สู่วิถีอมตะ - บทที่ 692 มาถึงเส้นทางธารดารา
ขณะที่ผู้ฝึกตนรายล้อมได้ยินเสียงอุทานของผู้ฝึกตนจากสำนัก
เซียนเทียนหลาน พวกเขาก็เผยสีหน้าเหลือเชื่อออกมาเช่นกัน
“คนผู้นี้คือเจียงผิงอันหรือ? เขาไปถึงทางออกวงกตได้แล้วจริง ๆ
หรือ?”
“เขาก็เป็นผู้ใช้ค่ายกลหรือ?”
“ต่อให้เป็นผู้ใช้ค่ายกลก็ไม่มีทางเร็วได้ถึงเพียงนี้!”
หากมิใช่เพราะปวงชนล้วนเคยเข้าท้าทายวงกตป่าศิลา คงคิด
กันแล้วว่าวงกตแห่งนี้ง่ายยิ่ง อีกฝ่ายใช้เวลาไม่ถึงชั่วละเลียดชาก็
ผ่านได้แล้ว
ชายผู้นี้ทำได้อย่างไร?
เหมียวเสียฟื้นตัวจากความตกใจ ก่อนจะหันไปหัวเราะเยาะพวก
ฉางหง
“ฮ่า ๆ สมแล้วที่เป็นศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักเซียนเทียนหลาน ทรง
พลังจริงแท้ ถึงกับทำนายได้เยี่ยงโหร บอกได้ด้วยว่าผู้พิชิตวงกตคือ
ศิษย์น้องข้า!”
มือซึ่งถือหอกอยู่ของฉางหงกำแน่น ใบหน้าของเขาบูดเบี้ยว
เจียงผิงอันพิชิตวงกตได้จริง ๆ ค่ายกลและมายาในนั้นทำอะไรเจียงผิง
อันมิได้เลยหรือ?
เขาคิดข่มเหงเจียงผิงอัน แต่มิคาดว่าตนจะเสียหน้าเอง
ฉางหงไม่มีหน้าอยู่ต่อ เขาหันกายจากไปทันที
ไม่นานจากนั้น เจียงผิงอันก็เดินออกมาจากวงกต
ในมือเขาถือสุราไหหนึ่ง สีหน้าราบเรียบ ไร้ความยินดียินร้ายที่
พิชิตวงกตได้ ดูเหมือนนี่เป็นเพียงเรื่องธรรมดาแน่นอน
ดวงตาของเขามองทะลุได้หลายสิ่ง และยิ่งเมื่อขอบเขตพัฒนา
ดวงตาของเขาก็ยิ่งเรืองฤทธิ์ มายาและค่ายกลไร้ประโยชน์กับเขา
เขาส่ง ‘เซียนเมามาย’ ให้เหมียวเสีย “ศิษย์พี่หญิง ข้าไปเอามา
ให้แล้ว”
เหมียวเสียกอด ‘เซียนเมามาย’ ด้วยใบหน้าแดงก ่าจากความ
ตื่นเต้น นางสูดหายใจแรง ๆ ดมกลิ่นไอหอมกรุ่นจากไหสุรา
“เจ้านี่สามารถจริง! ว่ามาเลยอยากได้อะไร ศิษย์พี่หญิงจัดให้เจ้า
ได้หมดเลย”
ได้ยินเช่นนี้ ผู้ฝึกตนในละแวกก็พินิจเรือนกายของเหมียวเสียกัน
ทันที ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าคนงามล ้าเลิศพูดออกมาเช่นนี้ ย่อมต้องขอเรื่อง
พรรค์นั้นอยู่แล้ว
“ไม่ขออะไรหรอก” เจียงผิงอันตอบเสียงเรียบ อีกฝ่ายช่วยเขา
พัฒนาการฝึกฝน เขาก็แค่ช่วยเหลือตอบแทนเล็กน้อยเท่านั้นเอง
“เจ้าดูแคลนศิษย์พี่หญิงผู้นี้อยู่หรือ? คิดว่าศิษย์พี่หญิงไม่รักษา
วาจาหรือไร?”
เหมียวเสียเก็บ ‘เซียนเมามาย’ ไปแล้วคว้าสาบเสื้อเจียงผิงอัน
เจียงผิงอันไหวไหล่ “ก็ได้ ขออย่างหนึ่งแล้วกัน ภายหน้ายามประ
มือ ศิษย์พี่หญิงแต่งตัวดี ๆ หน่อย อย่าปลดอาภรณ์สู้ก็พอแล้ว”
กรอด!
ยามผู้ฝึกตนบางคนได้ยิน ก็แค้นเคืองขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ดวงตา
แดงก ่าราวถูกต่อยตีมา แล้วมองเจียงผิงอันราวจะกินเลือดกินเนื้อ
ไอ้หนูนี่มีของดีไม่รู้จักรักษา ถึงกับขออะไรใหญ่โตเช่นนี้
เหมียวเสียเห็นสายตาพิกลของปวงชนก็หน้าแดงก ่า ใช้แขนรัด
คอเจียงผิงอันรีบจรจาก กลับห้องมาฝึกเจ้าผู้ชายนี่ต่อไป
ขณะเดียวกัน ในห้องอีกห้องหนึ่ง ฉางหงมาหาหยางจิ่นอวี๋จาก
สำนักเซียนเป่ยฮวง
“สหายเต๋าหยาง เหมียวเสียจากสำนักเซียนอวี่หวงกับเจียงผิงอัน
นั่นดูถูกเจ้านัก ประกาศด้อยค่าจะเหยียบย ่าเจ้าต่อสาธารณะ คน
เช่นนี้ทำเกินไปแล้วจริง ๆ!”
หยางจิ่นอวี๋แข็งแกร่งสุดขั้ว หากมีนางช่วยเหลือ เขาจะชนะ
เหมียวเสียได้แน่ ๆ
เขาจึงปรี่มาเล่าความเท็จ สุมฟืนกระพือไฟ เสี้ยมให้สองฝ่าย
เคืองแค้นแตกคอกัน
ใบหน้าของหยางจิ่นอวี๋แปรสู่เย็นเยียบ “หลายปีมานี้สำนักเซียน
อวี่หวงเติบโตขึ้นหน่อย ก็เริ่มกำแหงไม่สนกฎเกณฑ์กันแล้ว”
ฉางหงเห็นหยางจิ่นอวี๋เดือดดาลก็สุดปรีดา ราดน ้ามันลงกอง
เพลิงทันที “ใช่เลย เหมียวเสีย นางนั่นกระทั่งบอกว่าสหายเต๋าหยาง
หน้าตางั้น ๆ สู้นางไม่เห็นได้ ต้องสั่งสอนพวกเขาสักหน่อยแล้ว”
ว่าแล้ว ฉางหงก็นำม้วนหยกแตกร้าวม้วนหนึ่งออกมา “ในนี้เป็น
เคล็ดวิชาพลังวิญญาณโบราณ ข้าให้สหายเต๋าหยาง ไว้เราร่วมมือ
กันจัดการกับเหมียวเสียนะ”
“ได้”
หยางจิ่นอวี๋รับม้วนหยกมา “เจ้ากลับไปก่อน เหมียวเสียมิใช่
ธรรมดา ข้าจะคิดหาทางรับมือ”
“ได้เลย”
ฉางหงกุมกำปั้นแล้วหันกายจาก
หลังจากเดินพ้นห้อง มุมปากฉางหงก็ยกยิ้ม มีหยางจิ่นอวี๋
ช่วยเหลือ เขาจะฆ่าเหมียวเสียได้แน่
ในห้อง สาวใช้ข้างตัวหยางจิ่นอวี๋พูดอย่างไม่สบอารมณ์ “สำนัก
เซียนอวี่หวงทำเกินไปแล้วจริง ๆ มีฝีมือนิดหน่อยก็ทำกร่าง มาดู
แคลนคุณหนูเสียได้”
“ข่าวลวง ฉางหงกำลังหลอกเรา”
หยางจิ่นอวี๋นั่งหน้ากระดานหมาก ใช้นิ้วเรียวคีบตัวหมากมาวาง
บนกระดานอย่างแผ่วเบา โทสะบนใบหน้าสลายหาย คืนสู่ความสุขุม
เยือกเย็น
“ข่าวลวงหรือเจ้าคะ?” สาวใช้ผงะ
“เวลาเจ้าฟังใคร ให้เชื่อแค่สามส่วน ไม่เชื่อสามส่วน อีกสามส่วน
เก็บไว้คิด อย่าถูกอารมณ์ชักพา อีกฝ่ายแค่อยากให้ข้าช่วยจัดการ
กับเหมียวเสีย คนโง่ยังรู้เลยว่าเรื่องโกหก”
หยางจิ่นอวี๋เอ่ยเบา ๆ
ใบหน้าของสาวใช้แดงก ่า เมื่อครู่นางหลงเชื่อไปจริง ๆ มิใช่นาง
แย่กว่าคนโง่หรือ
“คุณหนู ในเมื่อท่านรู้ว่าเป็นข่าวปลอม ไฉนท่านจึงยังรับปากว่า
จะไปจัดการเหมียวเสียกับเขาอีกล่ะเจ้าคะ สตรีผู้นั้นมิได้ธรรมดา
ไม่ใช่หรือ?”
“ใครบอกว่าข้าจะจัดการกับเหมียวเสียล่ะ? ฉางหงโกหกข้า ข้าก็
โกหกเขาตอบ สมเหตุสมผลมิใช่หรือ”
หยางจิ่นอวี๋จ้องมองกระดานหมากด้วยสายตาที่ดูราวจะมองทะลุ
ทุกสิ่ง
“แต่การที่เจียงผิงอันเดินออกจากวงกตป่าศิลาได้น่าจะเป็นเรื่อง
จริง ชายผู้นี้มีฝีมือ”
สาวใช้กระเง้ากระงอด “เจียงผิงอันต้องแค่โชคดีแน่เจ้าค่ะ เขาจะ
แข็งแกร่งกว่าคุณหนูขนาดที่เดินออกจากวงกตได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่ง
ชั่วละเลียดชาได้อย่างไร”
“โชคหรือ?”
คู่เนตรพร่างพราวของหยางจิ่นอวี๋วูบไหว ไม่รู้ในใจคิดอะไรอยู่
สองสามเดือนจากนั้น เจียงผิงอันฝึกฝนพัฒนา ขณะที่เหมียว
เสียเมินคำขอของเจียงผิงอันไปสนิท ยังคงสู้ในสภาพเดิม
หลังจากประมือกันมาหลายเดือน ระดับพลังต่อสู้ของเจียงผิงอัน
ก็พัฒนาไปอีกขั้น สามารถสู้ได้ตามปกติโดยมิต้องลืมตาหรือใช้จิต
สัมผัสแล้ว สภาวะหลงลืมตนก็ยกระดับขึ้นไปอีก
เจียงผิงอันเหมือนจะเข้าใจ ‘เจตนาดี’ ของศิษย์พี่หญิงแล้ว
“มาถึงด่านแรกของเส้นทางธารดาราแล้ว โปรดลงจากนาวา
เซียนด้วย”
หนึ่งเสียงอันไพเราะดังขึ้นในทุกห้องพัก
ผู้ฝึกตนจำนวนมากลืมตาขึ้น ภายในทุกคู่เนตรเรืองประกาย
กล้าอย่างตื่นเต้น
ในที่สุดก็มาถึงแล้ว
เส้นทางธารดาราเป็นสถานที่ซึ่งอัจฉริยะสูงสุดทั่วแดนจันทร์
มายารวมตัว บางผู้มีมรดกชั้นเลิศ บ้างเป็นศิษย์หัวกะทิจากขุมกำลัง
ยิ่งใหญ่ บ้างมีพรสวรรค์พิเศษเกินใคร…
อัจฉริยะล ้าเลิศมากมายเป็นเช่นมัจฉาข้ามลำธารที่นี่ มากมาย
ดุจเส้นขนบนตัวโค
อัจฉริยะมากมายรวมตัว ต่างผู้ล้วนมีจุดประสงค์เดียวกันคือผ่าน
เส้นทางธารดาราไปยังสำนักศึกษาชางจือ สถานที่ฝึกฝนอันเป็นแดน
ศักดิ์สิทธิ์ในตำนานเพื่อตามแสวงมหาเต๋า
ผู้ฝึกตนมากมายเดินลงจากนาวาเซียนอย่างฮึกเหิม
ทันทีที่ออกมา เมืองเซียนตระหง่านใหญ่ก็ละล่องให้เห็นกลาง
เวหา ใหญ่โตมิอาจเห็นขอบ ไม่อาจประมาณขนาดได้ ยิ่งยงเยี่ยงผืน
ทวีป คลื่นพลังลึกลับปกคลุมดุจซ่อนปริศนาไว้มากมาย
นี่คือด่านแรกของเส้นทางธารดาราในแดนจันทร์มายา เมืองผี
เส้นทางธารดาราในแดนจันทร์มายามีทั้งสิ้นสามด่าน ได้แก่เมือง
ผี ทะเลดาราจักรและประตูลืมเซียน
การจะไปยังด่านต่อไป ต้องผ่านการประเมินของด่านปัจจุบันให้
ได้ก่อนจึงมีสิทธิ์
กล่าวกันว่าเมืองผีถูกสุดยอดฝีมือของสำนักศึกษาชางจือ
เคลื่อนย้ายมาจากภพโบราณ มีความลับยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่
ตลอดเนิ่นนานมา มีผู้มาเยือนเมืองผีมากมาย หากมิสามารถ
บรรลุภารกิจที่นี่ได้ ก็มิอาจเดินทางต่อสู่ทะเลดาราจักร
ทันทีที่ลงจากนาวาเซียน ฉางหงและหยางจิ่นอวี๋จากสำนักเซียน
เทียนหลานก็ชำเลืองกัน แล้วต่างฝ่ายล้วนชักอาวุธพุ่งเข้าใส่เหมียว
เสีย
เหมียวเสียต้องถูกจัดการก่อนจะถึงเมืองผี ในนั้นมิอาจสู้กันได้
ฉางหงมั่นใจว่า มีหยางจิ่นอวี๋ช่วยเหลือ จะต้องฆ่าเหมียวเสียได้
แน่
เพียงพริบตา ฉางหงก็เข้าปราชิดเหมียวเสีย หอกพุ่งแหวก
อากาศเปี่ยมจิตสังหารเด็ดเดี่ยว
เหมียวเสียผลักเจียงผิงอันออกห่าง หันมาประมือศัตรูทันที ยาม
นางลงจากนาวาศึก เจียงผิงอันเตือนนางแล้วว่าจิตสังหารของฉางหง
รุนแรงยิ่ง เป็นไปได้สูงที่จะลงมือ
แล้วฉางหงก็ลงมือจริง ๆ
“พวกเจ้าวอนตายเสียแล้ว!”
เหมียวเสียชักดาบยาวใบแคบเล่มหนึ่งออกมา ใช้วิชาดาบ
ทรราชกระหน ่าโจมตีฉางหง
ฉางหงรอให้หยางจิ่นอวี๋เข้ามาช่วยควบคุมเหมียวเสีย แต่แล้วก็
ต้องผงะเมื่อพบว่าหยางจิ่นอวี๋หาลงมือไม่ แต่เหินไปยังเมืองผี
มารดามัน! นังชั่วนี่โกหกเขา!