สู่วิถีอมตะ - บทที่ 758 เข้าสู่ใจกลางสุสาน
ปราณกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวพุ่งเข้าใส่เจียงผิงอันด้วยความเร็ว
อันน่าสะพรึงกลัว เติ้งเส้าสี่มิอาจหยุดทัน
เจียงผิงอันซึ่งกำลังรับมือหุ่นเชิดสัมผัสอันตรายได้ เขาก็เร่งใช้
อักขระศักดิ์สิทธิ์สายความเร็วในกาย กางปีกสีทองคู่หนึ่งเบื้องหลัง
ปัดปราณกระบี่พุ่งลงใส่เทือกเขาเบื้องล่าง
ตู้ม!
ปราณกระบี่แฉลบลงจากเบื้องบน แยกขุนเขาไปพร้อมกับผ่าหุ่น
เชิดตัวหนึ่งแยกเป็นสองซีก
ยามเห็นหุ่นเชิดร่วงลงพื้น เจียงผิงอันก็หน้าเสีย
สารเลวสมควรตายนี่ หุ่นเชิดที่ควรราคาห้าแสนผลึกเซียนโดน
ผ่าไปแบบนี้ มูลค่าก็ตกระนาวเลย
เรื่องสำคัญที่สุดคือ หากเขาไหวตัวไม่ทันพอ กระบี่นี้ก็น่าจะโดน
เขาจัง ๆ หากผู้ฝึกตนขั้นกลางระดับเขตแดนคนอื่นมาโดนเข้า ได้
ตายแน่มิต้องสืบ
เจียงผิงอันเงยหน้ามองไปทางเส้าเฉวียน แต่ก็พบว่าอีกฝ่ายหาย
ตัวไปแล้ว
การโจมตีนี้เป็นเพียงอุบายที่เส้าเฉวียนใช้หลอกเติ้งเส้าสี่
จุดประสงค์ก็เพื่อหาโอกาสหนีต่างหาก
สมาชิกคณะเสินกวงคนอื่น ๆ ก็ใช้ไพ่ตายช่วยชีวิตของแต่ละคน
หายตัวไป เหลือเพียงผู้เคราะห์ร้ายสองคนที่ไร้หนทางหนี ถูกคณะ
เลือดเหล็กรุมสังหาร
และเจียงผิงอันก็ฉวยโอกาสนี้สลายหุ่นเชิดที่พุ่งเข้ามาตัวแล้วตัว
เล่า
ได้หุ่นเชิดมาเกือบร้อย กลับไปต้องใช้เวลาซ่อมมันมาขายใหม่
สักหน่อย แล้วหมื่นปีก็จะมีผลึกเซียนใช้ไม่ขาด!
เพิ่งมาก็ล ่าซำมั่งมี มิน่าเล่าคนมากมายจึงออกสำรวจดินแดนลับ
กับสุสานต่าง ๆ รายได้เป็นกอบเป็นกำจริงแท้
เจียงผิงอันก็อารมณ์ดีขึ้นเพราะเหตุนี้ด้วย
“เส้าเฉวียนสมควรตายนั่น หากหนีไม่เร็วล่ะก็ ข้าคงระเบิดหัวมัน
ได้แล้ว” เติ้งหลวนด่าไม่หยุดปาก อารมณ์เสียอย่างยิ่งที่ฆ่าตัวการ
มิได้
“อย่าบ่นเลยน่า เจ้านั่นแข็งแกร่งมาก เราฆ่าเขามิได้หรอก”
จัดการได้ห้าคน เติ้งเส้าสี่ก็พอใจแล้ว แต่ความแค้นนี้ยังไม่จบ
“เรารีบเข้าใจกลางสุสานกันเถอะ เดี๋ยวอีกฝ่ายจะหาคนมาเล่นงานเรา
เพิ่ม”
เรื่องสำคัญที่สุดในขณะนี้คือไปหา ‘วิชาลวงสวรรค์’ ในตำนานที่
ใจกลางสุสาน มิใช่สู้กับใคร หากคิดสู้กัน ภายหน้าก็ยังมีโอกาส
“รอเดี๋ยวก่อน ข้าจะเข้าไปในรอยแยกมิติ ในนั้นมีค่ายกลสังหาร
ข้าจะแยกส่วนมัน” เจียงผิงอันทิ้งวาจาไว้ แล้วเหินไปยังรอยแยกมิติ
ค่ายกลสังหารข้างในไม่น่าแย่ หากแยกส่วนได้ก็คงนำไปขายได้
ไม่น้อย
“ข้างในอันตราย ต้องการให้ช่วยหรือไม่?” เติ้งเส้าสี่ถาม
“มิต้อง” แล้วเจียงผิงอันก็หายเข้ารอยแยกมิติไป
พวกเติ้งเส้าสี่มิได้ตามไป พวกเขามิใช่ผู้ใช้ค่ายกล หากสุ่มสี่สุ่ม
ห้าเข้าไปก็ตายเปล่ากันพอดี
อันที่จริง เจียงผิงอันมิใช่ผู้ใช้ค่ายกลอะไรหรอก แต่เขามองเห็น
เนตรค่าย และยังมีศาสตราเซียนพู่กันพิพากษาช่วยเหลืออีกด้วย
โลกใบน้อยแห่งนี้ใช้ศาสตราเซียนมิได้ แต่รอยแยกมิตินี้มิน่าใช่
ส่วนหนึ่งของโลกใบน้อย เส้าเฉวียนจึงบอกว่าหุ่นเชิดมิอาจเข้าได้
เพราะอยู่นอกบริเวณทำการ
เมื่อเห็นเจียงผิงอันเข้ารอยแยกมิติไป เติ้งหลวนก็อดถามเสียง
เบามิได้ “พี่ไปเชิญเทพระดับนี้จากไหนกัน ร้ายกาจเกินไปแล้ว ตบ
ทีเดียวแยกส่วนอาวุธหุ่นเชิดแหลกสนิทเลย”
เติ้งหลวนตกใจกับวิชาสลายยุทธภัณฑ์ของเจียงผิงอันอย่างยิ่ง
เติ้งเส้าสี่มองเจ้าโง่ตรงหน้า ไม่ยอมตอบคำถามของน้องชาย
สมาชิกคณะเลือดเหล็กคนอื่น ๆ พอจะเดาตัวตนของ ‘ปัวซือ’ ได้
แล้ว ไม่นานมานี้ ปีกที่ ‘ปัวซือ’ ใช้ยามหลบการโจมตีของเส้าเฉวียน
คุ้นตาอย่างยิ่ง
คนผู้นั้นต่อสู้แทบไม่พักสี่ร้อยวัน สร้างเสียงฮือฮาสะท้านสะเทือน
สำนักศึกษาชางจืออย่างมหาศาล ขณะนี้ในสำนักศึกษาชางจือยัง
พูดถึงเขาไม่สร่างซา
ขณะเดียวกัน ที่ทางเข้าโลกใบน้อย สมาชิกคณะเสินกวงทั้งห้าที่
หนีมาได้รวมกลุ่มกัน สีหน้าย ่าแย่ยิ่งดุจมารดาสิ้นขัย
“คณะเลือดเหล็กสมควรตาย!” เส้าเฉวียนกำหมัดพลางแผด
เสียงอย่างเดือดดาล
วางแผนมาตั้งนาน กระทั่งเตรียมค่ายกลสังหารระดับเซียนไว้ คิด
ว่าไร้ช่องโหว่ใด ๆ แต่มิคาดว่าจะถูกอีกฝ่ายจับได้ล่วงหน้า กระทั่ง
ลอบโจมตีพวกเขาโดยมิทันตั้งตัว
คณะเลือดเหล็กรู้ได้อย่างไรว่าเป็นพวกเขา?
ผู้ฝึกตนโชกเลือดคนหนึ่งเอ่ยอย่างอิดโรย “พี่เส้า ผู้ฝึกตนขั้น
กลางระดับเขตแดนนั่นดูเหมือนจะเป็น…”
“เจ้าไม่ต้องพูดหรอก ข้าเห็นแล้ว ปีกนั่นคือ ‘วิชาปีกเทวะ’ อันลือ
นามยิ่ง ทั่วทั้งสำนักศึกษาชางจือมีคนใช้ได้อยู่แค่สอง และก่อนหน้านี้
เจ้าเติ้งเส้าสี่นั่นก็เรียกอีกฝ่ายว่า ‘สหายเต๋าเจียง’ ต้องเป็นเจียงผิงอัน
หลังทะลวงขอบเขตแน่ ๆ!”
เส้าเฉวียนมิได้โง่ เขาย่อมจำเจียงผิงอันได้ “สารเลวเจียงผิงอันนี่
เพิ่งพ้นเสินกวงของเราไปก็ตั้งตัวเป็นศัตรูกับเสินกวงเราแล้ว ขยะที่
เป็นเซียนมิได้กล้าต่อกรกับเราเสินกวง ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องตาย!”
ผู้ฝึกตนหญิงนางหนึ่งกล่าว “พี่เส้า ข้าอยู่ในกลุ่มหาคนตั้งค่าหัว
จำได้ว่ามีคนตั้งค่าหัวเจียงผิงอันอยู่ เขาน่าจะมีความแค้นกันอยู่นะ”
ดวงตาของเส้าเฉวียนเรืองประกาย สีหน้าบิดเบี้ยวเหยเก “ในเมื่อ
เป็นเช่นนี้ ก็เอาที่อยู่เขาไปประกาศเลย เดี๋ยวก็มีคนไปหาเรื่องเขา
เอง”
ที่พวกเขาเผชิญอันตรายมากมายเช่นนี้ ทุกอย่างก็เพราะเจียงผิง
อันขวางหุ่นเชิดทั้งหลายไว้ ทำให้พวกคนจากคณะเลือดเหล็กมี
โอกาสล้อมโจมตีพวกเขา ดังนั้นเจียงผิงอันต้องชดใช้
“กลับไปพักฟื้นก่อน หาทางเข้าใจกลางสุสานทางอื่น”
เส้าเฉวียนปรารถนาอยากได้ ‘วิชาลวงสวรรค์’ และอยากเข้าสู่ใจ
กลางสุสานยิ่ง
ในโลกใบน้อยของราชินีปีศาจ เจียงผิงอันใช้เวลาปลดค่ายกล
สังหารภายในเพียงเล็กน้อย เนื่องจากค่ายกลไม่ถูกกระตุ้น มันจึง
ปลดได้ง่ายดาย
เขาประหลาดใจเมื่อพบว่านี่เป็นค่ายกลระดับเซียน
เป็นสมบัติชิ้นใหญ่เลย
ได้ไพ่ตายมาอีกชิ้นแล้ว
ทว่า ค่ายกลเช่นนี้ใช้ผลึกเซียนมหาศาล หากมิใช่จนตรอกจริง
ๆ ต่อให้ต้องใช้ศาสตราเซียน ก็มิอาจใช้ธงค่ายกลนี้ได้
เจียงผิงอันออกจากรอยแยกมิติ กลับสู่คณะ “ขออภัยที่ให้รอ
นาน ไปกันเถอะ”
ปวงชนเหินไปยังใจกลางสุสานกันต่อ ก่อนหน้านี้เจียงผิงอันเดิน
รั้งท้าย ไร้ผู้ใดสนใจเขา แต่ยามนี้ ปวงชนพิทักษ์เขาไว้กลางคณะ
มหาเทพผู้นี้จัดการกับหุ่นเชิดได้ ส่งผลสำคัญว่าพวกเขาจะหา
สมบัติอย่างปลอดภัยได้หรือไม่ ต้องมิให้เกิดอะไรขึ้นกับเขา
เติ้งหลวนซึ่งตามมาด้านหลังมองตามหลังเจียงผิงอัน จู่ ๆ ก็นึก
อะไรออก ร่างของเขาพลันชะงักค้าง ดวงตาเบิกกว้าง “จริงด้วย! ข้า
เคยเห็นปีกเจ้ามาก่อน! เจ้า… เจ้าคือเจียงผิงอันคนนั้น!”
ในที่สุดเขาก็รู้ตัวตนของเจียงผิงอันเสียที
ปวงชนเหาะเหินต่อไป เมินเติ้งหลวนไว้เบื้องหลัง
เมื่อเห็นคนอื่นไร้ปฏิกิริยา เติ้งหลวนก็โหวกเหวก “พวกเจ้าไม่ได้
ยินที่ข้าพูดหรือ! เขาคือเจียงผิงอันซึ่งต่อสู้ต่อเนื่องสี่ร้อยวัน บุคคล
ขั้นต้นระดับเขตแดนอันดับหนึ่งตราบประวัติการณ์เลยนะ!”
“เฮ้อ~”
เติ้งเส้าสี่ถอนหายใจ เจ้าน้องโง่นี่เมื่อไหร่จะโตหนอ
เติ้งหลวนเห็นปวงชนไร้ปฏิกิริยา ก็พลันฉุกใจว่าเขาอาจเป็นคน
สุดท้ายที่จำเจียงผิงอันได้
นอกจากนั้น ในเมื่อเจียงผิงอันไม่เผยตัวตน ย่อมคิดซ่อนตัวตน
แต่เขายังโวยวายไม่หยุด ช่างน่าขายหน้าแท้
ใบหน้าของเติ้งหลวนแดงก ่า รีบหุบปากทันใด
ชั่วกาลต่อจากนั้น ปวงชนเผชิญหุ่นเชิดมากมายเป็นระลอก ซึ่ง
พวกมันก็ถูกเจียงผิงอันสลายไปอย่างแสนง่าย สะบั้นการเชื่อมต่อ
ระหว่างหุ่นเชิด ทำให้หุ่นเชิดตัวอื่นไม่ถูกเรียกมา เส้นทางต่อจากนั้น
จึงสุดแสนปลอดภัย
เพราะมีเจียงผิงอัน จำนวนศึกที่พวกเขาต้องลงมือจึงลดลง
มหาศาล
ในที่สุด พวกเขาก็ได้เห็นบริเวณใจกลางโลกใบน้อย
หอคอยโบราณสีแดงขนาดใหญ่ยักษ์สิบแปดชั้นตั้งตระหง่าน
ทะลวงสู่จักรวาลเหนือโลกา ดวงดาวขนาดเล็กลอยวน อักขระเซียน
ลึกลับพริบพรายรายล้อม ลึกลับและแปลกประหลาด
ปราณปีศาจอันน่าสะพรึงกลัวแผ่จากภายใน ทำให้หอคอยระฟ้า
สีแดงนี้ดูเทาทึบลง เป็นภาพที่ทำให้ปวงชนรู้สึกขนลุกซู่
ยิ่งเข้าใกล้ แรงกดดันจากหอคอยสีแดงนี้ยิ่งทวีคูณ
ที่ทางเข้าหอคอยสูง มีอาคมกางกั้นอยู่ชั้นหนึ่ง
ไร้ผู้ฝึกตนใดใกล้เคียง ผู้เข้าได้เข้าไปกันแล้ว ส่วนผู้มิอาจอยู่ต่อ
ก็ไม่กล้าประวิงเวลา ที่นี่มีหุ่นเชิดให้เห็นเต็มไปหมด
เติ้งเส้าสี่นำจี้หยกออกมา “ทุกคนหยดเลือดลงมา ก็จะเข้า
หอคอยระฟ้านี้ได้ ข้างในอันตรายมาก กล่าวกันว่ามีหุ่นเชิดระดับ
เซียนอยู่ ระวังตัวไว้ให้ดี พยายามกลั้นใจอย่าสู้ หาไม่จะดึงหุ่นเชิดมา
หา เข้าใจนะ?”
“เข้าใจ!”
สีหน้าปวงชนเคร่งขรึมโดยพลัน กระทั่งเติ้งหลวนผู้วู่วามใจร้อน
เสมอยังทำตัวดี ๆ กับเขาแล้ว เขาแค่ใจร้อนนะ มิได้โง่
คนทั้งสิบหยดโลหิตบนจี้หยก หยาดโลหิตผสานตัวหายเข้าสู่จี้
แล้วเติ้งเส้าสี่ก็เดินไปยังอาคมที่ประตู ร่างทะลุเข้าไปได้อย่างง่ายดาย
คนอื่น ๆ ตามเขาเข้าไป
เมื่อเข้าไปในหอคอยระฟ้าสีแดงสูงสิบแปดชั้น ภาพตรงหน้าก็
แปรเปลี่ยนไป
ทั่วทิศกว้างไกลเต็มไปด้วยบุปผา กลิ่นหอมโชยชื่น ทิวทัศน์
งดงาม
เติ้งหลวนพึมพำ “นี่น่าจะเป็นวังราชินีปีศาจ สมเป็นสตรี ปลูกบุป
ผาไว้เยอะเพียงนี้… หือ? ทำไมข้าเวียนหัวจัง?”
“แย่แล้ว! กลิ่นบุปผามีพิษ รีบกินยาแก้พิษ!” เติ้งเส้าสี่ตะโกน