สู่วิถีอมตะ - บทที่ 74 การปกป้องของเซี่ยชิง
บทที่ 74 การปกป้องของเซี่ยชิง
เจียงผิงอันชำเลืองโจวเฟิงอย่างเฉยชา
โจวเฟิงถือกระบี่ สีหน้าสุดเย้ยเยาะเจียงผิงอัน “ทำตาเช่นนั้นหมายความเช่นไร ไม่พอใจหรือ? สู้กันสิ”
เสียไปห้าล้าน เขาในยามนี้สุดหงุดหงิดอยากระบายเต็มที
เมิ่งจิงเย้ยกลับอย่างพิกล “โอ้ มิใช่คนที่เสียไปห้าล้านหรือ ไหนเจ้าชื่ออะไรนะ? เสียไปห้าล้านแน่ะ ศิษย์สำนักเพียวเหมี่ยวร่ำรวยเหลือเกิน”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ โจวเฟิงก็อึดอัดในอก
เพราะพนันศิลาหมดไปห้าล้าน เขาจึงไม่มีกะใจฝึกฝนตลอดหลายวันนี้ ทุกครั้งที่คิดถึงมัน เขาก็เจ็บช้ำเสียดาย ทำไมเขาจึงโง่เง่าซื้อขยะด้วยราคาห้าล้านด้วย
สีหน้าของโจวเฟิงบิดเบี้ยว ด่าเจียงผิงอันว่า “สวะ รู้จักแต่ซ่อนหลังสตรี”
เพียะ!
หนึ่งฝ่ามือพลันฟาดหน้าโจวเฟิงจนแดงในทันที
โจวเฟิงหันมองสตรีตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ
เซี่ยชิงจ้องโจวเฟิงอย่างดูแคลน กล่าวเสียงเรียบ “ยามนี้เจียงผิงอันเป็นน้องชายข้าแล้ว เจ้ามีคุณสมบัติอะไรมาว่าเขาเป็นสวะ?”
“ก่อนหน้านี้เจ้าไม่รู้ ดังนั้นข้าจะปล่อยเจ้าไป แต่หากมีครั้งหน้า เจ้าจะพูดอะไรไม่ได้อีกเลย!”
เมื่ออัจฉริยะมากมายจากเขตเฮยเฟิงเห็นเหตุนี้ ดวงตาของพวกเขาพลันเบิกกว้าง
เจียงผิงอันกลายเป็นน้องชายขององค์หญิงไปได้อย่างไร?
แม้เมิ่งจิงก็ตกใจ แต่นางพอเดาเหตุผลได้
ขอเพียงไม่ได้โง่ ก็เดาเหตุผลได้ทั้งสิ้น
ต้องเป็นเพราะเม็ดบงกชแจ้งวิถีนั่นแน่ ๆ
ทุกคนมองเจียงผิงอันอย่างริษยา การได้เป็นน้องชายขององค์หญิงเป็นสิ่งที่ใครหลายคนได้แต่ฝันถึง
โจวเฟิงรู้สึกใบหน้าแสบร้อนนัก
เขาอ้าปากเหมือนจะพูดบางอย่าง ทว่าปราณน่าสะพรึงกลัวจากร่างของเซี่ยชิงแผ่เข้าประชิด พร้อมลงมือทุกเมื่อ
โจวเฟิงฝืนโทสะก้มหน้า สายตาสุดเคียดแค้น
แม้สำนักเพียวเหมี่ยวจะไม่กลัวต้าเซี่ย แต่สถานะของเขาต่ำต้อยเกินเทียบองค์หญิงเก้ามากนัก
อย่าว่าแต่ตบหน้าเลย ต่อให้เขาถูกสะบั้นหัว สำนักเพียวเหมี่ยวอย่างมากก็มาบ่นสองสามคำ ชดเชยกันก็จบไป
เซี่ยชิงไม่สนใจอีกฝ่ายอีก นางโอบเอวเจียงผิงอันพูดยิ้ม ๆ “น้องชายยังบินไม่ได้ เดี๋ยวพี่หญิงพาไปเอง”
“ส่วนคนอื่น ๆ ตามมา”
ว่าแล้ว นางก็ทะยานเวหาไปสู่อาคารเหนือยอดเขามังกรคะนองน้ำ
อัจฉริยะคนอื่น ๆ พากันฟื้นความตะลึงและทะยานตาม
พวกเขาหาคาดไม่ว่าเซี่ยชิงจะปกป้องดีเพียงนี้ เพื่อเจียงผิงอัน นางยอมล่วงเกินอัจฉริยะจากสำนักเพียวเหมี่ยว
การติดตามองค์หญิง ไม่มีทางเป็นเรื่องแย่แน่นอน
เมื่อเห็นเจียงผิงอันอยู่ในอ้อมแขนเซี่ยชิง เมิ่งจิงก็อารมณ์ไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก
โจวเฟิงยืนนิ่งกับที่ กำมือแน่นจนเกิดเสียงกระดูกลั่น
เขารู้สึกเหมือนถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีอีกครั้ง
“นังนี่! สมควรถูกลดขั้นแล้ว เจ้าคู่ควรเป็นจักรพรรดิด้วยหรือ? ฝันไปเถอะ!”
“เพื่อขยะชิ้นเดียว เจ้ากล้าตบข้า”
“อยากได้ผลงานจากศึกที่เกาะเทวะเพื่อกลับนครหลวง? เหลาจื่อจะไม่ให้เจ้าสมหวังแน่!”
“อย่าให้ข้าเจอเจียงผิงอันในการประชันเชียว! หาไม่ ข้าจะให้เขาตายอย่างไร้ที่ฝัง!”
โจวเฟิงมิได้ตามพวกเซี่ยชิงไป แต่จากไปอย่างแค้นเคือง
เขาไม่เคยถูกเหยียดหยามเพียงนี้นับแต่ยังเล็ก และต้องล้างแค้นเอาคืน
ในเมื่อที่นี่ไม่ต้อนรับ เขาไม่อยู่ก็ได้
ด้วยฝีมือของเขา ไปเข้าร่วมกับเมืองใดก็มีแต่จะได้รับการดูแลให้ค่า มิใช่หยามเหยียดกัน
เขาอยากเข้าร่วมการแข่งขันให้เมืองอื่น แล้วจงใจหมายหัวเซี่ยชิงในการแข่งขันเพื่อเอาคืน
“พี่หญิง โจวเฟิงไปแล้วขอรับ”
เจียงผิงอันชำเลืองเหลือบหลัง เห็นว่าโจวเฟิงไม่ได้ตามมา
“ไม่เป็นไรหรอก ขอเพียงน้องชายอารมณ์ดีก็พอ มิใช่ว่าตำแหน่งเข้าแข่งขันจะเป็นของน้องชายแล้วหรือ?”
เซี่ยชิงกล่าวยิ้ม ๆ
เค้าสะเทือนใจปรากฏในแววตาของเจียงผิงอัน
เขาคิดไม่ผิด อีกฝ่ายปกป้องเขาอยู่จริง ๆ ศิลาอัคนีทมิฬและเม็ดบงกชแจ้งวิถีมิได้มอบให้ไม่เสียเปล่าแล้ว
อันที่จริง ก่อนหน้านี้เซี่ยชิงให้ค่าฝีมือโจวเฟิงมากพอตัว
แต่อวิ๋นหวงได้ศิลาอัคนีทมิฬไป บรรลุพลังพิเศษ จะติดสามอันดับแรกได้แน่นอน
และเมื่อมีฟางซิง จินหลิน และเมิ่งจิง อย่างน้อยก็น่าจะติดอันดับได้อีกหนึ่งหรือสองคน
โจวเฟิงไม่จำเป็นแล้ว
ไล่โจวเฟิงไปหนึ่งคน แลกกับน้องชายเลิศล้ำที่ปักใจเชื่อมั่นในนาง ซ้ำยังสร้างความประทับใจดี ๆ แก่ผู้อื่นได้ นับว่าพอแล้ว
ไม่มีวิธีแก้ปัญหาได้เลิศล้ำทุกทาง มีแต่ได้อย่างเสียอย่างเท่านั้น
เจียงผิงอันมิคาดถึงผลเช่นนี้ ปรากฏว่าตำแหน่งของเขาหวนคืนกลับมา
“ข้างหน้านั่นผู้ใด!”
หนึ่งเสียงเฒ่าชราดังมาจากอาคารอันลอยเหนือเวหา
“เจ้าเมืองเฮยเฟิง เซี่ยชิง!”
สิ้นเสียงเซี่ยชิง สะพานสายรุ้งก็ทอดลงตรงหน้า ชายชราผมขาวผู้หนึ่งปรากฏกาย กุมกำปั้นคารวะ
“ยินดีต้อนรับองค์หญิงเก้า”
“อืม”
เซี่ยชิงพยักหน้าราบเรียบ
ทุกคนเหยียบลงบนสะพานสายรุ้ง ตามชายชราผมขาวไปยังจัตุรัสกว้างแห่งหนึ่ง
จัตุรัสแห่งนี้กว้างยิ่งนัก มีหนุ่มสาวมากมายฝึกฝน และยังมีผู้ประมือประลองกัน
เมื่อคนเหล่านี้เห็นคณะของเซี่ยชิง สีหน้าของพวกเขาต่างเคร่งขรึม
“คนจากเขตเฮยเฟิงมาแล้ว”
“ข้าได้ยินมาว่าองค์หญิงเก้าเฟ้นพบอัจฉริยะมากมายในการแข่งขันนี้ มีทั้งร่างเทวะวิหคอมตะ ร่างหมื่นทอง ผู้ฝึกจิต กระทั่งคนจากสำนักเพียวเหมี่ยวและตระกูลโบราณ”
“แม่เจ้า! อัจฉริยะมากมายเพียงนั้น ใครจะล้มได้?”
“เจ้าเมืองบอกว่า พลังต่อสู้โดยรวมของคณะพวกเขาติดสามอันดับแรกแน่นอน”
การปรากฏตัวของเซี่ยชิงและคณะก่อให้เกิดเสียงอึงอล อัจฉริยะมากมายหน้าตาไม่สู้ดี
แต่ก็ยังมีผู้กระตือรือร้นอยากประชันอยู่เช่นกัน
เด็กหนุ่มผมสีแดงเพลิงผู้หนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเซี่ยชิง
“ผู้น้อยว่านเฉิน เป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเขตเหยียนหยาง เกิดมาพร้อมร่างอัคคีหยาง เจ้าของร่างเทวะวิหคอมตะท่านนั้น ข้าอดใจรอพิสูจน์แทบไม่ไหวแล้วว่าเพลิงของท่านจะร้ายกาจ หรือเพลิงของข้าจะแรงกว่ากัน”
เด็กหนุ่มจ้องตรงมาที่อวิ๋นหวง สัมผัสปราณธาตุไฟของอีกฝ่ายได้
อัจฉริยะมากมายในจัตุรัสรู้จักว่านเฉิน และนับแต่วันที่เขามา คนผู้นี้ก็ชอบท้าทายอัจฉริยะเมืองต่าง ๆ เอาชนะยอดยุทธ์ธาตุไฟมากมาย เผยฤทธาแข็งแกร่งยิ่ง
มิอาจทราบได้ว่าร่างเทวะวิหคอมตะหรือร่างอัคคีหยางจะร้ายกาจกว่ากัน
ม่านตาสีแดงของอวิ๋นหวงหดตัว วิหคอมตะลวงตาอันยิ่งใหญ่พลันปรากฏเบื้องหลัง ผลาญเผาโลหะ เผยนิมิตอหังการ
วิหคเทวะอมตะสะบัดปีก ส่งพายุเพลิงโหมเข้าใส่ว่านเฉิน
ว่านเฉินสัมผัสปราณนี้ สีหน้าแปรเปลี่ยนมหันต์ รีบปล่อยมังกรเพลิงออกมาสกัดต้าน
เปรี้ยง!
มังกรเพลิงแหลกระเบิด ว่านเฉินถูกฟาดกระเด็นไป
อวิ๋นหวงเก็บนิมิตกล่าวเบา ๆ “อีกไม่กี่วันจะเริ่มแข่งขันแล้ว ไม่ต้องรีบเช่นนั้นหรอก”
คณะเคลื่อนเดินต่อ
ว่านเฉินกระแทกเข้ากับเสาต้นหนึ่ง โลหิตกระอักทะลักจากปาก สีหน้าตื่นตะลึงขวัญผวา
อัจฉริยะคนอื่น ๆ ต่างตะลึง
แม้ทั้งสองจะประมือกันเพียงหน ก็เห็นได้ว่าสองฝ่ายหาทัดเทียมกันไม่!
น่ากลัวยิ่งนัก
จะไปสู้กับเขตเฮยเฟิงได้อย่างไร?
“ข้าหวังว่าจะไม่ไปเจอสตรีผู้นี้หรือร่างเทวะคนใดเลย อัจฉริยะคนอื่น ๆ ในเขตเฮยเฟิงนั้นธรรมดา ยังรับมือง่ายกว่า”
“นั่นสิ เว้นแต่สัตว์ประหลาดไม่กี่คนพวกนั้น คนอื่น ๆ ก็ไม่ต่างจากเราเลย”
“หวังว่าข้าจะเจอพวกอ่อนแอหน่อยนะ เมื่อครู่ข้าเห็นเจ้าหนูท่าทางทื่อ ๆ คนหนึ่ง ดูจัดการง่ายอยู่”
อัจฉริยะหลายคนเริ่มภาวนาขออย่าได้เจออวิ๋นหวง อัจฉริยะน่ากลัวเช่นนี้มิใช่ผู้ที่พวกเขารับมือได้เลย
เมิ่งจิงดีดตัววิ่งมาตรงหน้าเจียงผิงอัน กระซิบว่า “เจ้าท่อนไม้ สีหน้าเจ้าทึ่มทื่อเกินไปแล้ว หยิ่งผยองสักหน่อยสิ เดี๋ยวผู้อื่นจะคิดเอานะว่าเจ้ารังแกง่าย”
“ข้าก็ไม่ได้แข็งแกร่งจริง ๆ นี่นา” เจียงผิงอันพูดเบา ๆ
เมิ่งจิงเผยสีหน้าแบบ บอกผียังไม่เชื่อเลย
ผู้อื่นหารู้ฝีมือเจียงผิงอันไม่ แต่นางรู้ดียิ่งนัก
นางมักไปแวะห้องเจียงผิงอันบ่อย ๆ และครั้งหนึ่งยามอีกฝ่ายกำลังฝึกฝน ร่างของเขาปล่อยปราณโลหิตประหลาดออกมา ทำให้ลมหายใจของนางเกือบนิ่งค้างไม่ไหวติง ไม่อาจขัดขืนใด ๆ ได้เลย