สู่วิถีอมตะ - บทที่ 73 เมืองหมิงหวัง
บทที่ 73 เมืองหมิงหวัง
เจียงผิงอันกลับเข้าห้อง เปิดอาคมปราการ นำอ่างสำริดออกมาและวางเม็ดบงกชแจ้งวิถีลงไป
ยามแสงทองเรืองสาด เม็ดบงกชแจ้งวิถีห้าเม็ดก็ปรากฏขึ้นในอ่างสำริด
“มิคาดเลยว่าเม็ดบัวนี้จะสูงค่าจนลอกเลียนได้เพียงห้าต่อหน มิน่าเล่าเซี่ยชิงจึงสะเทือนใจนัก”
ก่อนหน้านี้ เซี่ยชิงกล่าวไว้ว่าของสิ่งนี้ทำให้ผู้คนเข้าใจกฎเกณฑ์ได้ และขอบเขตของเจียงผิงอันก็ยังไม่สูงพอสัมผัสเรื่องเหล่านี้
แต่เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าความเข้าใจต่อวรยุทธ์ต่าง ๆ กำลังพัฒนา
เขาเก็บเม็ดบงกชแจ้งวิถีอื่น ๆ ไป นำเม็ดที่เพิ่งผ่าศิลามาได้มาช่วยทำความเข้าใจ พัฒนาการบรรลุวรยุทธ์ของตน
ความรู้สึกนี้อัศจรรย์ยิ่งนัก เพียงหนึ่งชั่วยาม เจียงผิงอันก็วาดอักขระอัสนีในกายได้หนึ่งลาย
ขอเพียงเขาใช้อักขระอัสนีนี้ เขาก็จะสามารถไหวกายห่างออกไปเกือบจั้งได้ทันที
ส่งผลเลิศล้ำได้ทั้งในการต่อสู้และเลี่ยงหลบ
เมื่อเขาเรียนอัสนีพริบตาจนบรรลุ หนึ่งวันก็จะสัญจรได้พันลี้
สรรพคุณประจักษ์แจ้งของเม็ดบงกชแจ้งวิถียอดเยี่ยมอย่างยิ่ง และอารมณ์ของเจียงผิงอันก็สดชื่นยินดีนัก
เขาฝืนความอยากทำความเข้าใจต่อ และนำเม็ดบงกชแจ้งวิถีไปที่ห้องของเซี่ยชิง
ขณะที่เขากำลังจะเคาะประตู เสียงอ่อนโยนของเซี่ยชิงก็ดังมาจากข้างใน
“เข้ามาสิ”
เจียงผิงอันผลักประตูเข้าไป
เซี่ยชิงเปลี่ยนมาสวมอาภรณ์ขาวเรียบง่ายอีกครั้ง นางนั่งบนแท่นฝึกฝน ในมือถือคัมภีร์โบราณเล่มหนึ่ง
เจียงผิงอันกุมกำปั้นคารวะ “องค์หญิง ข้ามาที่นี่เพื่อส่งเม็ดบงกชแจ้งวิถีแก่ท่านขอรับ”
เซี่ยชิงเปิดอาคมปราการ ลุกขึ้นเดินมาคว้ามือเจียงผิงอัน พามานั่งบนแท่นฝึกฝนด้วยรอยยิ้มบาง “ภายหน้าไม่ต้องเกรงใจข้าเพียงนั้นแล้ว ข้าเห็นเจ้าเป็นน้องชายคนหนึ่ง”
เจียงผิงอันรีบร้อนกล่าว “ผู้น้อยมิกล้าปีนเกลียวขอรับ!”
“บอกแล้วไง ไม่ต้องเกรงใจอะไรขนาดนั้น”
เซี่ยชิงวางเม็ดบงกชแจ้งวิถีไว้ด้านข้าง กุมมือเจียงผิงอันพลางกล่าวอย่างเคร่งขรึมแต่อ่อนหวาน “หากมิใช่ข้าไม่เคยแต่งงาน คงอยากรับเจ้าเป็นบุตรบุญธรรมด้วยซ้ำไป”
“ฝ่าบาท…”
“ยังมากพิธีอีก หากยังไม่หยุดข้าจะโกรธแล้วนะ เรียกข้าเป็นพี่หญิงสิ” เซี่ยชิงแสร้งทำหน้าตึง ดูโมโหนัก
เจียงผิงอันลำบากใจยิ่ง พูดไม่ออกเล็กน้อย ไม่รู้ทำไม เขาจึงรู้สึกเสมอว่าทั้งคู่ดูแสนเหินห่าง
ขณะนี้ เซี่ยชิงดึงตัวเจียงผิงอันเข้ามากอดในอ้อมแขน ใช้วิชาคลื่นสำเนียง
“ผิงอัน พี่รู้ว่าการอยู่ตัวคนเดียวอย่างเจ้าเป็นเรื่องยาก บุพการีถูกทำร้ายอย่างป่าเถื่อน เจ้ายังต้องระแวงทุกผู้รอบข้าง เจ้าเพิ่งอายุสิบห้า แรงกดดันที่แบกรับมหาศาลเกินตัวนัก ภายหน้า พี่สาวผู้นี้จะช่วยเจ้าแบกรับทุกอย่างเอง”
กลิ่นหอมสดชื่นกระทบจมูก ร่างนิ่งเกร็งของเจียงผิงอันผ่อนคลายลงอย่างเกินควบคุม
หัวใจถูกกระทบโดยความอบอุ่นเกินครั้งใด ทำลายแนวป้องกันในใจโถมทะลัก มือของเขากอดเอวอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว
“พี่… พี่หญิง”
“เจ้าน้องชาย ต้องแบบนี้สิ”
มุมปากเซี่ยชิงยกยิ้ม แย้มสรวลประดับใบหน้า
เด็กหนุ่มผู้นี้ไม่เหมือนคนอื่น เขาดูเย็นชา แต่ให้คุณค่ากับคุณธรรมความสัมพันธ์ เป็นคนประเภทที่ให้ค่าความผูกพันมากกว่าผลประโยชน์
หาไม่ เขาคงไม่ให้เม็ดบงกชแจ้งวิถีกับนางทันที แต่ขายให้กับหอวาณิชมั่งคั่งกว้างไกลไปแล้ว
เด็กหนุ่มเช่นนี้ ต้องผูกมิตรสร้างสัมพันธ์ไว้ให้แน่น
นี่เป็นเนื้อหาบทแรกของจรรยากษัตริย์ ให้ความสำคัญใส่ใจ ซื้อใจบริวารทั้งมวล
แม้เด็กหนุ่มผู้นี้จะสู้อัจฉริยะคนอื่น ๆ ไม่ได้ แต่ก็ยังเติบใหญ่เป็นผู้มีฝีมือที่ใช้งานได้เช่นกัน
เขายังรู้จักทดแทนบุญคุณ ควรค่าฝึกฝนยิ่งกว่าอัจฉริยะคนอื่น ๆ
เจียงผิงอันรู้สึกอึดอัดยากหายใจขึ้นมา
“พี่หญิง ยามนี้แล้ว ข้าขอไปฝึกฝนก่อนนะขอรับ”
“ไปสิ เอาหินวิญญาณล้านนี้ไป ในนี้ประสบการณ์ของผู้ฝึกกายาอยู่ด้วย มันจะช่วยเจ้าได้”
เซี่ยชิงมอบแหวนเก็บของสีเขียววงหนึ่งให้กับเจียงผิงอัน “กับพี่หญิงผู้นี้ เจ้าไม่ต้องเกรงใจ เทียบกับเม็ดบงกชแจ้งวิถีแล้ว แค่นี้น้อยเกินเหลือบแล”
“ขอบคุณพี่หญิง”
เจียงผิงอันมิได้ปฏิเสธ รับแหวนเก็บของมาอย่างตื้นตันนัก
“บอกแล้วไง ไม่ต้องเกรงใจมากพิธี” เซี่ยชิงแย้มยิ้มพริ้มเพรา ดุจสายลมเย็นยามคิมหันต์ ชวนให้รู้สึกสดชื่นอบอุ่นใจ
เจียงผิงอันลุกขึ้นเดินจาก
เมื่อประตูปิดลง รอยยิ้มเจิดจรัสบนใบหน้าเซี่ยชิงก็เลือนหาย คืนสู่ปกติ อ่อนโยนทว่าห่างเหินพันลี้
เซี่ยชิงเผยอริมฝีปากแดง โยนเม็ดบงกชแจ้งวิถีเข้าปากแล้วนั่งลงขัดสมาธิ
“ด้วยเม็ดบงกชแจ้งวิถีนี้ ข้าก็เข้าใกล้การทะลวงสู่ขอบเขตแปรเทวะไปอีกก้าว บัลลังก์ต้องเป็นของข้า!”
เจียงผิงอันกลับถึงห้อง แล้วรอยยิ้มผ่อนคลายบนใบหน้าก็เลือนสิ้น
“ว่าแล้วเชียว ท่านอาจารย์บอกไว้ไม่ผิด องค์หญิงผู้นี้เจ้าแผนการนัก”
“แต่เช่นนี้ ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ข้าดีต่อนาง นางก็ดีต่อข้า”
เจียงผิงอันรู้ว่าที่เซี่ยชิงทำตัวสนิทสนมอ่อนโยนก็เพื่อซื้อใจตน
แต่ก็ไม่เป็นไร สิ่งที่เขาต้องการที่สุดยามนี้ก็คือการเติบโตอย่างปลอดภัย
ยิ่งกว่านั้น หากสร้างสัมพันธ์อันดีกับอีกฝ่ายได้ โอกาสได้วิชาลับของต้าเซี่ยมาก็ยิ่งมากขึ้น
จุดประสงค์หลักของการเข้าร่วมการแข่งขันประลองร้อยเมืองก็เพื่อวิชาลับ
เขาเปิดอาคมปราการ นั่งลงบนที่นอน
เขานำเม็ดบงกชแจ้งวิถีเม็ดหนึ่งเข้าปาก แล้วหลับตาลง
ความอ่อนเยาว์บนใบหน้าเด็กหนุ่มค่อย ๆ จางหาย
บนเส้นทางการฝึกฝนนั้นเหมือนเดินบนชั้นน้ำแข็งบาง หากไม่ระวัง ก็อาจจมสู่สระน้ำแข็งอันมิอาจปีนออก
มีเพียงการแข็งแกร่งขึ้น ยามเผชิญวิกฤตจึงสามารถพอรับมือ
หลายวันจากนั้น เจียงผิงอันฝึกฝนทีละขั้นตอน
เวลาครึ่งหนึ่งถูกใช้ไปกับการหลอมรวมโลหิตผู้ครองกายาศักดิ์สิทธิ์ ขณะที่อีกครึ่งใช้ทำความเข้าใจวรยุทธ์ต่างๆ
ภายใต้อิทธิพลของเม็ดบงกชแจ้งวิถี เพียงยี่สิบวัน อักขระอัสนีสิบสายก็ถูกวาดในร่าง
อักขระอัสนีทั้งสิบก่อเป็นอักขระอัสนีอันแข็งแกร่งกว่าหนึ่งลาย ซึ่งเมื่อใช้มัน ก็จะสามารถเคลื่อนกายพริบตาได้สามสิบจั้ง
เมื่อวาดอักขระอัสนีได้ร้อยทบ อัสนีพริบตาก็จะพัฒนาไปสู่ขั้นใหม่
โดยพื้นฐาน หมัดอู๋จี๋ขั้นสองก็ถือว่าบรรลุแล้ว
ความแตกต่างระหว่างขั้นแรกและขั้นสองของหมัดอู๋จี๋นี้คือ มันสามารถใช้ได้กับอำนาจสูงกว่าตนสี่เท่า และพลังป้องกันเพิ่มขึ้นอย่างมาก
“เจ้าท่อนไม้! เจ้าท่อนไม้!”
วันนี้ เมิ่งจิงสิ่งมาหาเขาอย่างเบิกบาน
“ข้าสร้างอักขระอัสนีได้ห้าทบแล้วนะ จากที่ท่านแม่ข้าบอกไว้ ข้านี่อัจฉริยะสุด ๆ ไปเลย!”
เมิ่งจิงเท้าเอว ยืดอกน้อย ๆ ที่กำลังพัฒนาอย่างสุดภาคภูมิ
“อืม ร้ายกาจมากเลย”
เจียงผิงอันพยักหน้า แม่หนูผู้นี้มีพรสวรรค์ธาตุสายฟ้า การฝึกฝนของนางรวดเร็วยิ่งนัก
“ฮึ ว่าแล้วว่าเจ้าต้องมีท่าทีเช่นนี้ รีบออกมาเร็ว ถึงเมืองหมิงหวังแล้ว น่าดูชมมากเลย!”
เมิ่งจิงลากเจียงผิงอันวิ่งออกจากห้อง
เมื่อเขาออกมาที่ดาดฟ้า เห็นเหตุการณ์ตรงหน้า เจียงผิงอันก็ดูตะลึง
เรือเหาะนับไม่ถ้วนละล่องเหนือเวหา เรืองรองจรัสจ้า
เรือเหาะที่พวกเขาอยู่เป็นเพียงเรือเหาะขนาดกลาง
มีเรือเหาะลำหนึ่งมีขนาดสามพันจั้ง ปกคลุมนภาบังตะวันเยี่ยงสัตว์ร้ายบรรพกาล!
อาคารละล่องเหนือเวหา เรืองประกายเฉิดฉาย แต่ละแห่งกว้างใหญ่เกินจวนเจ้าเมืองที่เคยเห็นมา
ผู้ฝึกตนมากมายเหาะเหินทั่วฟ้า เห็นสัตว์ภูตกลายพันธุ์หายากมากมาย เทียบกันแล้ว เสี่ยวไป๋ดูจืดจางธรรมดาขึ้นมาเลย
มีกระทั่งมังกรซึ่งปรากฏกายเพียงในภาพวาดด้วยตนหนึ่ง! ยาวอย่างน้อยก็หมื่นจั้ง!
ไม่สิ สัตว์ภูตกลายพันธุ์ตนนี้หามีกรงเล็บไม่ มิใช่มังกร แต่เป็นมังกรคะนองน้ำ*[1]ต่างหาก
มังกรคะนองน้ำตนนี้ขดเหนือขุนเขาอันมิอาจมองเห็นยอด ดูเหมือนกำลังนอนหลับ
ทุกลมหายใจพ่นปราณหนาดุจหมอกในฟ้าดิน
และเหนือยอดเขายังมีหมู่อาคารเรียงรายซับซ้อน ยิ่งใหญ่เจิดจรัสสุดตา
“ตื่นตาน่าดูชมจริง ๆ ด้วย”
เจียงผิงอันอดทอดถอนใจมิได้ เมืองหมิงหวังรุ่งเรืองเหลือเกิน แล้วแคว้นต้าเซี่ยจะอลังการเพียงไร
“สุนัขพื้นเมือง นี่เรียกตื่นตาน่าดูชมหรือ? ห่างไกลจากสำนักเพียวเหมี่ยวของข้านัก”
หนึ่งเสียงดังขัดขึ้นเฉียบพลัน
อารมณ์ดี ๆ ของเจียงผิงอันหายวับทันตา
[1] มังกรคะนองน้ำ หรือ เจียว (蛟) มีรูปลักษณ์คล้าย ๆ มังกรกึ่งงู ไม่มีเท้า อาศัยในน้ำเป็นหลัก จึงถูกเรียกว่ามังกรคะนองน้ำ