สู่วิถีอมตะ - บทที่ 676 ดินแดนลับจันทร์มายา การประลองเริ่มต้น
“สำนักเซียนเทียนหลานก็มาถึงแล้ว!”
ผู้ฝึกตนมากมายรวมถึงคนจากขุมกำลังขนาดย่อยล้วนมาชม
การประลอง หมายใจจะได้เห็นการปราชันอันเลิศล ้าดุเดือด ปกติพวก
เขามิได้เห็นห้าสำนักเซียนใหญ่รวมตัวกันง่าย ๆ
“ผลเต๋าวิญญาณเซียนมีทั้งสิ้นหกผล ไม่รู้ขุมกำลังใดจะได้ไป”
“ได้ยินว่า หากได้กินผลเต๋าวิญญาณเซียนสักผลจะเพิ่มโอกาส
บรรลุเซียนได้มหาศาล หากข้าได้มาสักผลก็ดีสิ”
“ตื่นเถอะเจ้าน่ะ หากการฝึกฝนอย่างเจ้าได้กิน คนอื่น ๆ คงได้
กินเจ้าทั้งเป็นเดี๋ยวนั้นแน่”
สองดวงจันทราลอยเด่นกลางราตรี ส่องรัศมีลี้ลับพร่างพรมบน
ดินแดนลับ
เรือเหาะของห้าสำนักเซียนใหญ่เทียบท่าบนแผ่นศิลาขนาดยักษ์
ซึ่งลอยกลางสุญตาแห่งหนึ่ง
แผ่นศิลานี้ปกคลุมด้วยอักขระเซียนลึกลับ ทั้งซับซ้อนและยึกยือ
หนึ่งเสียงเฒ่าชราดังมาจากนาวาศึกของสำนักเซียนเป่ยฮวง
“มิต้องมากความ จะได้ผลเต๋าวิญญาณเซียนมาหรือไม่ขึ้นกับ
ความสามารถตนทั้งสิ้น ทุกอย่างเป็นไปตามกฎที่ตั้งไว้ก่อนหน้า เริ่ม
กันเลยเถอะ”
“ได้”
ห้าขุมกำลังใหญ่ไม่ประวิงเวลา เซียนมนุษย์หนึ่งคนจากแต่ละ
สำนักเหินออกมาร่อนลงบนแผ่นศิลา จ่ายปราณเซียนสู่มัน
เพียงพริบตา แผ่นศิลาซึ่งเดิมสงบเงียบพลันเรืองแสงสาดสว่าง
เช่นจันทราเรือง อักขระบนนั้นราวมีชีวิต เหินทะยานสู่ฟ้า สร้างเป็น
บันไดขนาดยักษ์
พวกมันมีทั้งสิ้นเก้าสิบเก้าขั้น บนแต่ละขั้นมีหนึ่งภาพฉาย รวม
ทั้งสิ้นเก้าสิบเก้าบุคคล
ภาพฉายทุกนามล้วนเป็นอัจฉริยะจากราชวงศ์เซียนจันทร์มายา
ในกาลก่อน เรียงตัวจากต ่าไปสูง ยิ่งภาพฉายอยู่สูง พลังต่อสู้ยิ่ง
แข็งแกร่ง
ภาพฉายกลุ่มแรกล้วนมีการฝึกฝนเทียบได้กับผู้ฝึกตนขั้นต้น
ขอบเขตบูรณาการ หรือที่ภพเซียนเรียกกันว่าผู้ฝึกตนในระดับเคล็ด
พลัง
“เริ่มกันเลย ทุกคนมีโอกาสท้าทายเพียงหน หากพ่ายคือจบ การ
จัดอันดับจะตัดสินตามจำนวนคู่ต่อสู้ที่เอาชนะได้ อันดับหนึ่งเท่านั้นที่
จะได้ผลเต๋าวิญญาณเซียนไปหนึ่งผล”
“หากสองบุคคลมีอันดับเท่ากัน ให้พวกเขาประลองกัน ผู้ชนะจะ
ได้ผลเต๋าวิญญาณเซียนไป”
กฎเกณฑ์นั้นเรียบง่าย ดูว่าผู้ใดเอาชนะภาพฉายได้มากกว่ากัน
หากชนะภาพฉายจำนวนเท่ากัน ก็ให้ตัดสินด้วยการประลอง
ผู้ฝึกตนขั้นต้นระดับเคล็ดพลังของห้าสำนักเซียนใหญ่เหินลงสู่
แผ่นศิลา
“ขอข้าก่อน!”
ผู้ฝึกกายาขั้นต้นระดับเคล็ดพลังคนหนึ่งของสำนักเซียนเป่ยฮวง
ก้าวขึ้นบันไดขั้นแรกก่อนใคร
เมื่อเขาขึ้นมายืนบนขั้นบันได ภาพฉายบนนั้นก็ขยับตัว
ภาพฉายชักกระบี่ยาวที่เอวออกมา พลังปราณอันรุนแรงหลาก
ทะลักออกจากกาย
เจตจำนงกระบี่ทะยานสูงสู่ฟ้า กวาดกระหน ่าเข้าใส่ร่างผู้ฝึกกายา
เยี่ยงมังกรคำรน แผ่แรงกดดันชวนสะท้าน
สีหน้าของผู้ฝึกกายาจากสำนักเซียนเป่ยฮวงแปรเปลี่ยนมหันต์
มิคาดว่าพลังต่อสู้ของภาพฉายจะน่ากลัวถึงเพียงนี้ แล้วเขาก็ใช้วร
ยุทธ์ป้องกัน ก่อโล่แสงสีทองตรงหน้าขึ้นทันที
แต่วิชาป้องกันของเขากลับเหมือนทำจากกระดาษยุ่ย ถูกปราณ
กระบี่ทะลวงทะลุในพริบตา ร่างของเขาถูกสะบั้นเอวขาด โลหิตสาด
กระเซ็นทั่วทิศ
เซียนมนุษย์จากสำนักเซียนเป่ยฮวงลงมือฉับไว ลากตัวผู้ฝึกกา
ยาผู้นี้ลงจากขั้นบันได
หากเซียนผู้นี้ลงมือช้าอีกสักหน่อย ผู้ฝึกกายาผู้นี้จะถูกสับเป็น
ชิ้น ๆ แน่แท้
เหล่าคนดูต่างตะลึง
“พลังต่อสู้ของภาพฉายนี้น่ากลัวนัก เพียงกระบี่เดียว ผู้ฝึกกายา
จากสำนักเซียนเป่ยฮวงก็พ่ายราบ!”
“นี่คืออัจฉริยะสูงสุดสิบอันดับแรกของสำนักเซียนเป่ยฮวงนะ”
“สมกับเป็นศิษย์จากราชวงศ์เซียนจันทร์มายา แข็งแกร่ง
เหลือเกิน อันดับเก้าสิบเก้าแท้ ๆ แต่ก็มีพลังต่อสู้ร้ายกาจเพียงนี้”
ไม่มีใครล้อเลียนเย้ยเยาะผู้ฝึกกายาผู้ปราชัย เขามิได้อ่อนแอ แต่
ภาพฉายนั่นแข็งแกร่งเกินไปต่างหาก
ยามราชวงศ์เซียนจันทร์มายารุ่งเรืองสูงสุด พวกเขาปกครองทั้ง
แดนจันทร์มายา แข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าห้าขุมกำลังใหญ่ในปัจจุบัน
ผนวกฤทธิ์ ศิษย์ที่พวกเขาฝึกฝนย่อมแข็งแกร่งเป็นธรรมดา
เซียนมนุษย์จากสำนักเซียนเป่ยฮวงรักษาผู้ฝึกกายาที่บาดเจ็บ
พลางเตือนศิษย์คนอื่น ๆ “หากรู้ตัวว่าแข็งแกร่งไม่พอก็อย่าขึ้นไป
เดี๋ยวจะบาดเจ็บล้มตายกันเปล่า ๆ”
ผู้อาวุโสจากสำนักเซียนอื่น ๆ ก็เตือนศิษย์ตนเองเช่นนี้
กล่าวคือ ต้องเป็นสามอันดับแรกของระดับถึงมีโอกาสเอาชนะ
ภาพฉายได้สองสามภาพ แม้ผู้อื่นจะขึ้นไปเอาชนะภาพฉายได้สัก
ภาพสองภาพก็ไม่มีประโยชน์
เหมียวเสียหันไปกำชับเจียงผิงอันที่ข้างตัว “เห็นหรือยัง นี่คือ
ความน่ากลัวของผู้ฝึกตนจากภพเซียน อย่าได้ประมาทเชียว”
นางกลัวว่าเจียงผิงอันจะทำผิดซ ้ารอยนาง
เหมียวเสียเคยลำพองใจพรสวรรค์แข็งแกร่งของตน ไม่เห็นผู้ใด
ในสายตา รู้สึกว่าตนพิชิตใครก็ได้ แต่ท้ายที่สุดนางก็ปราชัย ทำให้
นางสิ้นหวังไปเนิ่นนาน
เจียงผิงอันมิได้ตอบกลับ สายตามองตรงไปที่สมรภูมิ กระบี่เมื่อ
ครู่ตราตรึงในมโนสำนึก ในใจจำลองภาพว่าจะสู้เช่นไรในระดับ
เดียวกัน
เมื่อเห็นเจียงผิงอันมองสมรภูมิตาค้าง เหมียวเสียก็คิดว่าเจียงผิง
อันถูกกระทบกระเทือนจิตใจรุนแรง จึงตกใจมิอาจผ่อนคลาย
ผู้ฝึกตนจากสำนักเซียนเป่ยฮวงอีกคนเสนอตัวท้าทาย ผู้ฝึกตน
คนนี้ก็เป็นผู้ฝึกกระบี่ เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้เป็นบุคคลชั้นนำด้านเต๋า
กระบี่ของสำนักเซียนเป่ยฮวง ประมือกับภาพฉายอันทรงพลังนี้ได้
โดยไม่เพลี่ยงพล ้าเลย
ศึกระหว่างอัจฉริยะอันดุเดือดเปิดฉากโดยสมบูรณ์
ผู้ฝึกตนจากห้าสำนักเซียนใหญ่และขุมกำลังต่าง ๆ ตั้งอกตั้งใจ
มองการต่อสู้
หนึ่งชั่วยามต่อมา ผู้ฝึกกระบี่ผู้นี้ก็คว้าชัย ปีนขึ้นไปท้าทายภาพ
ฉายบนขั้นบันไดที่สอง
ภาพฉายที่สองแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนบนขั้นแรกหลายเท่าอย่าง
เห็นได้ชัด การต่อสู้นี้กินเวลาหนึ่งวันเต็มกว่าจะจบลง
ผู้ฝึกกระบี่จากสำนักเซียนเป่ยฮวงปราชันต่อเนื่องไม่หยุดพัก
หลังผ่านศึกอันดุเดือดสิบกว่าวัน ท้ายที่สุดเขาก็ปราชัยให้ภาพฉาย
บนขั้นที่หก
เหล่าผู้ฝึกตนดูสะเทือนอารมณ์นัก
“คนผู้นี้เป็นบุคคลอันดับหนึ่งในขั้นต้นระดับเคล็ดพลังของสำนัก
เซียนเป่ยฮวง แต่เขาเอาชนะภาพฉายได้เพียงห้า”
“ต่างชั้นกับราชวงศ์เซียนจันทร์มายาเหลือเกิน เก้าสิบอันดับแรก
ก็ยังเทียบมิได้”
“เท่านี้ก็ดีมากแล้ว ภาพฉายเหล่านี้ล้วนเป็นหัวกะทิของราชวงศ์
เซียนจันทร์มายา พวกเขาถูกฝึกฝนบ่มเพาะมาเนิ่นนานเกินนับปี
ย่อมแข็งแกร่งมากเป็นธรรมดา”
ผู้ฝึกกระบี่จากสำนักเซียนเป่ยฮวงแหงนหน้ามองภาพฉายอีก
เก้าสิบกว่าภาพเบื้องบน แล้วรอยยิ้มจืดเจื่อนอ่อนแรงก็ปรากฏบน
ใบหน้า
เขาเป็นเลิศในระดับเดียวกันมาตลอด เป็นอัจฉริยะในสายตาผู้
ฝึกตนร่วมขอบเขต เสาหลักในวาทะของเหล่าผู้อาวุโส เห็นสายตา
อิจฉาริษยามากมาย ใจคิดว่าจะก้าวหน้าบนเส้นทางเซียนอันไกลกว่า
นี้ได้ก่อนใคร
แต่ศึกวันนี้ลบความทะนงตัวของเขาไปจนสิ้น
เขาพยายามสุดสามารถแล้ว แต่ก็ชนะได้เพียงห้าภาพฉาย
อีกเก้าสิบสี่คนที่เหลือเป็นเช่นขุนเขาตระหง่านใหญ่ กดทับหัวใจ
เขาจนอึดอัดคับข้อง
ผู้อาวุโสจากสำนักเซียนเป่ยฮวงตบบ่าปลอบใจเขา “ทำได้ดีแล้ว
อย่ากดดันเกินไปเลย ภพเซียนมีอัจฉริยะมากมายยิ่งที่ชั่วชีวิตเรามิ
อาจเอื้อมถึง”
ผู้ฝึกกระบี่ผู้นี้สูดหายใจลึก ๆ แล้วจึงคืนสติตั้งมั่น กดอารมณ์อัน
ปั่นป่วนเก็บกลับไป
ใช่แล้ว แม้เขาจะมิอาจสู้อัจฉริยะสูงสุดของราชวงศ์เซียนจันทร์
มายา แต่เขาก็นับว่าเป็นเลิศในหมู่ห้าสำนักเซียนใหญ่แล้ว และน้อย
คนนักจะก้าวข้ามเขาไปได้
ผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ พากันปีนบันไดขึ้นปราชัน
จริงเช่นนั้น ผู้ฝึกตนที่เอาชนะภาพฉายได้ห้าภาพมีน้อยยิ่ง
หลายบุคคลพ่ายไปหลังเอาชนะภาพฉายได้เพียงหนึ่งหรือสอง
อัจฉริยะสูงสุดของห้าสำนักเซียนใหญ่และอัจฉริยะจากราชวงศ์
เซียนจันทร์มายาในกาลก่อนหาได้อยู่ระดับเดียวกันไม่
การประลองของผู้ฝึกตนขั้นต้นระดับเคล็ดพลังกินเวลาสาม
เดือนกว่า
ท้ายที่สุด ผู้ฝึกตนคนหนึ่งจากเมืองหลิงเยว่ก็ได้อันดับหนึ่งจาก
การเอาชนะหกภาพฉาย ได้จับจองผลเต๋าวิญญาณเซียนไปผลหนึ่ง
สีหน้าของเหล่าผู้ฝึกตนจากเมืองหลิงเยว่สุดแสนภาคภูมิ
ผลเต๋าวิญญาณเซียนผลเดียวมิได้สูงค่าอะไรสำหรับขุมกำลัง
ใหญ่อย่างพวกเขา เรื่องสำคัญที่สุดคือหน้าตาต่างหาก
ต่อหน้าผู้ฝึกตนและขุมกำลังมากมาย การได้ผลเต๋าวิญญาณ
เซียนมาคือสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่ง นี่จะชักจูงให้ผู้ฝึกตนแห่
มาเข้าร่วมกับเมืองหลิงเยว่ของพวกเขามากขึ้น