สู่วิถีอมตะ - บทที่ 659 อาณาเขตของสำนักเซียนเทียนหลาน
วินาทีที่ไป๋ฟานแทงกระบี่เข้ามา ชายร่างมอมแมมพลันเงยหน้า
ขึ้น คู่เนตรลึกล ้าสะท้านสู่จิตวิญญาณของไป๋ฟาน
การเคลื่อนไหวของไป๋ฟานชะงักทันที หนึ่งวิญญาณหลากเข้าสู่
ห้วงจิตสำนึกในวิญญาณของเขา สะท้อนความทรงจำอันเจ็บปวด
เหนือใด ให้เขาเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏซ ้า ๆ
ชายร่างมอมแมมเงื้อหมัดขึ้น เคลือบมันด้วยกฎทำลายล้าง ฟาด
ลงระเบิดศีรษะไป๋ฟานทันที
คนผู้นี้มิใช่ใครอื่นนอกจากเจียงผิงอัน
เพื่อสลัดให้พ้นจากการไล่ล่าของเซียนมนุษย์ เขาจึงแหวกมิติ
ข้ามไปอย่างไม่คิดชีวิต และถูกธารทมิฬกลืนเข้าไปโดยไม่ทันตั้งตัว
เขาโชคดีพอที่จะไหลไปตามกระแสธารทมิฬ มิได้จมลงสู่ก้นสาย
ธาร
เจียงผิงอันเก็บศพของไป๋ฟาน โยนใส่โลกใบน้อยในตัวเขา แล้ว
กลายลักษณ์เป็นไป๋ฟาน
เมื่อครู่ยามเขาใช้พลังวิญญาณโจมตีไป๋ฟาน เขาก็กลืนกินห้วง
จิตสำนึกของอีกฝ่าย และอ่านความทรงจำบางส่วนของเขา
การกลืนห้วงจิตสำนึกของผู้อื่นเช่นนี้อันตรายยิ่ง หากไม่ระวัง
สติของตนเองจะเกิดความสับสนได้
ยามชิงความทรงจำ การรับรู้ อารมณ์ของใครอีกคนมาเป็นของ
ตัว เช่นนั้นตกลงใครชิงร่างใคร?
กระทั่งผู้มีวิญญาณแข็งแกร่งยังถูกอิทธิพลของวิญญาณและ
ความทรงจำของผู้ถูกชิงร่างได้ง่าย ๆ
ดังนั้น ผู้ฝึกตนมากมายจึงไม่ชิงร่างผู้อื่น เว้นแต่จะจำเป็นจริง ๆ
เจียงผิงอันไม่รู้ว่ายามนี้เขาอยู่ที่ใด และเพื่อความปลอดภัย เขา
จึงไร้ทางเลือกนอกจากกลืนความทรงจำส่วนหนึ่งของอีกฝ่ายเพื่อทำ
ความเข้าใจสถานการณ์
เขาย่อยความทรงจำของไป๋ฟานไปพลาง กินโอสถเก้าวงจร
จักรวาลฟื้นฟูบาดแผลไปพลาง
จากความทรงจำของไป๋ฟาน เขาในยามนี้อยู่ที่แนวหลังสมรภูมิ
ระหว่างสำนักเซียนเทียนหลานและสำนักเซียนอวี่หวง
เจียงผิงอันผ่อนหายใจโล่งอก ตราบใดที่เขาอยู่ห่างอาณาเขต
ของสำนักเซียนอวี่หวงไว้ ชิวซื่อผิงก็จะมิกล้าไล่ตามมา
หนีพ้นการไล่ล่าของเซียนมนุษย์แล้ว
เจียงผิงอันแย้มยิ้มขมขื่น
หากนำผู้บรรลุระดับเขตแดนคนใดไปไว้ในภพแร้นแค้น ก็ถือได้
เป็นคนใหญ่คนโตแล้วทั้งนั้น แต่มาอยู่ที่นี่ก็ยังถูกไล่ล่าได้เช่นสุนัข
เจียงผิงอันสูดหายใจลึก ๆ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ จิต
สังหารเรืองโรจน์ในดวงตา
“ชิวซื่อผิง ฝากไว้ก่อนเถอะ”
หากมิใช่เพราะเขามีศาสตราเซียนกับตัว กอปรกับปฏิกิริยาฉับ
ไว ป่านนี้เขาคงตายไม่เหลือซากไปแล้ว
จุดเด่นที่สุดของเจียงผิงอันคือเขาจดจำแค้นฝังใจ ศัตรูทั้งหลาย
ที่บาดหมางกับเขาล้วนต้องชดใช้อย่างสาสม
“เสี่ยวฟาน เจ้าช่วยข้าหา… ไฉนเจ้าบาดเจ็บได้ล่ะ!”
สตรีในชุดกระโปรงยาวสีม่วงนางหนึ่งเหินมาหา น ้าเสียงของนาง
เจือเค้าเป็นห่วง
อาภรณ์ตรงหน้าสตรีผู้นี้แหวกยาวไปถึงสะดือ คลับคล้ายถูกมีด
กรีดตัดมา ด้านหลังก็เผยเนื้อหนังเป็นส่วนใหญ่ กระโปรงของนาง
ด้านขวาก็แหวกผ่าสูง ยามย่อตัวลงนั่งตรงหน้าเจียงผิงอัน เรียวขา
ขาวก็ปรากฏชัดเจน
ขณะเจียงผิงอันเห็นสตรีผู้นี้ นามหนึ่งก็เด้งขึ้นในใจเขา เจี่ยงซิน
อี๋
สตรีผู้นี้มีอิทธิพลต่อไป๋ฟานยิ่ง
นางมีสามีอยู่แล้ว แต่ก็ยังสนใจไป๋ฟาน ยามนางกับไป๋ฟานลอบ
นัดพบกัน นางก็ถูกสามีของนางจับได้ ทำให้ไป๋ฟานถูกส่งมายังทัพ
หน้าที่จุลภพเทพโบราณ
“เจ้าบาดเจ็บถึงเพียงนี้ ข้าปวดใจยิ่งนัก” เจี่ยงซินอี๋ยกมือสัมผัส
บาดแผลที่อกเจียงผิงอันด้วยสีหน้าทุกข์ใจ ก่อนจะก้มหัวลงแลบลิ้น
จะเลียแผล
เจียงผิงอันขมวดคิ้วแล้วถอยออกมาทันที
เขาไม่อยากติดต่อประการใดกับสตรีเช่นนี้
ลิ้นของเจี่ยงซินอี๋ค้างกลางอากาศ มิคาดว่าไป๋ฟานจะถอยหนี
“เสี่ยวฟาน เจ้ายังโกรธข้าเพราะถูกส่งมายังทัพหน้าหรือ? อย่า
โกรธเลยนะ ไว้ข้าจะหาทางส่งเจ้ากลับภพเซียนให้…”
“สุนัขผู้เมียคู่นี้ทำอะไรกัน!”
หนึ่งเสียงตวาดดังสนั่นด้วยโทสะ อึดใจต่อมา แสงสีเขียวสาย
หนึ่งก็พุ่งมาหยุดระหว่างทั้งสองอย่างเร็วจี๋
ชายผู้นี้มีผมสีเขียวอันหาได้ยาก สวมอาภรณ์เขียว การฝึกฝน
อยู่ขั้นกลางระดับเขตแดน ใบหน้าแดงก ่าด้วยโทสะประหนึ่งภูเขาไฟ
เจียนปะทุ
ยามเจี่ยงซินอี๋เห็นชายผู้นี้ สีหน้าของนางก็แปรเปลี่ยน ชี้เจียงผิง
อันแล้วแผดเสียงทันที
“ไป๋ฟาน! อย่ามาตื๊อข้านะ! เหตุที่ข้ายอมให้เจ้ามาหาครั้งนี้ก็เพื่อ
บอกเจ้าว่าข้าเป็นผู้หญิงของอวี๋ซ่วย! เจ้าสุนัขน่ารำคาญนี่ คิดจริง ๆ
หรือว่าข้าชอบเจ้า?”
ความเร็วที่สตรีผู้นี้เปลี่ยนสีหน้า อาจจะไวกว่ายามนางเปลื้อง
อาภรณ์เสียอีก
สีหน้าของเจียงผิงอันไร้อารมณ์ กล่าวกับอวี๋ซ่วยเบา ๆ ว่า “สตรี
นางนี้มาหาข้าเอง นางมิใช่ผู้หญิงดี เจ้าหย่าขาดการแต่งงานนี้
โดยเร็วที่สุดจะดีกว่า”
ดวงตาของเจี่ยงซินอี๋เบิกกว้าง “ไป๋ฟาน! เจ้าว่าใครเป็นผู้หญิงไม่
ดีนะ! สามี ฆ่าสารเลวนี่เถอะ!”
นางรู้สึกว่าวันนี้ไป๋ฟานแปลกไปมาก เขาสุขุมและเฉยชากว่า
กาลก่อน
อวี๋ซ่วยถลึงตา เข่นเขี้ยวพูดกับเจียงผิงอัน “สารเลว กล้าด่า
ผู้หญิงของข้า วอนตายเสียแล้ว!”
ปราณของยอดฝีมือขั้นกลางระดับเขตแดนปะทุขึ้น
เจียงผิงอันส่ายหัวอย่างจนใจ เจ้าโง่นี่สมควรถูกสวมเขาแล้ว
อวี๋ซ่วยชักกระบี่ เตรียมจะจัดการกับ ‘ไป๋ฟาน’
ตุ้บ!
ตุ้บ ตุ้บ!
เสียงกลองดังขึ้นสามหน สะท้อนใต้นภาโดยพลัน
อวี๋ซ่วยชะงักมือ
นี่คือเสียงกลองสัญญาณรวมพลฉุกเฉินของสำนักเซียนเทียน
หลาน ดังหนึ่งหนคือสถานการณ์ทั่วไป สองหนคือสถานการณ์
ฉุกเฉิน สามหนคือสถานการณ์ร้ายแรง
เสียงกลองยากจะดังแม้เพียงหน แต่ครั้งนี้กลับดังสามคราติดต่อ
ต้องมีเรื่องใหญ่อะไรเกิดขึ้นแน่
ในสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้ ผู้ใดมารวมพลช้าอาจถูกประหาร
ทันทีก็เป็นได้
“นับว่าเจ้าโชคดี ข้าจะปล่อยเจ้ารอดไปสักครั้ง”
อวี๋ซ่วยมิกล้าประวิงเวลา เก็บกระบี่แล้วโอบเอวคอดกิ่วของเจี่ยง
ซินอี๋ เหินตามทิศเสียงไปทันที
เจี่ยงซินอี๋หันกลับมาถลึงตาใส่เจียงผิงอันอย่างมาดร้าย
เจียงผิงอันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงเหินตามไป
เขาไม่รู้ว่าป่านนี้ ชิวซื่อผิงจะยังดักรอเขาอยู่หรือไม่ เขาจึงมิกล้า
กลับไป และใช้ตัวตนของไป๋ฟานกลับภพเซียนผ่านสำนักเซียนเทียน
หลานไปก่อน แล้วค่อยกลับสู่สำนักเซียนอวี่หวงในภพเซียน
เขาใช้ศิลาบันทึกเงาเก็บภาพยามชิวซื่อผิงโจมตีเขาไว้แล้ว ขอ
เพียงกลับถึงสำนักเซียนอวี่หวง เขาก็รายงานเฒ่าสารเลวนั่นได้
เมื่อเหินตามทิศเสียงกลองยังไม่ทันถึงที่หมาย เจียงผิงอันก็ได้
เห็นพฤกษาเซียนตระหง่านสูงต้นหนึ่ง
ต้นไม้นี้สูงลิบดั้นฟ้า แผ่คลื่นพลังวิถีเซียน รายล้อมด้วยสาม
ดารา ลึกลับและยิ่งใหญ่
ต้องได้มาเห็นภาพตรงหน้าเองกับตา จึงเข้าใจความรู้สึกจากมัน
ได้
จากความทรงจำของไป๋ฟาน นี่คือต้นโลกาต้นหนึ่งซึ่งสำนัก
เซียนเทียนหลานนำมาปลูกไว้ที่นี่เพื่อดูดซับพลังจากซากเทพ
โบราณ
ต้นโลกามีพลังอันเกินเข้าใจ สามารถดูดซับพลังจากสุญตามา
รวมกันได้
มีขุมกำลังมากมายปลูกต้นโลกา ดูดซับพลังในฟ้าดิน และใช้มัน
มาฝึกฝนปราณเซียน
แต่ต้นโลกามากมายก็ตายไประหว่างเติบโตด้วยเหตุผลต่าง ๆ
กัน
ต้นโลกาขนาดใหญ่ที่สุดก็คือต้นที่ให้กำเนิดภพเซียน แต่ละใบ
งอกเงยหนึ่งภพภูมิ
กล่าวกันว่าทุกภพภูมิจะให้กำเนิดเมล็ดต้นโลกาหนึ่งเมล็ด แต่
เมล็ดพันธุ์นี้หาพบยากเย็น ผู้ใดได้มันไป ก็จะเป็นบุตรแห่งเต๋าสวรรค์
ของภพภูมินั้น
ผู้ฝึกตนจากสำนักเซียนเทียนหลานมากมายได้ยินเสียงกลอง
พากันมารวมตัวยังต้นโลกาต้นนี้
ปวงชนเสวนากัน
“เสียงกลองดังสามหน มีเรื่องร้ายแรงใดหรือ เราจะเปิดสงคราม
กับสำนักเซียนอวี่หวงแล้วหรือไร?”
“เปล่า เป็นเรื่องของต้นโลกา ว่ากันว่าเพราะจุลภพเทพโบราณ
เกิดการเปลี่ยนแปลง พลังของต้นโลกาถูกฉกชิงไป ต้นโลกาเลยดู
เหมือนกำลังจะตายน่ะ”
“เรื่องใหญ่จริงด้วยแฮะ แต่มันเกี่ยวอะไรกับศิษย์ระดับต ่าอย่างเรา
ด้วยเล่า? เราช่วยมันไม่ได้นะ”
“ข้ามีเรื่องจะเล่า กล่าวกันว่าสำนักอยากจะเลือกศิษย์ผู้โดดเด่น
ก่อนต้นโลกาแห้งตาย เพื่อแจกแก่นอำนาจส่วนหนึ่งของต้นโลกาสู่
ตัวอัจฉริยะแห่งนั้น ช่วยพวกเขาให้เติบโต”
“อะไรนะ!”
ใครบางคนทราบจุดประสงค์การเรียกรวมพลของสำนักผ่านสาย
ข่าวแล้ว
สิ่งนี้ทำให้ผู้ฝึกตนมากมายตื่นเต้นกันสุดขีด
หากได้แก่นพลังของต้นโลกามาสู่ตัว ก็เท่ากับจะได้พรสวรรค์อัน
แข็งแกร่งสุดขั้วมาอย่างหนึ่ง
ต่อให้ปลุกพรสวรรค์มิได้ ก็ยังสามารถเพิ่มพลังพรสวรรค์เดิมได้
มหาศาล อย่างน้อย ๆ ก็เพิ่มดาวให้รากเซียนได้ดวงสองดวง!
ต่อให้เพิ่มดาวได้ดวงเดียว ก็ยังพัฒนาความสามารถได้
มหาศาล!
นี่คือโอกาสเปลี่ยนชะตาชีวิต!