สู่วิถีอมตะ - บทที่ 678 เจียงผิงอันออกโรง
โอวหยางลั่วเสวี่ยมิต่างอะไรกับเซียวเฟิง พิชิตผู้ฝึกตนบนบันได
สองขั้นแรกได้ในพริบตา และเมื่อมาถึงขั้นที่สาม จึงพอจะเริ่มพบแรง
กดดันบ้าง
โอวหยางลั่วเสวี่ยอาศัยวรยุทธ์เซียน ‘ท่าเท้าเทพจันทร์มายา’ ท่า
เท้าระดับสูงสุดเคลื่อนกายคล่องแคล่วลื่นไหล ผสานกับวรยุทธ์
แข็งแกร่งมากมาย เอาชนะคู่ต่อสู้คนแล้วคนเล่าอย่างราบรื่น
ผลงานอันยอดเยี่ยมนี้ทำให้เกิดเสียงอุทานมากมาย
“ท้าทายสวรรค์เกินไปแล้ว เขาอายุเพียงสิบหกปีจริง ๆ หรือ?”
“น่ากลัวเกินไปแล้วจริง ๆ หากเทียบกันแค่ด้านอายุ โอวหยางลั่ว
เสวี่ยชนะเซียวเฟิงขาดลอยเลย”
“ไม่รู้คนพวกนี้ฝึกฝนกันอย่างไร ข้าใช้เวลาตั้งหลายปีกว่าจะ
เข้าใจได้สักกฎเกณฑ์ พวกเขาอ่อนวัยเพียงนี้ แต่นอกจากจะบรรลุ
กฎเกณฑ์ ยังสำเร็จวรยุทธ์เซียนสูงสุดเยอะแยะด้วย”
เมื่อเห็นการต่อสู้ของอัจฉริยะเหล่านี้ ผู้ฝึกตนมากมายก็ยิ่งรู้สึก
เหมือนตัวเองเกิดมาแค่เพื่อให้คนบนโลกดูเยอะเท่านั้น
ไร้หนทางใดจะเทียบชั้นปีศาจร้ายเหล่านี้ได้เลย
โอวหยางลั่วเสวี่ยก็ปรี่ไปถึงขั้นที่เก้าในวันที่ยี่สิบห้าเช่นเดียวกัน
แต่เขาก็ปราชัยมิแตกต่าง
“ในขอบเขตนี้ ไม่มีใครในแดนจันทร์มายาเอาชนะคนบนขั้นที่
เก้าได้แล้ว”
โอวหยางลั่วเสวี่ยเดินลงจากบันไดด้วยร่างอันเต็มไปด้วย
บาดแผล
ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าว “ในเมื่อทั้งโอวหยางลั่วเสวี่ยและเซียวเฟิง
ต่างเอาชนะแปดบุคคล คะแนนเท่ากัน เช่นนั้นก็จะใช้การประลอง
ตัดสินว่าใครจะได้ผลเต๋าวิญญาณเซียนไป”
“ขอเวลาให้โอวหยางลั่วเสวี่ยพักก่อนหนึ่งวัน แล้วพรุ่งนี้มา
ปราชันกับเซียวเฟิง”
ปวงชนไม่ประหลาดใจกับผลลัพธ์นี้ พวกเขาเดาไว้อยู่แล้วว่าทั้ง
สองต้องตัดสินกัน
“ไม่รู้ผู้ใดจะดีกว่ากัน ข้ารู้สึกว่าสองคนนี้พลังต่อสู้สูสีกันเลย”
“น่าจะเป็นเซียวเฟิงกระมัง เพราะถึงอย่างไรเขาก็อายุมากกว่า
ประสบการณ์การต่อสู้เจนจัดกว่า น่าจะแข็งแกร่งกว่าหากปราชันใน
ระดับเดียวกัน”
“บางทีโอวหยางลั่วเสวี่ยอาจเก็บงำอะไรอยู่ก็ได้ ยากจะกล่าวชัด”
ปวงชนเริ่มคาดเดาว่าผู้ใดจะชนะการประลองวันพรุ่ง
เจียงผิงอันเหินลงจากนาวาศึกอย่างเงียบเชียบ ก้าวขึ้นบันไดอัน
เกิดจากค่ายกล
“หือ? ยังมีใครคิดท้าทายอยู่อีกหรือ?”
ใครบางคนสังเกตเห็นเจียงผิงอัน และมองมายังเขาอย่างสงสัย
“เขาเป็นใคร? แข็งแกร่งมากหรือไม่?”
“ไม่คุ้นเลย บางทีเขาอาจแค่อยากท้าทายเฉยๆ ก็ได้”
“อย่าเสียเวลาเลย ข้าอยากดูการประลองตัดสินพรุ่งนี้นะ!”
ใครบางคนเห็นเจียงผิงอันขึ้นท้าทายก็ตะโกนอย่างไม่พอใจยิ่ง
หากยังมีใครขึ้นท้าทายต่อ ศึกตัดสินพรุ่งนี้ก็จะถูกเลื่อนออกไป
ทำให้ศึกอัจฉริยะสูงสุดที่พวกเขาตั้งตารอถูกถ่วงเวลา
เห็นเช่นนี้ ถานกว่างโซ่ว ผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักเซียนเทียน
หลานก็ล้อเลียนผู้อาวุโสจากสำนักเซียนอวี่หวงอย่างอ้อม ๆ
“ที่แท้พวกเจ้าสำนักเซียนอวี่หวงก็ยังซุกอัจฉริยะไว้ผู้หนึ่ง นี่เขา
จะทะยานฟ้าในก้าวเดียว เอาชนะภาพฉายที่เก้าได้หรือ? ฮ่า ๆ~”
เหมียวจิ่งเมินอีกฝ่าย พูดกับเจียงผิงอันว่า “มิต้องขึ้นไปแล้ว เจ้า
เทียบระดับสองคนนั้นมิได้หรอก”
“ตาเฒ่า เงียบปากไปเลย”
เหมียวเสียเดินออกจากท้องเรือ นางประมาณเวลาแล้วจงใจหยุด
การฝึกฝน รีบออกมาดูการต่อสู้
ใบหน้าของเหมียวจิ่งดำคล ้า นับแต่เจียงผิงอันปรากฏกาย บุตรี
เขาก็ด่าเขาบ่อยกว่าเดิมนัก
“ข้าเรียกเจียงผิงอันกลับมาก็เพราะเห็นแก่หน้าเขาหรอกนะ หาก
เขาขึ้นไปยามนี้ ก็มีแต่เสียหน้าเปล่า”
“เสียหน้าเปล่า? ไม่เสมอไป ชายที่ข้าฝึกฝนมากับมือไม่มีทาง
กลายเป็นแค่ตัวประกอบหรอก อย่างน้อย ๆ เขาก็ต้องอยู่ในระดับที่
เอาชนะภาพฉายบนขั้นที่เจ็ดได้นั่นแหละ”
เหมียวเสียยกสองแขนกอดอกทะลักล้น สายตาที่มองมายังเจียง
ผิงอันเปี่ยมความเชื่อถือ
“เขาสามารถพอขึ้นถึงขั้นเจ็ดได้หรือ?”
ใบหน้าของเหมียวจิ่วเผยเค้าประหลาดใจ เขามิอาจเชื่อได้เลย
การเอาชนะภาพฉายบนขั้นบันไดที่เจ็ดได้หมายความว่า เจียง
ผิงอันมีพลังต่อสู้ขั้นสูงสุดในระดับ
เซียวเฟิงและโอวหยางลั่วเสวี่ย สองคนนี้เป็นบุคคลพิเศษ จึง
เอาชนะภาพฉายบนขั้นบันไดที่แปดได้
ตัวตนอันดับหนึ่งของขุมกำลังใหญ่อื่น ๆ ก็พิชิตได้ประมาณขั้น
เจ็ดนี่แหละ
หากเจียงผิงอันสามารถเช่นนั้นจริง ๆ ขึ้นไปท้าทายสักครั้งก็ไม่
น่าอาย
แต่เจียงผิงอันทำได้ถึงระดับนั้นจริง ๆ หรือ? เห็นได้ชัดว่าไม่น่า
ยามเผชิญคำถามจากบิดา เหมียวเสียคร้านเกินอธิบาย พูด
เพียงว่า “ดูได้เลย”
นางประมือกับเจียงผิงอันมาหลายเดือน รู้ฝีมือเจียงผิงอันดีกว่า
ใคร
เจียงผิงอันเมินเสียงทั้งหลาย ขึ้นสู่บันไดขั้นแรกอย่างสุขุม
ภาพฉายเคลื่อนขยับ ขณะที่กำลังจะกางเขตแดนออกมาสู้กัน
นั้น เจียงผิงอันก็กลายเป็นอัสนีดำทะยานผ่าน ใช้กฎทำลายล้างออก
หมัดเข้าใส่
ตู้ม!
หนึ่งหมัดออกตัว แล้วภาพฉายก็กลายเป็นประกายแสงเศษ
อักขระกระจายไปกลางอากาศ
ทุกคู่เนตรเบิกกว้าง
“อัสนีดำ!”
“ปราณทำลายล้างน่ากลัวอะไรเช่นนี้ นั่นมันอำนาจกฎเกณฑ์
อะไรกัน?”
“เขากระทั่งฆ่าคู่ต่อสู้บนขั้นบันไดแรกได้ด้วยหมัดเดียว!”
เมื่อได้ยินเสียงอุทานจากผู้คนรายล้อม ผู้ฝึกตนบางคนที่มิได้
สนใจที่นี่พลันหันมองตามอย่างประหลาดใจ
เจียงผิงอันเหินขึ้นสู่ขั้นที่สอง
ศัตรูในขั้นนี้แข็งแกร่งกว่าศัตรูบนขั้นแรกหลายเท่านัก
ศัตรูกางเขตแดน พุ่งเข้าหาเจียงผิงอันทันที
เจียงผิงอันกางเขตแดนจำนงสัประยุทธ์ จำนงศึกอันแข็งแกร่งกด
ทับลงใส่อีกฝ่าย เขตแดนของภาพฉายพลันสั่นสะท้านวูบไหว
เจียงผิงอันฉวยโอกาสนี้เคลื่อนกายเข้าปราชิด ใช้วิชาเทียมเทพ
สงครามขั้นหกทวีพลังต่อสู้เจ็ดเท่า
หมัดโถมทะยานเข้าใส่ ฉีกร่างคู่ต่อสู้เป็นเสี่ยงในพริบตา ภาพ
ฉายสลายหายสู่อักขระเต็มฟ้า
เส้นผมของเจียงผิงอันส่ายไสว ไร้การหยุดชะงักหรือลังเล เหยียบ
สุญตามุ่งหน้าต่อสู่ขั้นที่สาม
“กฎจำนงสัประยุทธ์! นั่นคือกฎจำนงสัประยุทธ์! ร่างศึก! ที่แท้เขา
ก็คือร่างศึก!”
เมื่อสังเกตเห็นเขตแดนของเจียงผิงอัน หัวใจผู้คนมากมายก็สั่น
สะท้านสุดซึ้ง
อัจฉริยะสูงสุดของสำนักเซียนอวี่หวง เหมียวเสียมีร่างศึก นาง
พิชิตเหนือรุ่นสมัยตนในกาลก่อน แทบจะไร้เทียมทานในระดับ
เดียวกัน
และยามนี้ ปรากฏว่ามีร่างศึกอีกคนปรากฏขึ้นในสำนักเซียน
อวี่หวงอย่างเกินคาดคิด
เขาเป็นบุตรของเหมียวเสียหรือ?
เหล่าผู้อาวุโสจากสำนักเซียนเทียนหลานขมวดคิ้ว
“ร่างศึกผู้นี้มาจากภพล่าง มิได้ฝึกฝนนานปีอะไร แต่ไฉนจึงรู้สึก
เหมือนเขาแข็งแกร่งยิ่งหนอ”
พวกเขาพอรู้ข่าวของเจียงผิงอันอยู่บ้าง แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะ
เติบโตรวดเร็วเพียงนี้
ผู้ฝึกตนเริ่มหันมาสนใจเจียงผิงอันกันมากขึ้น
สีหน้าของเซียวเฟิงและโอวหยางลั่วเสวี่ยเคร่งขรึม
เจียงผิงอันผู้นี้ไม่รู้ใช้วิชาอะไร แต่พลังต่อสู้ของเขาทวีตัว
มหาศาล ปราณแข็งแกร่งสุดขั้ว
เจียงผิงอันเหยียบขึ้นสู่ขั้นบันไดที่สาม ครั้งนี้คู่ต่อสู้เป็นผู้ใช้ดาบ
อันเลิศล ้า
วรยุทธ์ที่เขาใช้ก็คือ ‘ดาบทรราช’ ซึ่งเป็นวรยุทธ์สูงสุดของสำนัก
เซียนอวี่หวง
มรดกมากมายของสำนักเซียนอวี่หวงมาจากราชวงศ์เซียนจันทร์
มายา จึงไม่น่าแปลกใจที่ภาพฉายนี้จะมีวิชาดาบทรราช
ขณะที่มันเงื้อดาบในมือขึ้น ปราณอหังการรวนสุญตา วิชาดาบ
ทรราชกวัดแกว่งเข้าใส่เจียงผิงอันดุจจะแหวกนภาขาดริ้ว
เจียงผิงอันเข้าสู่สภาวะลืมตัวตน ก่อโล่อัสนีหยินขึ้นในมือ มิได้
ถอยหนีแต่รุดหน้า พุ่งมาอยู่ตรงหน้าภาพฉายทันที
โล่เสียดปะทะดาบ ส่งเสียงกรีดแหลมเสียดโสต
ในชั่วกาลแสนสั้นยามปะทะ เจียงผิงอันไหวกายเบี้ยงไปทางขวา
มือภาพฉาย เหวี่ยงหมัดทำลายล้างเข้าใส่ในพริบตา
เปรี้ยง!
พลังมหาศาลหลากทะลัก เพียงเสี้ยวกาล ภาพฉายก็บิดเบี้ยวฉีก
เป็นเสี่ยง
ขณะที่เซียวเฟิงและโอวหยางลั่วเสวี่ยกำลังต่อสู้กับภาพฉาย
เจียงผิงอันก็สู้กับภาพฉายอยู่ในใจ
เขาทราบจุดอ่อนและข้อบกพร่องของภาพฉาย และทราบอยู่แล้ว
ว่านักดาบคนนี้จะเผยช่องโหว่เพียงครู่สั้น ๆ ยามใด
ขอเพียงฉวยโอกาสให้ได้ ก็จะเอาชนะอีกฝ่ายได้
เห็นเช่นนี้ ปวงชนรวมถึงผู้อาวุโสทั้งหลายล้วนเผยสีหน้าพรั่น
พรึงตะลึงลาน
กระทั่งเซียวเฟิงและโอวหยางลั่วเสวี่ยยังตึงมือในขั้นนี้ แต่อีกฝ่าย
กลับยังฆ่าศัตรูได้ในพริบตา!
“เขาชื่ออะไร!”