สู่วิถีอมตะ - บทที่ 690 ข้าร้อนมาก
เหมียวเสียอยากเข่นฆ่าพวกเขาด้วยมือนางเสียเดี๋ยวนี้ แต่ยามนี้
อยู่บนนาวาเซียน มีเซียนมนุษย์ควบคุมอยู่ จึงสู้กันมิได้
หลังจากชำเลืองคนเหล่านั้นอย่างเย็นเยียบ นางก็พาเจียงผิงอัน
เข้าห้องที่ท้องเรือ
หลังทั้งสองจรจาก เหล่าคนจากสำนักเซียนเทียนหลานก็
ถ่ายทอดกระแสปราณสื่อสารกัน
“มิคาดเลยว่าเหมียวเสีย สตรีผู้นั้นก็จะไปเส้นทางธารดาราด้วย
นี่เป็นโอกาสฆ่านางชั้นเลิศเลยนะ!”
“ผู้ชายที่มากับนางคืออัจฉริยะซึ่งเพิ่งเรืองนามของสำนักเซียน
อวี่หวง เจียงผิงอัน สมควรกำจัดไปด้วยกันยิ่ง เป็นแค่ผู้ฝึกตนขั้นต้น
ระดับเขตแดนแท้ ๆ ไปวอนตายที่เส้นทางธารดาราชัด ๆ”
“อย่าได้ประมาท จะเมินเจียงผิงอันไปก็ได้ แต่ต้องจับตามอง
เหมียวเสียไว้ วางแผนให้ดีว่าจะจัดการนางอย่างไร หากฆ่านางได้
มันจะเป็นผลงานยิ่งใหญ่แน่นอน!”
คนทั้งหลายเริ่มเสวนาหารือว่าจะจัดการเหมียวเสียเช่นไร แต่
สำหรับเจียงผิงอัน คนเหล่านี้มิได้สนใจนัก
แม้พลังต่อสู้ของเจียงผิงอันจะแข็งแกร่งมาก แต่เขาก็เป็นเพียงผู้
ฝึกตนขั้นต้นระดับเขตแดนอยู่ดี หนึ่งฝ่ามือก็ฆ่าเขาได้แล้ว
ขณะเดียวกัน เหมียวเสียและเจียงผิงอันมายังห้องห้องหนึ่ง
แม้ตัวห้องนี้จะเล็กมาก แต่ภายในมีค่ายกลมิติ ทำให้พื้นที่ภายใน
กว้างขวางยิ่ง จะสู้กันในนั้นยังได้
“สำนักเซียนเทียนหลานบัดซบ ทำข้าเสียโอกาสใหญ่หลวงไป!”
เหมียวเสียกราชากเสื้อคลุมของนางฟาดลงพื้นอย่างเดือดดาล
ร่างงดงามของเหมียวเสียถูกเผยชัดเจน ผิวกายขาวเนียนเช่น
หิมะ เนินเขาคู่มหึมาถูกคลุมปิดด้วยอาภรณ์ กลิ่นกายหอมสดชื่น
เรียวขายาวเพรียว ลำแขนเนียนขาวเปี่ยมพลัง
ขณะที่นางกระฟัดกระเฟียด เนินเขาคู่ของนางก็กระเพื่อมสะท้าน
เจียงผิงอันเบนศีรษะ เตรียมหาที่ฝึกฝน
ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกไหล่ยวบ ถูกเหมียวเสียลากตัวไป “มานี่
ศิษย์พี่หญิงจะชี้แนะเจ้าในการต่อสู้”
“ศิษย์พี่หญิงแต่งตัวดี ๆ ก่อนเถิด สู้แบบนี้ไม่ได้หรอกนะ” เจียง
ผิงอันกล่าว
“ที่นี่ร้อนจะตาย ไม่ต้องหรอก”
โดยไม่รอให้เจียงผิงอันพูดอะไร เหมียวเสียก็ออกหมัดใส่ทันที
ล้อเล่นอะไรอยู่ ยอดฝีมือขั้นปลายระดับขอบเขตซึ่งเหยียบเท้า
ข้างหนึ่งเข้าสู่ขอบเขตเซียนมนุษย์แล้วเนี่ยนะจะบ่นร้อน
เจียงผิงอันหลับตา ตัดจิตสัมผัสแล้วสู้กับอีกฝ่าย
แม้การหลับตาจะส่งผลต่อการต่อสู้ แต่หากลืมตาจะยิ่งกระทบ
เข้าไปใหญ่
เมื่อเห็นเจียงผิงอันหลับตา เหมียวเสียซึ่งอารมณ์เสียเป็นทุนเดิม
ก็ยิ่งเดือดดาล หมัดของนางหนักขึ้นกว่าเก่า
เจ้าคนซื่อบื้อนี่ ในเมื่อไม่อยากลืมตา ก็จงตาบวมไปซะ!
ไม่กี่วันจากนั้น นาวาเซียนก็ออกตัว มุ่งหน้าสู่เส้นทางธารดารา
ซึ่งเป็นสนามปราชันของผู้ฝึกตนเกินคณานับ
จากเมืองเซียนของสำนักเซียนอวี่หวงสู่เส้นทางธารดาราจะใช้
เวลาอย่างต ่าก็ครึ่งปี ระหว่างนี้ต้องใช้เวลาบนนาวาเซียน
สำหรับผู้ฝึกตน ครึ่งปีสั้นยิ่งนัก ขอเพียงหลับตาลงแล้วเปิดขึ้น
ใหม่ก็ผ่านไปได้แล้ว
แต่ผู้ฝึกตนคงไม่มีทางฝึกฝนได้ตลอดเวลา บนนาวาเซียนจึงมี
สถานเริงรมย์และร้านรวงต่าง ๆ มากมาย
บนนาวาเซียนแห่งนี้มีกระทั่งดินแดนลับขนาดเล็กให้ผู้ฝึกตน
ออกสำรวจ ผู้โชคดีบางคนได้รางวัลมากมายจากดินแดนลับจน
เหมือนได้ค่าตั๋วเรือคืน
สองสามเดือนต่อจากนั้น หากเหมียวเสียไม่ต่อยตีเจียงผิงอัน
นางก็ออกสำรวจดินแดนลับขนาดเล็ก
ในดินแดนลับขนาดเล็กนั้นมีวงกตอยู่แห่งหนึ่ง หากผ่านได้จะได้
สุราชั้นเลิศไปหนึ่งไห เหมียวเสียเห็นแล้วน ้าลายหก อยากจะผ่านมัน
มาตลอด แต่ก็มิอาจผ่านได้
“โกรธชะมัดยาด! หากรู้เช่นนี้แต่แรก ข้าคงศึกษาค่ายกลมา
ก่อน”
เหมียวเสียกระฟัดกระเฟียดกลับห้องมากอดเจียงผิงอันซึ่งกำลัง
ฝึกฝนจากด้านหลัง ถูไถหน้าเจียงผิงอันอย่างดุเดือดเพื่อระบายโทสะ
เจียงผิงอันถอนใจอย่างอับจน สตรีผู้นี้ผิดหวังกลับมาทีไร ก็มา
ฟัดเหวี่ยงเขาทุกที
“ศิษย์พี่หญิง มิใช่เลิกสุราแล้วหรือ?”
“ใครบอกว่าข้าเลิก? ข้าแค่ไม่ดื่มเยอะเท่านั้นเอง มิใช่ไม่ดื่มสัก
หน่อย เจ้าไม่รู้หรอกว่าสุราไหนั้นเลิศล ้าเพียงไร นั่นน่ะ ‘เซียนเมา
มาย’ เชียวนะ พ่อข้ายังไม่มีสุราดีเพียงนั้นเลย”
เหมียวเสียปล่อยเจียงผิงอัน “ลุกขึ้นมาสู้กันต่อ”
นางต้องหาที่ระบายอารมณ์
เจียงผิงอันลุกขึ้น มิได้สู้กับเหมียวเสีย แต่เดินออกไปด้านนอก
“อย่าคิดหนีเชียว”
เหมียวเสียกระโจนเข้าเกาะหลังเจียงผิงอัน ศีรษะของเจียงผิงอัน
ถูกกระแทกโยกคลอน
“ข้ามิได้หนี แต่จะไปดินแดนลับนั่นเพื่อช่วยศิษย์พี่หญิงทะลวง
ค่ายกล เอาสุรามาต่างหากเล่า” เจียงผิงอันไม่อยากน่วมเพราะสตรีผู้
นี้ทุกวันหรอกนะ
“เจ้าเรียนค่ายกลมาหรือ?” เหมียวเสียกล่าวกับเจียงผิงอันอย่าง
ประหลาดใจ
“มิได้เรียน” เจียงผิงอันตอบอย่างซื่อตรง
“มิได้เรียนค่ายกล แต่ยังคิดไปทลายค่ายกลอีก ศิษย์พี่หญิงผู้นี้
ยังทะลวงมันมิได้ เจ้าจะทำได้อย่างไร?” เหมียวเสียมองชายผู้นี้อย่าง
เดียดฉันท์
แม้ปากนางจะดูแคลนเจียงผิงอัน แต่เหมียวเสียก็มิได้ห้าม นางลง
จากตัวเจียงผิงอัน พาเขาไปยังดินแดนลับขนาดเล็ก
ทั้งคู่เดินตามทางเดินยาวมายังห้องห้องหนึ่ง
ใจกลางห้องนั้นมีประตูวังวน รายล้อมด้วยกฎเกณฑ์ลึกลับ
ป้ายข้างประตูเขียนว่า ‘ค่าเข้าดินแดนลับพันผลึกเซียน’
การเข้าดินแดนลับขนาดเล็กแต่ละครั้งต้องใช้ผลึกเซียนจำนวน
มาก ผู้ฝึกตนทั่วไปไม่อยากเสียเงินเข้าไป
ที่สองข้างประตูมีผู้อารักขาสองคน
เหมียวเสียจ่ายสองพันผลึกเซียน พาเจียงผิงอันเข้าประตูสู่
ดินแดนลับขนาดเล็ก
เทียบกับความวังเวงภายนอก ในดินแดนลับนั้นเปี่ยมชีวิตชีวา
กว่ามาก มีผู้ฝึกตนมากมายออกสำรวจที่นี่
ดินแดนลับของนาวาเซียนแห่งนี้มีด่านให้ประลองฝีมือมากมาย
ขอเพียงผ่านได้ก็จะมีรางวัล
อันที่จริง ทุกสิ่งก็มีไว้เพื่อจูงใจคนให้จ่ายเงินเข้ามา
เหมียวเสียไม่สนใจรางวัลอื่น นางสนใจเพียง ‘สุราเซียนเมามาย’
‘เซียนเมามาย’ เป็นเมรัยเลื่องชื่อยิ่ง จิบเพียงครั้งก็จะทำให้ผู้คน
รู้สึกแสนผ่อนคลาย ลืมปัญหาทั้งปวงได้ในกาลสั้น ๆ อิ่มเอิบในความ
ฝันอันหวานชื่น
นอกจากนั้น สุรานี้ยังมีฤทธิ์บำรุงร่างกายและวิญญาณอย่างดี
เลิศ เป็นสิ่งที่คนรักสุรามากมายต้องดื่ม
ทั้งสองมายังวงกตป่าศิลาแห่งหนึ่ง
นี่คือป่าศิลา เต็มไปด้วยแท่งศิลาสูงตระหง่านมากมาย ภายใน
นั้นเต็มไปด้วยม่านหมอก มิอาจเห็นสิ่งที่อยู่ภายใน อักขระเซียน
มากมายเรืองรองบนแท่งศิลา ทุกแท่งศิลาดูเหมือนกันหมด
“นี่คือวงกตป่าศิลา ขอเพียงเดินผ่านออกไปได้ ก็จะได้ ‘เซียน
เมามาย’ หนึ่งไหจากในนั้น แต่ผ่านไปไม่ได้หรอก ที่นี่เต็มไปด้วยค่าย
กลมายาและค่ายกลมิติมากมาย ไม่ว่าจะไปทางใด ก็จะวนกลับมายัง
ทางเข้าทุกครั้งไป”
ดวงตาของเหมียวเสียแดงรื้นเล็กน้อย หากมิใช่เพราะกฎสั่งห้าม
ใช้ความรุนแรง นางคงทะลวงออกไปแล้ว
“โอ๊ะโอ ผีสุรานี่มาอีกแล้ว พลาดมาไม่รู้กี่หนก็ยังไม่รู้จักเข็ดหนอ
ฮ่า ๆ”
หนึ่งเสียงอันน่ารังเกียจยิ่งดังมาจากข้างตัว
เหล่าผู้ฝึกตนจากสำนักเซียนเทียนหลานยืนอยู่มิไกลนัก ตาจ้อง
มองเหมียวเสียอย่างล้อเลียนเหยียดหยัน
“ไม่อยากตายก็ไสหัวไป!”
สีหน้าของเหมียวเสียเย็นเยียบเช่นน ้าแข็งอันไร้วันละลาย ชวน
ให้หนาวเยือกสะท้านทั่ว
สารเลวสี่คนนี่มากวนประสาทนางตลอดเลย
เหล่าผู้ฝึกตนจากสำนักเซียนเทียนหลานสัมผัสปราณจากตัว
เหมียวเสียได้ ร่างของพวกเขาสะท้านโดยไม่ตั้งใจ
แต่ชายถือหอกซึ่งยืนตรงกลางไร้ความสะท้านสะเทือน ท่าทีเฉย
สนิท
“ข้าอยากตาย เข้ามาฆ่าข้าสิ”
ฉางหงมิกลัวเหมียวเสียสักนิด เขาเป็นศิษย์พี่ใหญ่ในรุ่นปัจจุบัน
ของสำนักเซียนเทียนหลาน การนั่งในตำแหน่งศิษย์พี่ใหญ่ได้นั้น
หมายความว่า พลังต่อสู้ของเขาแข็งแกร่งที่สุดหากไม่นับรวมเซียน
พลังต่อสู้ของเขาสูสีกับเหมียวเสีย เขาย่อมไร้ความกลัว
หมัดของเหมียวเสียกำแน่น หากมิใช่เพราะที่นี่ห้ามต่อสู้กัน นาง
คงลงมือไปแล้ว
เจียงผิงอันซึ่งอยู่ข้างนางพลันเอ่ยถามขึ้นว่า “ศิษย์พี่หญิงได้ยิน
หรือไม่ เมื่อครู่เหมือนมีเสียงเดรัจฉานเห่าหอน?”
“เดรัจฉาน?”
เหมียวเสียตะลึงไปครู่นึ่ง ก่อนจะเข้าใจแล้วตอบยิ้ม ๆ ทันที “ศิษย์
น้องไม่ต้องกลัวนะ เดรัจฉานสี่ตัวนี้มิกล้ากัดคนพร ่าเพรื่อหรอก”
“ก็ถูก ยามข้าอยู่ที่บ้านเกิด ข้ามักพบเดรัจฉาจใจสุนัขที่มีดีแต่
เห่า ทว่าไม่กัดอยู่เหมือนกัน” เจียงผิงอันพูดยิ้ม ๆ
เมื่อได้ยินคนทั้งสองด่าพวกเขาเป็นเดรัจฉานทางอ้อม สีหน้าคน
ทั้งสี่จากสำนักเซียนเทียนหลานก็บูดบึ้ง
สายตาทั้งหลายมองมายังเจียงผิงอันด้วยจิตสังหาร
เด็กเวรนี่วอนตายเสียแล้ว