สู่วิถีอมตะ - บทที่ 679 บุกทะลวงราบรื่น
“ข้าไปสืบมาแล้ว เขาชื่อเจียงผิงอัน! มาจากภพล่าง”
“จากภพล่าง? ล้อกันเล่นหรือไร ผู้ฝึกตนจากภพล่างแข็งแกร่ง
เพียงนี้ได้หรือ?”
“เก็บความคิดจองหองที่ว่าผู้ฝึกตนจากภพล่างเป็นขยะกันหมด
ไปได้เลย อย่าลืมนะว่ามีภพล่างแห่งหนึ่งชื่อภพแร้นแค้น ปรากฏ
ตัวตนมากพรสวรรค์มากมายจากที่นั่น”
“เจียงผิงอันมิได้มาจากภพแร้นแค้น”
สายตาของผู้ฝึกตนจากห้าสำนักเซียนใหญ่และขุมกำลังต่าง ๆ
ล้วนจดจ้องที่เจียงผิงอัน
ใต้จันทราคู่ กลางสุญตา ร่างของเจียงผิงอันสูงตระหง่านเช่นต้น
สน ฝีเท้าหนักแน่นมั่นคง
ดวงตาของเขาเรืองประกายพริบพราวภายใต้แสงจากจันทราทั้ง
สอง สีหน้าสง่าผ่าเผย ให้บรรยากาศพิเศษเกินบรรยายจากภายใน
ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมดุจถูกตรึงแข็ง เผชิญคำชมและเสียง
อุทานรายล้อมอย่างไม่เปลี่ยนแปลง
เซียวเฟิงและโอวหยางลั่วเสวี่ย สองอัจฉริยะสูงสุดในขั้นต้นระดับ
เขตแดนล้วนจ้องเจียงผิงอันเขม็ง
กระทั่งพวกเขายังเสียแรงไปมากยามเผชิญภาพฉายบน
ขั้นบันไดที่สาม แต่เจียงผิงอันกลับปิดฉากคู่ต่อสู้บนขั้นที่สามได้ใน
พริบตา!
หรือเจียงผิงอันผู้นี้จะแข็งแกร่งกว่าพวกเขา?
เจียงผิงอันรายล้อมด้วยกฎจำนงสัประยุทธ์ แสงสีดำทองเรืองไหว
เหยียบก้าวขึ้นสู่ขั้นที่สี่
คู่ต่อสู้ในขั้นนี้เป็นผู้ฝึกกายาอันแข็งแกร่ง วิชาหมัดเลิศล ้า
เพียงพอรับการโจมตีจากอาวุธวิเศษได้
ครั้งนี้ เจียงผิงอันมิได้เปิดฉากโจมตีก่อน แต่รอศัตรูโจมตีเข้าใส่
คู่ต่อสู้เงื้อหมัดเยี่ยงเด็ดดารา สุญตาบิดเบี้ยวเสียลักษณ์ ฟาด
กระหน ่าเข้าใส่ศีรษะเจียงผิงอัน
เจียงผิงอันมิได้หลบ เขาเผชิญศัตรูตรง ๆ เคลือบวิญญาณศึก
เป็นเกราะคลุมกาย อักขระคนเถื่อนไต่ลามไปทั่วตัว
หมัดทำลายล้างกรีดกราย
ด้วยการหนุนเสริมของกฎเขตแดนจำนงสัประยุทธ์และกฎเขต
แดนแห่งกำลังอันสมบูรณ์ หมัดนี้จึงเรืองรองสาดส่องทั่วดินแดนลับ
จันทร์มายาอันหมองสลัว
ตู้ม!
ทั้งสองปะทะกัน แล้วภาพฉายของผู้ฝึกกายาผู้นี้ก็ถูกบดขยี้ตาม
ภาพฉายอื่น ๆ ไปทันที
“พิชิตในพริบตาอีกแล้ว!!”
“พลังต่อสู้เพิ่มพูนได้น่ากลัวมาก พลังต่อสู้ของเจียงผิงอันทวี
ตัวอย่างน้อย ๆ ก็ห้าเท่า!”
“ไม่เลย เจ็ดเท่าตัว! แล้วลวดลายประหลาดนั่นก็ทวีพละกำลังเขา
อีกสองเท่า!”
ยอดฝีมือบางคนประเมินการเพิ่มพลังต่อสู้ของเจียงผิงอันได้
อย่างชัดเจน และตกใจอย่างยิ่ง
“เพิ่มพลังต่อสู้เจ็ดเท่า? วิชาเซียนอะไรน่ากลัวได้เพียงนั้นกัน?”
กระทั่งในห้าสำนักเซียนใหญ่ยังไม่มีวิชาใดเพิ่มพลังต่อสู้ได้เจ็ด
เท่าตัว วิชาซึ่งเพิ่มพลังต่อสู้ห้าเท่าได้นั้นล้วนเป็นวรยุทธ์เซียนระดับ
สุดยอดแล้วทั้งสิ้น
ปวงชนที่นี่ล้วนรู้สึกชาวูบวาบบนศีรษะ ผู้ฝึกกายาที่ขั้นสี่ถึงกับ
ถูกเจียงผิงอันสังหารในพริบตา พละกำลังจะน่ากลัวไปแล้ว
หรือเขาจะก้าวข้ามเซียวเฟิงกับโอวหยางลั่วเสวี่ย เอาชนะผู้ฝึก
ตนบนขั้นบันไดที่เก้าได้?
“การเพิ่มพลังต่อสู้อันน่าสะพรึงกลัวของเจียงผิงอันน่าจะเปลือง
ปราณเซียนจำนวนมาก เขาไม่มีทางทนได้นานหรอก”
ใครบางคนยืนยันทันทีว่าเจียงผิงอันจะสู้ต่อมิได้ เพราะการ
สิ้นเปลืองปราณเซียนมหาศาลเกินไป
เจียงผิงอันเมินวาทะปวงชน ก้าวขึ้นสู่ขั้นบันไดที่ห้า
ครั้งนี้ เขามิอาจฆ่าคู่ต่อสู้ในพริบตาได้ ผู้ฝึกตนซึ่งมาถึงระดับนี้
ได้ย่อมไร้ช่องโหว่ใด ๆ
หมัดขวาของเจียงผิงอันใช้ ‘สยบปีศาจ’ โจมตี ขณะที่หมัดซ้าย
ใช้ ‘ป่วนบรรพ์’ ขัดจังหวะการใช้วรยุทธ์ของอีกฝ่าย เมื่อเสริมด้วย
วิชาเทียมเทพสงครามและลวดลายอักขระคนเถื่อน เขาก็ไล่ต้อน
โจมตีศัตรูอย่างบ้าคลั่ง
รัศมีกฎเกณฑ์เรืองโรจน์ร่ายรำบนบันไดขั้นที่ห้า เจียงผิงอัน
เปรียบดั่งเทพสงคราม ปราชันศึกไร้คู่เปรียบ เรืองรัศมีกลบปวงชน
เมื่อเห็นจำนงศึกไร้พ่ายอันแผ่จากตัวเจียงผิงอัน เหล่าเซียน
มนุษย์ทั้งหลายต่างหัวใจสะท้าน
“เส้นทางไร้เทียมทาน!”
“ปรากฏว่าเขาเดินบนทางสายนี้!”
ปวงชนทราบดีว่า ‘เส้นทางไร้เทียมทาน’ หมายความเช่นไร มัน
หมายความว่านับแต่เลือกเส้นทางนี้ คนผู้นั้นไม่เคยพ่ายใครใน
ขอบเขตเดียวกัน
เหมียวเสีย บุคคลล่าสุดที่เดินบนเส้นทางสายนี้ล้มเหลว แต่แล้วก็
ปรากฏมาอีกคน
กระทั่งผู้อาวุโสทั้งหลายจากสำนักเซียนอวี่หวงก็เพิ่งรู้เรื่องก็คราว
นี้เอง
เหมียวจิ่งหันไปมองบุตรีเขาเหมียวเสียที่ข้างกาย กล่าวขึ้นอย่าง
เคร่งขรึม “เจียงผิงอันเหยียบย่างบนเส้นทางสายนี้แต่ยามใด?”
“ข้าไม่รู้ เจียงผิงอันบอกว่ารู้ตัวอีกที เขาก็อยู่บนเส้นทางสายนี้
แล้ว”
เหมียวเสียก็เคยถามคำถามนี้กับเจียงผิงอัน แต่ตัวเจียงผิงอันเอง
หากระจ่างไม่
สายตาของเหมียวจิ่งซึ่งมองมายังเจียงผิงอันเปี่ยมความเคร่งขรึม
ตัดสินจากจำนงศึกไร้พ่ายของเจียงผิงอัน เขาต้องพิชิตอัจฉริยะร่วม
ขอบเขตมาแล้วนับร้อยพัน
ก่อนหน้านี้เขาประเมินเจียงผิงอันต ่าเกินไป บางทีเขาอาจมี
โอกาสปีนถึงขั้นเก้าได้จริง ๆ
ต่อให้เจียงผิงอันเอาชนะคู่ต่อสู้ในขั้นเก้ามิได้ เอาชนะคู่ต่อสู้บน
ขั้นแปดได้ก็ไม่เลวแล้ว
หากเป็นเช่นนี้ เจียงผิงอันก็จะสามารถเข้าร่วมศึกสุดท้าย พวก
เขาสำนักเซียนอวี่หวงจะมีโอกาสเพิ่มมากขึ้น และได้เปรียบในศึก
ตัดสิน
ผู้อาวุโสและเหล่าศิษย์สำนักเซียนอวี่หวงต่างสุดปรีดา
ขณะที่สีหน้าของเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสจากสำนักเซียนเทียน
หลานมิสู้ดีนัก
ไร้ผู้ใดคาดคิดว่าจะมีปีศาจร้ายตนหนึ่งโผล่มาในสำนักเซียน
อวี่หวง
“เขาใช้วรยุทธ์ระดับสูงตั้งเยอะแยะ สูบปราณเซียนหดหาย
รวดเร็ว ไม่ช้าก็เร็วคงตายบนบันไดนั่นแหละ!”
ชายรูปงามผู้หนึ่งสบถด่า
ได้ยินเช่นนี้ ผู้อาวุโสทั้งหลายของสำนักเซียนเทียนหลานก็
อารมณ์ดีขึ้นมาก สายตาของพวกเขายามมองมาที่ไป๋ฟานสุดแสน
ชื่นชม เป็นศิษย์สำนักเซียนเทียนหลานต้องเกลียดแค้นสำนักเซียน
อวี่หวงเช่นนี้สิ
ผู้อาวุโสจากสำนักเซียนอวี่หวงย่อมตระหนักได้ว่าการระดม
กำลังสู้ของเจียงผิงอันมิอาจคงทนได้นาน จึงเตือนเขาขึ้นว่า
“เจียงผิงอัน ชะลอตัวฟื้นปราณเซียนก่อนสักหน่อยเถิด หาไม่
เจ้าคงทนไม่ไหวแน่”
ยิ่งวรยุทธ์แข็งแกร่ง ปราณเซียนที่ใช้ยิ่งมหาศาล เจียงผิงอัน
ระดมวรยุทธ์ชั้นเลิศออกมาแบบนี้ แม้จะแลกมาด้วยพลังต่อสู้
แข็งแกร่งสุดยอด พลังที่ใช้ก็มหาศาลเกินไป
เหมียวเสียยกยิ้มมุมปาก เอ่ยขึ้นอย่างขบขัน “ผู้อาวุโสมิต้องห่วง
จุดแข็งที่สุดของเจียงผิงอันคือความอึดนี่แหละ”
“ความอึด?”
เหมียวจิ่งพลันหันไปมองบุตรีตนด้วยสายตาพิกล
ยามสัมผัสสายตาประหลาดจากบิดา ใบหน้าเหมียวเสียก็ดำ
ทะมึน ออกหมัดชกเหมียวจิ่งกระเด็นตกนาวาเซียนไปทันที
“ข้าพูดถึงความอึดของปราณเซียนย่ะ!”
การต่อสู้กินเวลาสองชั่วยาม เจียงผิงอันไร้ความคิดถนอมปราณ
เซียนใด ๆ แล้วสู้อย่างดุเดือดจนระเบิดร่างภาพฉายผู้ฝึกตนบนบันได
ขั้นห้าลงได้
ไร้การชะลอเท้า เขามุ่งหน้าต่อสู่บันไดขั้นหก
“ในตัวเขายังมีปราณเซียนเพียงไรกัน ไม่พักบ้างหรือ?”
“เจียงผิงอันต้องบรรลุวิชาฝึกใจระดับสูงยิ่งแน่ ปราณเซียนในตัว
เขาอัดแน่นเต็มไปหมดเลย”
ปวงชนคิดว่าเจียงผิงอันคงทนได้ไม่นาน แต่ผลงานของเจียงผิง
อันนั้นเกินคาดและทำให้ปวงชนประหลาดใจ
หากเป็นผู้ฝึกตนคนอื่น ภายใต้การต่อสู้อันเข้มข้นเพียงนี้ คงไม่
เหลือปราณเซียนไปนานแล้ว
ยามเผชิญภาพฉายบนบันไดขั้นที่หก เจียงผิงอันยังคงต่อสู้อย่าง
ระดมกำลังสาดฤทธิ์เช่นกาลก่อน
เขาเริ่มได้บาดแผล แต่ภาพฉายสาหัสยิ่งกว่า
เพิ่มพลังต่อสู้เจ็ดเท่า กฎเกณฑ์เขตแดนสองแขนง แถมด้วยกฎ
ทำลายล้าง เขาไร้เหตุผลใดให้พ่าย
จนเมื่อภาพฉายที่หกพ่ายแพ้ ปราณเซียนในตัวเจียงผิงอันจึง
ติดขัดไม่พอใช้
“ในที่สุดก็หมดพลัง! หลังใช้ปราณเซียนตั้งเยอะแยะ ไม่มีทางเติม
เต็มได้ในชั่วกาลสั้น ๆ ท้าทายต่อไปไม่ได้หรอก!”
ไป๋ฟานจากสำนักเซียนเทียนหลานตะโกนอย่างปรีดา ชักนำให้
เหล่าผู้ฝึกตนจากสำนักเซียนเทียนหลานพลอยใจชื้นไปด้วยกัน
ผู้ฝึกตนจากสำนักเซียนเทียนหลานมากมายคลี่ยิ้มออกมาจริง ๆ
แต่พวกเขาก็ลิงโลดได้ไม่นาน เพราะจู่ ๆ หนึ่งวังวนขนาดยักษ์ก็
ก่อตัวเหนือศีรษะเจียงผิงอัน ปราณเซียนมหาศาลถาโถมเช่นคลื่น
สมุทรจากทั่วทิศ หลากทะลักมหาศาลสุดขั้ว
จนกระทั่งเมื่อเขาเดินขึ้นสู่บันไดขั้นที่เจ็ด ปราณเซียนในตัวก็
เติมเต็มสมบูรณ์ พุ่งเข้าโจมตีคู่ต่อสู้คนที่เจ็ดต่อไป
ปวงชนทั่วทิศต่างตะลึงงัน
ความเร็วการฟื้นปราณเซียนโคตรน่ากลัวนี่มันอะไรกัน!