สู่วิถีอมตะ - บทที่ 721 วิชาหารายได้
ราวครึ่งวันผ่านไป หนึ่งแท่นศิลาระดับยอดสมบัติแท่นหนึ่งก็
ปรากฏ ณ โลกใบน้อยของเจียงผิงอัน
เดิมที วังกาลเวลาเป็นเพียงสมบัติลับ ทว่าสตรีนามอวิ๋นเหยาผู้นี้
ยกระดับสมบัติลับเป็นยอดสมบัติในเวลาเพียงครึ่งวัน
เจียงผิงอันลอบสะพรึงในใจ แม้เขาจะไม่รู้วิธีหลอมอาวุธ ก็ยังรู้ว่า
การสร้างอาวุธวิเศษระดับยอดสมบัตินั้นยากเย็นยิ่ง
ทว่าสตรีผู้นี้ใช้เวลาเพียงครึ่งวัน ซ ้ายังหลับตาพริ้มเพลิดเพลิน
กับการนวดไปพลาง
ไม่อาจทราบได้เลยว่าสตรีผู้นี้แท้จริงแข็งแกร่งเพียงไร
อวิ๋นเหยาจิ้มพู่กันพิพากษาเข้าไปในจมูกเจียงผิงอันพลางกล่าว
“การจะสร้างสมบัติลับกาลเวลาต้องมีศิลากาลเวลา วังหลังนี้มีศิลา
กาลเวลาแค่เล็กน้อย พัฒนามากมายมิได้ เพิ่มความต่างเวลาขึ้นได้
เพียงสิบห้าเท่า”
“หากเจ้าอยากพัฒนามากกว่านี้ ก็ต้องไปหาศิลากาลเวลามา”
การสร้างยอดสมบัติมิใช่ขีดจำกัดของอวิ๋นเหยา แต่เป็นข้อจำกัด
ทางวัตถุดิบ
เจียงผิงอันอยากลองแท่นศิลานี้แทบทนไม่ไหว เขาปล่อยเท้านาง
เหินไปที่แท่นศิลา วางผลึกเซียนลงไป เปิดค่ายกลแล้วเริ่มฝึกฝน
อาวุธวิเศษแขนงกาลเวลาใช้ทรัพยากรมหาศาล ทุกทบเท่าการ
เร่งเวลาก็ทวีทรัพยากรที่ต้องใช้ตามไป
เจียงผิงอันฝึกฝนบนนั้นหนึ่งวัน แต่ถึงกับใช้ผลึกเซียนไปหนึ่ง
ร้อย
เป็นความเร็วการสิ้นเปลืองที่น่ากลัวยิ่ง เจียงผิงอันกระทั่งรู้สึกว่า
ฝึกฝนบนนี้ไม่คุ้มเลย
หากฝึกฝนบนนี้หนึ่งวันเท่ากับร้อยผลึกเซียน สิบวันก็คือหนึ่งพัน
ร้อยวันคือหมื่นผลึกเซียน หนึ่งปีใช้ผลึกเซียนเกือบสี่หมื่นชิ้น
ต้องทราบว่าผู้ฝึกตนทั่วไปในระดับเขา หากไร้ช่องทางพิเศษ
เก็บหอมรอมริบแทบตาย ทั้งปีก็ได้ผลึกเซียนแค่หลักหมื่น
มองเผิน ๆ เหมือนผู้ฝึกตนทั่วไปก็ใช้แท่นศิลานี้ได้ ทว่าผู้ฝึกตน
ทั่วไปก็ยังต้องใช้ผลึกเซียนในการกินอยู่
อย่างผลึกเซียนและโอสถที่ต้องใช้ฝึกฝนอยู่ทุกวัน ผลึกเซียนที่
ต้องจ่ายเพื่อเข้าฟังบทเรียนของผู้อาวุโส ผลึกเซียนที่ต้องจ่ายเช่า
เคหา ไหนจะค่าของขวัญเข้าปราชุมในวันสำคัญอื่นใด…
ผู้ฝึกตนทั่วไปมีเงินเหลือออมไม่มากในแต่ละปี บางผู้กระทั่งติด
หนี้
สรุปคือ ผู้ฝึกตนทั่วไปหาจ่ายค่ายกลกาลเวลาเช่นนี้ไหวไม่
เดิมที เจียงผิงอันไร้กังวลเรื่องการใช้จ่ายผลึกเซียน แต่อวิ๋นเหยา
สตรีผู้นี้โกยผลึกเซียนนับล้าน ๆ ของเขาไปหมดแล้ว
หมายความว่าเขาต้องหาทางสะสมเงินใหม่อีกรอบ
เส้นทางเซียนก็คือเส้นทางแห่งเงินตราในบางความหมาย
หากไร้ทรัพย์ก็มิอาจซื้อโอสถดี ๆ เคหาชั้นยอด คำชี้แนะชั้นดี
จากผู้อาวุโสและอื่น ๆ ได้ กระทั่งยามแต่งงานกับคู่บำเพ็ญ การฝึกฝน
ของคู่บำเพ็ญและบุตรหลานก็ใช้ผลึกเซียนเช่นกัน
เจียงผิงอันอยากเติบโตจนคืนชีพบุพการีได้ ทรัพยากรที่เขา
ต้องการยิ่งมหาศาลเกินใคร เขากระทั่งต้องใช้พลังจากหลายภพภูมิ
ด้วยซ ้า…
ทรัพยากรมีจำกัด ย่อมต้องปราชันชิงมา นี่คือรากเหง้าของ
สงครามมากมาย
“ถ้าอยากหาผลึกเซียน ก็เรียกข้าเป็นแม่บุญธรรมสิ ข้าสอนเจ้า
หลอมโอสถสร้างอาวุธได้นะ”
อวิ๋นเหยาในโลงแก้วผลึกรู้ความคิดเจียงผิงอัน เท้าคางเอ่ยขึ้น
เนิบ ๆ
นางดูแสนว่างไม่มีอะไรทำ
เจียงผิงอันไม่คิดเรียนสิ่งเหล่านี้ พลังงานของเขามีจำกัด เขาไม่
มีเวลาเรียน ‘คัมภีร์มารกลืนสวรรค์’ และอักขระศักดิ์สิทธิ์สาย
ความเร็วที่สตรีผู้นี้ให้มา และยังมิได้ศึกษา ‘คัมภีร์ตัดชีวิต’ ที่อาจารย์
เขาให้ไว้เลย
นอกจากนั้น เขาก็ไม่แน่ว่าจะมีพรสวรรค์พอเรียนด้วย
แถมเขายังมีขวดกลืนสวรรค์ กลืนร่างคนหลอมเป็นทรัพยากรได้
ไฉนต้องเสียเวลาไปเรียนเรื่องเหล่านี้ด้วย?
แม้เจียงผิงอันไม่พูด อวิ๋นเหยาก็ยังอ่านความคิดเขาออก “เจ้าคิด
ว่าขวดกลืนสวรรค์จะช่วยเจ้าได้เสมอไปหรือ?”
“ขวดกลืนสวรรค์ช่วยเจ้าในยามนี้ได้ก็จริง แต่เงื่อนไขที่ขวด
กลืนสวรรค์นี้ดูดซับได้มีจำกัด ยามเจ้าบรรลุเซียน ต่อให้สูบเซียนเข้า
ไปได้ ก็ไม่มีทางหลอมได้ตรง ๆ”
“สู้เรียนรู้อาชีพกอบโกยทรัพยากรไว้ ภายหน้าจะได้มีโอกาส
แลกทรัพยากรพยุงการฝึกฝนของตนเอง เจ้าอยากบุกรุกภพขนาด
เล็กเพื่อชิงทรัพยากรจากตัวตนสามัญยามขาดแคลนในภายหน้า
หรือ?”
ยามผู้ฝึกตนบรรลุถึงระดับหนึ่ง ทรัพยากรที่ต้องการจะทวีสูงจน
เหลือรับ วิธีการหาทรัพยากรทั่วไปมิอาจคงการใช้ชีวิตและฝึกฝน
ของเซียนได้อีก
เพื่อให้ได้ทรัพยากรมา เซียนมากมายจึงตกต ่าไปปล้นฆ่าตัวตน
สามัญ
หลังวาจาเหล่านี้ เจียงผิงอันก็ครุ่นคิดหนัก
ขณะเขาอยู่ในภพแร้นแค้น เขามีอ่างสัมฤทธิผลให้ใช้ ในภพ
เซียนก็มีขวดกลืนสวรรค์ หาขาดทรัพยากรไม่ แต่มิได้คิดหาวิธี
กอบโกยรายได้ทางอื่นไว้เลย
เมื่อได้ยินวาทะสตรีผู้นี้ เขาก็รู้สึกว่าต้องหาวิชาสร้างรายได้ติด
ตัวไว้จริง ๆ
หาไม่ ภายหน้ายามขอบเขตเคลื่อนสูง ความช่วยเหลือจากขวด
กลืนสวรรค์ก็จะเหลือไม่มาก หากไร้หนทางหาเงินอื่น ปัญหา
มากมายก็จะเกิดขึ้นจริง ๆ
อวิ๋นเหยาพลันเอ่ยปาก “ดีมาก ถึงกับเลือกหลอมอาวุธ วิสัยทัศน์
ยอดเยี่ยม ข้าในกาลก่อนเป็นปรมาจารย์เซียนนักหลอมศาสตราผู้
โดดเด่นเกินใคร ยามนี้ขอเพียงเจ้าเรียกข้าเป็นแม่บุญธรรม ข้าก็จะ
ถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับการหลอมศาสตรากับเจ้า”
เจียงผิงอัน “…”
เขาพูดตอนไหน! แม่นี่หลายบุคลิกหรือ?
“ผู้อาวุโสโปรดอย่ารบเร้ากันเลย ข้าจะไปหาทรัพยากรมาช่วย
ท่านฟื้นตัวนะ”
อวิ๋นเหยาเงียบไปครู่หนึ่ง “ในเมื่อเจ้าไม่รับข้าเป็นแม่บุญธรรม
ข้าก็สอนวิชาหลอมศาสตราของตระกูลข้ามิได้ แต่สอนวิชาเสริมพลัง
ศาสตราให้เจ้าเพิ่มฤทธิ์อาวุธวิเศษต่าง ๆ กระทั่งศาสตราเซียนได้นะ
น่าจะพอแล้วสำหรับเจ้า”
“ขอบคุณผู้อาวุโส” เจียงผิงอันกุมกำปั้นขอบคุณ
“ไม่ต้องขอบคุณกันหรอก ข้ายังต้องให้เจ้าช่วยหาทรัพยากร
อยู่… อีกสักเดี๋ยวข้าจะสอนวิธีเสริมพลังอาวุธให้เจ้า ยามนี้ข้าช่วยเจ้า
ยกระดับสมบัติลับกาลเวลา ใช้พลังไปมากนัก เลยอยากพักสักหน่อย
…”
อวิ๋นเหยายังพูดไม่ทันจบ นางก็คอพับไปทั้งๆ ที่ยังนั่งในโลงแก้ว
ผลึก ประหนึ่งหลับไปแล้ว
เจียงผิงอันเห็นนางเป็นเช่นนี้ก็เดินไปหา เตรียมจะจัดท่านางให้
นอนดี ๆ
ทันทีที่สัมผัสถูกไหล่นาง อวิ๋นเหยาก็พลันเงยหน้า ปราณชวนสะ
พรึงกระแทกบนตัวเจียงผิงอันราวดวงดาวโถมใส่
“เจ้าจะทำอะไร!”
อวิ๋นเหยาจ้องเจียงผิงอันเขม็ง
เจียงผิงอันพลันหลั่งเหงื่อ สัมผัสได้ว่าสตรีผู้นี้ลบเขาหายจาก
หล้าได้เพียงคำนึง “ข้าเห็นผู้อาวุโสนั่งสัปหงกเช่นนี้ ท่าทางไม่สบาย
ตัว เลยอยากจัดท่าให้นอนราบไป มิได้จะทำอะไรผู้อาวุโสขอรับ”
“อ๋อ”
ศีรษะของอวิ๋นเหยาห้อยตก สัปหงกหลับไปอีกครั้ง
แรงกดดันต่อตัวเขาสลายไป เจียงผิงอันผ่อนลมหายใจโล่งอก
เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าสตรีผู้นี้ตื่นตัวอยู่เสมอ และระแวงคนนอก
อย่างยิ่ง
นางต้องกังวลเรื่องถูกศัตรูเจอตัวอยู่เช่นกันแน่ ๆ
เขาจัดท่านอนให้อวิ๋นเหยา ปิดฝาโลงแก้วผลึก แล้วเจียงผิงอันก็
นั่งบนแท่นศิลา เตรียมตัวฝึกฝน
ขณะนั้นเอง หนึ่งเสียงก็ดังขึ้นจากกิ่งมารสะเทือนสรวงอย่าง
ตื่นเต้น
“พอเจ้าได้เรียนวิชาเสริมพลังระดับสูง เสริมพลังให้ข้าทีนะ!”
นี่คือจิตศาสตราของกิ่งมารสะเทือนสรวง เฉิงเซวียน
เฉิงเซวียน องค์หญิงจากเมืองเสินปิงซึ่งถูกทำลายโดยเผ่าจระเข้
กลืนสวรรค์ กาลก่อนขณะตามล้างแค้น นางได้พบกับเจียงผิงอัน
ภายหลังระเบิดตนเอง ผสานวิญญาณเข้ากับกิ่งมารสะเทือนสรวง
ด้วยวิชาลับพิเศษ และจากนั้นมา นางก็อยู่ในกิ่งมารสะเทือนสรวง
เพราะความช่วยเหลือของเฉิงเซวียน แม้ขอบเขตของเจียงผิงอัน
จะไม่สูง เขาก็ยังเร่งพลังส่วนใหญ่ของกิ่งมารสะเทือนสรวงออกมาได้
นับว่าอีกฝ่ายช่วยเขาไว้เยอะยิ่ง
เฉิงเซวียนอยากยกระดับกิ่งมารสะเทือนสรวงจากยอดสมบัติ
เป็นศานสตราเซียน เพื่อที่วิญญาณของนางจะได้ออกมาโลดแล่น
อย่างเป็นอิสระได้มากขึ้น มิต้องติดอยู่ในกิ่งไม้เย็น ๆ นี้ตลอดเวลา
“ได้สิ”
สำหรับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ เจียงผิงอันย่อมไม่ปฏิเสธ