำนักเซียนเทียนหลานใช้กฎแห่งป่า ยอมให้มีการตาย
เกิดขึ้นได้นิดหน่อย
“คราวนี้ เริ่มจากขั้นปลายระดับเขตแดนที่บนสุด ลดหลั่นตาม
กันลงไปหนึ่งใบทุกหนึ่งขั้นย่อย ผู้ฝึกตนทุกคนเริ่มต่อสู้ได้!”
ทันทีที่เซียนมนุษย์ผู้นั้นกล่าวสิ้นคำ ศิษย์มากมายก็พุ่งทะยาน
เข้าไปอย่างบ้าคลั่ง
ใบไม้เหล่านี้มีขนาดเทียบได้กับแผ่นทวีป รับการต่อสู้ตะลุมบอน
ของผู้ฝึกตนเหล่านี้ได้เต็มที่
อัจฉริยะทั้งหลายจากสำนักเซียนเทียนหลานมิได้รีบร้อนมาสู้เลย
มีเวลาทั้งสิ้นห้าวัน ปล่อยขยะทั้งหลายสู้กันไปก่อน แล้วค่อยลงมือปิด
ฉากก็มิสาย ไม่เพียงประหยัดปราณ ยังเลี่ยงปัญหาได้มากมาย
ผู้ใดกล้าคว้าผลึกแก่นพลังไปก่อนจะถูกรุมล้อม
ศิษย์บางคนก็รู้ตัว ไม่พุ่งไปสู้กับเขาด้วย หากถูกศิษย์ร่วม
ขอบเขตจำนวนมากรุมโจมตี ไปสู้ก็เท่ากับหาที่ตาย
เจียงผิงอันปะปนเข้าไป เหินร่อนลงบนใบไม้อันเทียบขนาดได้กับ
แผ่นทวีป
เขาจะไม่สู้แย่งมันยามนี้แน่ ๆ
สำนักเซียนเทียนหลานอยู่ในระดับเดียวกับสำนักเซียนอวี่หวง
ความแข็งแกร่งย่อมสูงอยู่แล้ว
หากไปเผชิญหน้ากับพวกเขาตรง ๆ ตราบใดที่เจียงผิงอันมิ
แผลงฤทธิ์สุดกำลัง ก็ไร้โอกาสสู้ได้เลย
แต่หากทุ่มกำลังออกมาเต็มที่ ก็จะต้องเผยอวตารอื่น ๆ ที่ซ่อนไว้
หากสำนักเซียนอวี่หวงมีสายลับจากสำนักเซียนเทียนหลาน
ปะปนอยู่ สำนักเซียนเทียนหลานจะทราบข้อมูลของเขา หากเขา
เปิดเผยอวตาร เขาจะตายอย่างแน่นอน
ดังนั้นจึงต้องหาโอกาสลงมือ
เจียงผิงอันนั่งขัดสมาธิหลบมุม เริ่มทำความเข้าใจกระดูกเซียนที่
ผู้อาวุโสโจวซุ่นให้เขาไว้
เขาทราบจากศิษย์พี่หญิง ‘ใหญ่’ เหมียวเสียว่า ผู้อาวุโสที่ให้
กระดูกเซียนกับเขามามีนามว่าโจวซุ่น
กระดูกเซียนนี้บรรจุ ‘เต๋าเซียนแห่งกำลัง’ ไว้ ยามเขาเข้าใจมัน
เขาก็จะเท่ากับบรรลุเขตแดนแห่งกำลังอย่างสมบูรณ์
ขณะที่เจียงผิงอันทำความเข้าใจกระดูกเซียนอยู่นั้น เขาก็แอบ
โคจรวิชาซ่อนจักรวาล ดูดซับพลังบนใบต้นโลกานี้ไปพลาง
ใช้ทรัพยากรของศัตรูมาพัฒนาตนเอง เป็นเรื่องน่ายินดีที่สุด
กาลก่อน ในโลกใบน้อย ณ เคหาสน์เซียนเทียนหลานที่ทะเล
เซียนมารแห่งภพบุกเบิก จิตสำนึกของเคหาสน์เซียนเทียนหลาน
หลอกเขาว่ายังมีผลวิญญาณเซียนมหาสุญญะ แต่แท้จริงคิดชิงร่าง
เขา
โชคยังดีที่เจียงผิงอันรอบคอบ มิได้หลงกล
แต่เขาก็ยังถูกอีกฝ่ายไล่ล่าสังหาร ทำลายสมบัติลับของเขาไป
สองชิ้นกว่าจะหนีออกจากเคหาสน์เซียนเทียนหลานได้
เมื่อนึกถึงตรงนี้ เจียงผิงอันก็อยากตัดต้นโลกาต้นนี้ไปทั้งต้นเสีย
เหลือเกิน
ศึกชิงผลึกแก่นพลังอันดุเดือดเปิดฉากขึ้น สารพัดวรยุทธ์ร่ายรำ
บ้าคลั่งกลางฟ้า กฎเกณฑ์สารพัดสีเรืองรองสาดส่อง ผู้ฝึกตนร่วงโรย
โลหิตโปรยปรายต่อเนื่อง
โลหิตอันหยาดหยดเหล่านี้ถูกต้นโลกาดูดซับไป เปลี่ยนเป็นพลัง
ของมันเอง
ขณะที่เจียงผิงอันนั่งหลบมุม ดูดซับพลังเหล่านี้พลางพัฒนาราก
เซียนของเขา
บนยอดต้นโลกามีตำหนักอันโอ่อ่าแห่งหนึ่ง ตรงหน้าตำหนักนั้น
มีผู้อาวุโสกลุ่มหนึ่งจากสำนักเซียนเทียนหลานยืนมองศิษย์ปราชัน
กันที่เบื้องล่าง
แม้จะเห็นศิษย์สักคนร่วงโรย พวกเขาก็ยังไร้อารมณ์ใด ๆ
ศิษย์เหล่านี้ตายไปก็คือตาย สิ่งที่ภพเซียนมีเยอะที่สุดก็คือคน
มีเพียงศิษย์ที่เติบโตท่ามกลางกองโลหิตเท่านั้นที่มีประโยชน์ต่อ
สำนักเซียน
“เรื่องการหายไปของพลังในโลกใบน้อยแห่งนี้ ตรวจสอบพบหรือ
ยัง?” ผู้อาวุโสคนหนึ่งถามขึ้นอย่างกังวลใจ
เมื่อไม่นานนี้ พลังของโลกใบน้อยแห่งนี้ถูกสูบหายไปอย่างมิอาจ
อธิบาย พลังของต้นโลกานี้ก็ถูกสูบหายไปมากจนเริ่มเหี่ยวเฉาแล้ว
ขอเพียงต้นโลกาหยั่งราก มันจะผสานเป็นหนึ่งกับแดนดินที่มัน
อยู่ มิอาจถอนเคลื่อนย้ายได้ เพราะยามทำเช่นนั้น ต้นโลกาจะตาย
มิเช่นนั้น พวกเขาคงย้ายต้นโลกาไปแล้ว
ผู้อาวุโสคนหนึ่งเอ่ยเสียงขรึม “เทพโบราณ… อาจกำลังฟื้นคืน
มา”
“อะไรนะ! เทพโบราณคืนชีพ!”