สู่วิถีอมตะ - บทที่ 680 ความตื่นเต้นของเหมียวจิ่ง
แทบทุกคนล้วนคิดว่าเจียงผิงอันไม่น่าทนการต่อสู้อันเข้มข้น
เช่นนี้ได้นาน หาคาดคิดไม่ว่าเขาจะดูดซับปราณเซียนได้ด้วย
ความเร็วอันน่ากลัวยิ่ง
“เขาต้องมีวิชาฝึกใจและรากเซียนระดับสูงมาก ๆ เป็นแน่!”
ปัจจัยที่กระทบต่อความเร็วการดูดซับปราณเซียนนั้นมีเพียงไม่กี่
ข้อ และข้อที่พบง่ายที่สุดคือระดับของวิชาฝึกใจและคุณภาพราก
เซียน
ยิ่งระดับวิชาฝึกใจสูง ยิ่งเก็บปราณเซียนได้มาก ดูดซับปราณ
เซียนได้เร็ว
ยิ่งคุณภาพรากเซียนสูง ยิ่งดูดซับปราณเซียนได้เร็วตามเช่นกัน
เจียงผิงอันดูดซับปราณเซียนรวดเร็วชวนขนลุกเพียงนี้ ต้อง
เกี่ยวข้องกับวิชาฝึกใจและพรสวรรค์ของเขาแน่นอน
เจียงผิงอันปลดปล่อยเขตแดนจำนงสัประยุทธ์ เปิดศึกอันดุเดือด
อย่างไม่หยุดพัก อาศัยปราณเซียนที่กักเก็บได้มหาศาลและความเร็ว
การฟื้นตัวอันชวนสะพรึงก้าวขึ้นบันไดด้วยความเร็วสูงเลิศล ้า
เซียวเฟิงกับโอวหยางลั่วเสวี่ยใช้เวลายี่สิบห้าวันกว่าจะถึงขั้นที่
เก้า ขณะที่เจียงผิงอันใช้เวลาเพียงห้าวัน
พลังต่อสู้อันน่าสะพรึงกลัวนี้สร้างเสียงอุทานหลายต่อหลายหน
จำนงศึกไร้พ่ายของเจียงผิงอันแข็งกล้าขึ้นทุกขณะ ยิ่งเขาต่อสู้
ยิ่งแข็งแกร่ง
เหตุที่เส้นทางไร้เทียมทานแข็งแกร่งนั่นก็เพราะ ความไร้พ่ายนี้จะ
เพิ่มพลังต่อสู้ของตนเอง แม้มองไม่เห็นแต่มีอยู่จริง
หากบรรลุกฎจำนงสัประยุทธ์ จำนงไร้พ่ายนี้จะส่งผลกับกฎจำนง
สัประยุทธ์
รากเซียนในตัวเจียงผิงอันเติบใหญ่เป็นพฤกษาสีทอง แสงดาว
รายล้อมเจิดจรัสเรืองกล้า
ทุกสายตาจับจ้องที่เจียงผิงอัน เขายืนบนบันไดขั้นที่เก้า หันหลัง
ให้ปวงชน ฝีเท้าของเขาหนักแน่น แผ่นหลังตระหง่านกว้าง ดุจผู้
พเนจรตามแสวงมหาเต๋าลำพัง
“เขา… จะชนะคู่ต่อสู้บนขั้นเก้าได้หรือไม่?”
หากเจียงผิงอันเอาชนะศัตรูในขั้นเก้าได้ เช่นนั้นในการประลอง
นี้ เขาก็จะก้าวข้ามผู้ฝึกตนทั้งหมดในขอบเขต ได้ผลเต๋าวิญญาณ
เซียนไปผลหนึ่ง
“เจียงผิงอันแข็งแกร่งมากจริง ๆ โดยเฉพาะปราณเซียนในตัวเขา
ที่มีปริมาณกักเก็บมากมาย ใช้วรยุทธ์ได้ต่อเนื่อง แต่หากเขามีพลัง
ต่อสู้แค่นี้ ก็ยากจะเอาชนะภาพฉายบนขั้นที่เก้าได้”
ภาพฉายบนขั้นที่เก้าเป็นผู้ฝึกตนสายมือสังหาร บรรลุวิถีเป็น
เซียนได้จากการเข่นฆ่า ตัวตนทรงพลังซึ่งผู้คนภายหลังรู้จักในนาม
เซียนสังหาร
แม้คนผู้นี้จะมิใช่ตัวตนสูงสุดในระดับนี้ แต่เขาก็เรืองฤทธิ์ลือนาม
แล้ว
จากคำร ่าลือ เหมียวจิ่งจากสำนักเซียนอวี่หวงได้มรดกจากคนผู้
นี้ จึงมีอำนาจชวนสะพรึง ลือนามสะท้านทั่วแดนจันทร์มายาเช่น
ปัจจุบัน
เหมียวจิ่งถ่ายทอดปราณบอกเจียงผิงอัน “พอได้แล้ว ไม่ต้องท้า
ทายต่อไปหรอก”
“ผู้อาวุโสท่านนี้ก็เน้นการโจมตีทุ่มกำลังเหมือนเจ้า แถมยังข่ม
ขวัญวิญญาณผู้อื่นได้ด้วย กระทั่งด้วยจิตสังหารลำพังก็ฉีกวิญญาณ
ผู้ฝึกตนร่วมขอบเขตมานักต่อนัก”
“ความแข็งแกร่งของเจ้ากับเขาพอ ๆ กัน โอกาสชนะมิได้สูง เจ้า
ไปเตรียมตัวรับศึกตัดสินยังมีโอกาสชนะมากกว่า”
เหมือนเช่นข่าวลือในโลกภายนอก เหมียวจิ่งเป็นผู้สืบทอดของผู้
อาวุโสท่านนี้จริง ๆ เขาจึงรู้ว่าพลังต่อสู้ของผู้อาวุโสท่านนี้ร้ายกาจ
เพียงไร
จิตสังหารชวนขนลุกนั้นโจมตีวิญญาณคนได้จริง ๆ เป็นฤทธา
ต่อสู้อันแข็งแกร่งสุดขั้ว
หากเจียงผิงอันพ่าย เส้นทางไร้เทียมทานของเขาก็จะพังทลาย
สู้หยุดยามนี้แล้วไปปราชันเซียวเฟิงกับโอวหยางลั่วเสวี่ยยังมี
โอกาสชนะสูงกว่า
“ไม่ต้องเกลี้ยกล่อมหรอก เปล่าประโยชน์ เจ้าไม่เข้าใจร่างศึก
อย่างเราหรอก” ข้างกันนั้น เหมียวเสียเอ่ยปาก
จริงเช่นนั้น เจียงผิงอันเมินวาทะเหมียวจิ่งไปสิ้น เผชิญศัตรู
ตรงหน้าตรง ๆ
จิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดออกจากร่างของภาพฉาย แสง
สีแดงดุจโลหิตสาดส่องสุญตา บรรยากาศคละคลุ้งด้วยกลิ่นเลือด
บันไดทั้งขั้นเต็มไปด้วยไอเย็นเสียดกระดูก ชวนให้เส้นขนทั่วกายลุก
ชี้
กระทั่งผู้ฝึกตนซึ่งมองการต่อสู้อยู่ไกล ๆ ยังสัมผัสความหนาว
เยือกได้
ภายใต้เขตแดนสังหาร หัวใจคนจะถูกความสิ้นหวังอย่างลึกล ้า
เกาะกุม ผู้ฝึกตนขวัญอ่อนจะมิอาจเกิดความปรารถนาต่อสู้ได้เลย
เซียวเฟิงและโอวหยางลั่วเสวี่ยร่างสะท้านอย่างเผลอตัว มีเพียง
ยามพวกเขาไปอยู่ในเขตแดนสังหารจริง ๆ เท่านั้นจึงเข้าใจว่ามันน่า
กลัวเพียงไหน
พวกเขาปราชัยเพราะภาพฉายนี้ จิตสังหารอันสะท้านถึง
วิญญาณนั้นสกัดกั้นมิได้เลย
จิตสังหารอันชวนสะพรึงกวาดเข้าใส่เจียงผิงอันเช่นคลื่นทะเล ถา
โถมราวจะกลืนกินเขาทั้งตัว
ความเร็วของภาพฉายบนบันไดขั้นเก้าสูงล ้าอย่างยิ่ง เขาชัก
กระบี่ยาวสีเลือดพุ่งปราชิดเจียงผิงอันในพริบตา
ร่างของเจียงผิงอันยืนนิ่งสนิทอยู่ในเขตแดนสังหารสีเลือด
“เขากลัวจนบื้อไปแล้ว!”
เมื่อเห็นเจียงผิงอันไม่ขยับ ปวงชนก็คาดเดาทันทีว่าหัวใจของ
เจียงผิงอันน่าจะถูกผลของเขตแดนสังหาร สิ้นความสามารถในการ
ตอบโต้ไปชั่วขณะ
ทว่า พริบตาที่ภาพฉายมาถึงตรงหน้าเจียงผิงอัน บรรยากาศทั่ว
กายเจียงผิงอันก็แปรเปลี่ยน ปราณชั่วร้ายมหาศาลโถมทะลักคลุ้ง
สุญตา
ภาพฉายซากศพนับสิบ ๆ ล้านปรากฏขึ้น ภูเขาซากศพทะเล
โลหิตทอดตัวยาวหลายร้อยลี้ ปราณชั่วร้ายอันชวนขนลุกทำให้เขต
แดนสังหารของคู่ต่อสู้สั่นสะท้านวูบไหวอย่างรุนแรง สิ้นความเสถียร
ไป
แรงกดดันจากเขตแดนสังหารหามีผลใดต่อเจียงผิงอันไม่ จิต
สังหารของเขาหนักหนายิ่งกว่าอีกฝ่ายอีก
เส้นผมสีดำของเจียงผิงอันเปลี่ยนเป็นหงอกขาว ปราณเซียน
เรืองรองทั่วกายพลันมืดมัวดุร้าย
ปราณมารและวิญญาณศึกดำทะมึนแผลงฤทธิ์อาละวาด
ภาพฉายซึ่งพุ่งเข้าโจมตีเจียงผิงอันพลันชะงัก ขณะที่เจียงผิงอัน
กวาดหมัดเข้าใส่ ปราณอันเกรี้ยวกราดโถมทะลัก
ภาพฉายไหวตัวฉับไว ดีดตัวหนีไปทันที
เจียงผิงอันแยกอวตารกำลัง อวตารกำลังใช้กฎแห่งกำลังกระตุ้น
วรยุทธ์เซียน ‘สิบสองกระบวนพลองมังกรทะยาน’ ขนาบโจมตีศัตรู
ร่วมกับร่างมารศักดิ์สิทธิ์
จิตสังหารอันชวนขนลุกและปราณชั่วร้ายอันน่าพรั่นพรึง
ประสานกันในสุญตา สารพัดกฎเกณฑ์พุ่งกระแทกพันเกี่ยว มวล
ดาราคลับคล้ายส่ายโคลง
ปวงชนมองภาพฉายซากศพบนฟ้าตาค้าง ร่างสะท้านกันอย่าง
เกินควบคุม
“น… นั่นอะไร?”
ผู้คนมากมายเห็นซากศพมากมายเพียงนี้ก็ขวัญเสีย ขบวนศพ
ละล่องยาวเป็นร้อย ๆ ลี้ สายนทีโลหิตหลากเลื้อย
“นี่เหมือนเป็นวรยุทธ์ภาพฉายบางอย่าง ใช้ปราณชั่วร้ายก่อร่าง
ชีวิตที่สังหารไปมาจัดการกับศัตรูได้”
ผู้ฝึกตนมากภูมิบางคนเดาสาเหตุการปรากฏของภาพฉาย
ซากศพเหล่านี้ได้ทันที
“พูดเช่นนี้หมายความว่า ตัวตนนับสิบ ๆ ล้านนี้ล้วนถูกเจียงผิง
อันสังหารมาก่อนหรือ? เขาเป็นเพชฌฆาตเก่าหรือไร?”
“ตัดชีวิตมามากมายเพียงนี้ เขาไม่กลัวถูกเพลิงกรรมผลาญตาย
ระหว่างทัณฑ์สวรรค์หรือ?”
“พวกเจ้าสังเกตหรือไม่ว่าวิญญาณศึกของเจียงผิงอันเป็นสีดำ
แผ่ปราณชั่วร้าย ร่างศึกทั่วไปต้องเป็นสีทองสิ”
การเปลี่ยนแปลงปราณกะทันหันของเจียงผิงอันทำให้ปวงชนตั้ง
ตัวไม่ติด เขาเป็นเช่นมารร้ายอันน่าพรั่นพรึงไปแล้ว
แม้จะมิได้บรรลุเต๋าด้วยการฆ่า แต่เขาก็ร้ายกาจไม่ต่างกัน คน
เช่นนี้โหดเหี้ยมอย่างยิ่ง เห็นชีวิตคนเป็นผักปลา
เหมียวเสียมองเจียงผิงอันตาค้าง นางก็เพิ่งเคยเห็นสภาพนี้ของ
เจียงผิงอันเป็นครั้งแรก ยามนางสู้กับเจียงผิงอันก่อนหน้านี้ อีกฝ่าย
ไม่เคยใช้พลังเช่นนี้กับนางเลย
“ฮ่า ๆ ๆ”
ขณะที่จู่ ๆ เหมียวจิ่งข้างตัวนางก็ระเบิดหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ตา
เฒ่าผู้นี้มีผู้สืบทอดแล้ว! ตาเฒ่าผู้นี้มีผู้สืบทอดแล้ว!”
เหมียวจิ่งบรรลุเต๋าด้วยการฆ่า นี่เป็นเส้นทางอันฝืนกฎธรรมชาติ
แม้จะมีผู้ฝึกตนบนเส้นทางนี้มากมาย แต่น้อยนักจะประสบ
ความสำเร็จ พวกเขาส่วนใหญ่ตกตายแต่ยังเยาว์ บ้างก็กลายเป็นมาร
ร้ายผู้รักการเข่นฆ่าไป
และเพราะเหตุนี้ ในหมู่ผู้อาวุโสทั้งปวงในสำนักเซียนอวี่หวงจึงมี
เพียงเหมียวจิ่งที่ไร้ศิษย์ เจ้าสำนักไม่ให้เขารับศิษย์ เพื่อมิให้เป็นการ
ทำร้ายศิษย์เหล่านั้น
ต่อให้เขารับเจียงผิงอันมาเป็นศิษย์ เหมียวจิ่งก็มิได้เหลียวแล
ฝึกฝนเขา
แม้เหมียวจิ่งก็อยากสืบทอดวิชาของตนเช่นกัน แต่เขาก็ไม่อยาก
ทำร้ายใคร จึงไม่คิดหาผู้ใดมารับสืบทอด
แต่เหมียวจิ่งมิคาดเลยว่า เขาจะได้พบผู้เหมาะสมกับเส้นทางของ
เขาในวันนี้ ซ ้าแล้ว คนผู้นี้ยังเป็นศิษย์ของเขาเองอีก!
เหมียวจิ่งจะไม่ยินดีได้อย่างไร?
ดูท่าทีถมึงทึงเย็นชาของเจียงผิงอันนั่นสิ ช่างเหมาะสมเดินบน
เส้นทางของเขาเสียนี่กระไร