สู่วิถีอมตะ - บทที่ 759 โอสถเซียน
ปวงชนสัมผัสได้ว่าร่างกายเกิดความผิดปกติ แข้งขาอ่อนแรง
ศีรษะวิงเวียน เป็นสัญญาณว่าถูกพิษ!
เพิ่งเข้ามาก็ถูกพิษเลย ต้องเป็นพิษเช่นไรกันจึงร้ายกาจได้เพียง
นี้ กระทั่งสุดยอดฝีมือเหล่านี้ยังถูกพิษได้รวดเร็ว!
ปวงชนมิกล้าลังเล รีบกินยาถอนพิษเข้าไป
อยู่ในภพเซียนนั้นอันตราย ยาถอนพิษนับเป็นโอสถสามัญ
เตรียมไว้จัดการกับสถานการณ์เช่นนี้
แต่แล้ว ปวงชนก็ขวัญผวาเมื่อพบว่ายาถอนผิดหามีประโยชน์ไม่
ร่างกายของพวกเขาอ่อนแรงลงทุกขณะ!
พิษอะไรกัน น่ากลัวขนาดนี้!
พวกเขาถอยกรูดไปยังทางเข้าอย่างไม่รู้ตัว เตรียมพร้อมจรจาก
หลีกอันตราย แม้ทรัพยากรจะสำคัญ แต่ไม่สำคัญเท่าชีวิตหรอก
เพิ่งมาก็จะกลับแล้วหรือ? เจ็บใจนัก!
“ไม่ใช่พิษหรอก แต่เป็นพลังพิเศษที่สามารถทำให้พลังในตัวคน
มิอาจทำงานได้”
หนึ่งเสียงดังขึ้นในหมู่คน
ปวงชนล้วนหันมองอย่างประหลาดใจ
เจ้าของเสียงมิใช่ใครอื่นนอกจากเจียงผิงอัน
ไม่รู้พวกเขาคิดไปเองหรือไม่ แต่ใบหน้าเจียงผิงอันคลับคล้าย
ผิดหวัง
พวกเขาไม่ได้เข้าใจผิดหรอก เจียงผิงอันผิดหวังอยู่จริง ๆ
ทีแรกเขาคิดว่าเป็นควันพิษ เขาเลยผสานร่างกับอวตารกลืน
สวรรค์ เตรียมดูดซับพิษนี้มาเพิ่มพลังต่อสู้ให้ตน
แต่มิคาดว่าหลังดูดซับเข้าไป ร่างจริงของเขาก็อ่อนแรงลง
เช่นกัน
ร่างจริงของเขามีความสามารถดูดซับพิษ แต่ร่างจริงกลับทนมัน
ไม่ได้ หลังจากพินิจดี ๆ เขาก็พบว่านี่มิใช่พิษ แต่เป็นพลังพิเศษที่จะ
ทำให้พลังในกายมิอาจทำงาน ร่างกายเลยอ่อนระทวย
เติ้งเส้าสี่ก็ค้นพบเรื่องนี้เช่นกัน “หากมิใช่ควันพิษก็จัดการง่าย
มันจะไม่แทรกซึมสู่รากฐาน ใช้พลังรากฐานขับพลังเหล่านี้ได้ แต่จะ
ใช้เวลาหน่อยเท่านั้น”
“ไม่ต้องลำบากหรอก”
เจียงผิงอันยกมือวางบนไหล่เติ้งหลวนจากข้าง ๆ ใช้อำนาจกลืน
กิน แล้วพลังที่แทรกซึมกายเติ้งหลวนก็ถูกสูบไปทันที
เติ้งหลวนพลันรู้สึกว่าปราณเซียนในตัวเขากลับมาไหลเวียนอีก
ครั้ง ก็สุดตื่นเต้น “พลังของข้ากลับมาแล้ว!”
“รีบกางโล่คุ้มกัน เอาแบบแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ทำได้เลยนะ ต้อง
แยกพลังทั้งหมดรอบตัวเจ้า มิให้พลังนี้เข้าตัวเจ้าได้อีก”
เจียงผิงอันกล่าวเตือน เดินไปวางมือบนหลังคนอื่น ๆ เพื่อช่วยสูบ
พลังพิเศษนี้ออกให้เป็นรายคน
หลังจากเติ้งเส้าสี่ฟื้นพลัง เขาก็สุดเหลือเชื่อ “สหายเต๋าเจียง ดูด
ซับพลังพิเศษนี่ไปเยอะ ๆ ร่างกายเจ้าจะบาดเจ็บหรือไม่?”
คนอื่น ๆ เองก็เป็นห่วง พวกเขาดูดซับพลังไปนิดหน่อยยังเกิด
ปัญหากับการเคลื่อนพลังในกาย เจียงผิงอันดูดซับไปขนาดนี้ น่าจะ
ยิ่งอันตรายกว่าพวกเขาอีก
เจียงผิงอันพูดอย่างสุขุม “ไม่เป็นไรหรอก ข้ามีพลังกลืนกิน
สามารถย่อยพลังนี้ได้ง่าย ๆ น่ะ”
ปวงชนถอนหายใจโล่งอก ขณะเดียวกัน ความตกใจในอกก็มิ
อาจปกปิด
แม้ขอบเขตของเจียงผิงอันผู้นี้จะต ่า แต่ฝีมือกลับแพรวพราว
เรื่องที่ทำให้พวกเขาขวัญผวา อีกฝ่ายก็แก้ได้ง่าย ๆ
โชคดีที่พาเขามาด้วย หาไม่คงไม่รู้เลยว่าพวกเขาจะต้องเผชิญ
ปัญหากันเพียงไหน ยามแรกที่เจอกัน พวกเขานึกว่าอีกฝ่ายเป็นเส้น
สายที่เซียนส่งมาเสียอีก
เติ้งเส้าสี่ไม่พูดขอบคุณมากความ พูดไปก็ไร้ประโยชน์ ไว้หา
สมบัติได้ ค่อยแบ่งให้เจียงผิงอันเยอะหน่อยดีกว่า
หลังจากสำรวจชั้นแรก เติ้งเส้าสี่ก็พูดขึ้น “หลัก ๆ แล้วชั้นแรกก็
เต็มไปด้วยพืชพันธุ์บุปผาเหล่านี้ มีค่าอยู่บ้างแต่ไม่มาก ไร้ค่าให้เก็บ
กลับ ไปชั้นสองกันต่อ”
พวกเขามิได้มาที่นี่เพื่อเด็ดบุปผาถอนพืช แต่มาหาสมบัติ
ระดับสูง
ปวงชนกางโล่คุ้มกัน เหินขึ้นสู่ชั้นสอง
หอคอยสิบแปดชั้นแห่งนี้ใหญ่โตมโหฬาร ผู้ฝึกตนระดับพวกเขา
ต้องเหินอยู่พักหนึ่งกว่าจะพบทางเข้าชั้นสอง
ด้วยสิ่งที่เผชิญในชั้นแรก ยามจะเข้าชั้นสอง ปวงชนจึงยิ่งระวัง
ตัว นำอาวุธวิเศษของพวกตนออกมา แปะยันต์ไว้บนตัว เตรียมพร้อม
รับมือความเสี่ยงใด ๆ
เมื่อก้าวลงบนชั้นสอง อาคารก็เรียงรายเป็นทิวแถวตรงหน้า ปวง
ชนล้วนตื่นตัวพร้อมรับความเสี่ยง
ทว่า นอกจากซากอาคารและเศษหุ่นเชิดพัง ๆ แล้ว ที่นี่ก็ไม่พบ
อะไร และแน่นอนว่าไร้สมบัติ
“นี่น่าจะเป็นเขตอาศัยของสาวใช้ของราชินีปีศาจ ไม่มีของดี
อะไร มีร่องรอยการต่อสู้ใหม่ ๆ อยู่ที่นี่ด้วย ต่อให้มีสมบัติก็น่าจะถูก
เอาไปแล้ว”
ทั้งคณะเร่งความเร็วเหินสู่ชั้นสาม มีผู้เข้ามาที่นี่ตั้งแต่เมื่อปีก่อน
ไม่รู้คนเหล่านั้นไปถึงชั้นไหนบ้าง
ทันทีที่มาถึงชั้นสาม พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังรุนแรง
เมื่อก้าวเข้ามา ก็เห็นผู้ฝึกตนจำนวนมากต่อสู้กัน
ชั้นสามเป็นสวนโอสถ โอสถล ้าค่ามากมายแห้งตายไปแล้ว แต่
ยังมีสมุนไพรบางต้นอยู่รอด โอสถที่รอดมาเหล่านี้ ล้วนใหญ่เป็น
โอสถเซียนล ้าค่าที่อยู่รอดมาเกินนับอายุ
สมุนไพรยาจำนวนมากถูกขุดไปแล้ว เหลือเพียงสามต้นที่ถูก
พิทักษ์ในค่ายกล พวกมันแผ่ปราณคุกรุ่น เรืองรองดุจดวงดาวสาม
ดวง กฎเต๋าเซียนห่อหุ้ม พลังชีวิตยิ่งใหญ่ ประหนึ่งเซียนปรากฏ
ลักษณ์
โอสถเซียน!
แถมยังเป็นโอสถเซียนชั้นเลิศด้วย!
ต่อให้เป็นเซียนสวรรค์หรือเซียนแท้ซึ่งอยู่เหนือกว่านั้นยังสติแตก
ได้เมื่อเห็นโอสถเซียนทั้งสาม!
ผู้ฝึกตนหลายสิบคนเปิดศึกละเลงเลือดกันอยู่ใกล้เคียงสมุนไพร
ทั้งสาม
ยามคนเหล่านี้เห็นว่ามีคนอีกกลุ่มเพิ่มเข้ามา สีหน้าของพวกเขา
ก็งอง ้าสุดขีด
บ้าเอ๊ย มากันอีกกลุ่มแล้ว หมายความว่าโอกาสได้สมบัติน้อยลง
ไปอีก
ผู้ฝึกตนคนหนึ่งตะโกนขึ้น “ทุกคนไม่ต้องสู้กันแล้ว ร่วมกันทลาย
ค่ายกลนี่แล้วแบ่งโอสถเซียนทั้งสามเท่า ๆ กันดีกว่า หากสู้กันเช่นนี้
สุดท้ายก็หาผู้ชนะไม่ได้ ไม่รู้จะมีคนมากันอีกเท่าไหร่ ยิ่งมากคนส่วน
แบ่งยิ่งน้อยนะ”
“อีกอย่าง หากเป็นเช่นนี้ต่อไป มันจะส่งผลกระทบต่อทุกคนใน
การออกสำรวจชั้นสูงกว่านี้ มีคนล่วงหน้าไปก่อนแล้ว หากเรายังแย่ง
กันต่อไป ของดี ๆ จะถูกคนอื่นนำไปหมดแน่”
ผู้ฝึกตนอีกกลุ่มตะโกน “เรื่องอะไรล่ะ เราทุ่มทุนมหาศาลจัดการ
กับหุ่นเชิดเซียนก่อนหน้านี้ ไฉนต้องมาแบ่งกับพวกเจ้าเท่า ๆ กัน
ด้วย?”
“สมุนไพรเหล่านี้ไร้เจ้าของ เจ้ายังไม่ได้พวกมันไปเสียหน่อย
หากไม่พอใจก็สู้กันต่อไป เดี๋ยวก็รู้ว่าเจ้าทนได้นานเพียงไรเชียว!”
“หากไม่สู้กันต่อไป ข้าก็ต้องได้ส่วนแบ่งเพิ่ม” ผู้ฝึกตนที่จัดการ
กับหุ่นเชิดเซียนออกเงื่อนไข
“ได้”
ผู้ฝึกตนทุกฝ่ายพากันถอนตัว หยุดต่อสู้กัน
พวกเขาไม่อยากสู้กันต่อไปแล้ว จึงรีบแบ่งโอสถเซียนทั้งสาม
แล้วออกสำรวจกันต่อไป
หาไม่ ผู้ที่ล่วงหน้าไปก่อนจะได้ของดี ๆ ที่ชั้นบนไปหมด
นอกจากนั้น ค่ายกลนี้ยังเป็นค่ายกลระดับเซียน กำลังฝ่ายหนึ่ง
ฝ่ายใดล้วนยากทะลวง หากร่วมมือกันจะง่ายกว่า
ถึงต่างฝ่ายจะได้โอสถไปเพียงส่วนเล็กๆ แต่ก็ยังเป็นวาสนาท้า
ทายสวรรค์ หากนำไปขาย เซียนได้แย่งกันซื้ออุตลุดแน่นอน
แต่ขอเพียงมิได้ร้อนเงิน ผู้ใดก็ล้วนไม่ขาย โอสถเซียนนี้เพิ่ม
พรสวรรค์และโอกาสบรรลุเซียนระดับสูงได้มากนัก
ขณะที่ปวงชนกำลังจะจับเข่าคุยกันว่าจะเปิดค่ายกลเช่นไร หนึ่ง
เสียงก็ดังขึ้นในฝูงชน
“ทำลายค่ายกลมิได้นะ! อันตรายจะเกิด!”
ปวงชนมองตามเสียง เห็นว่าผู้พูดอยู่ในกลุ่มบุคคลที่เพิ่งมา เรื่อง
น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือ เจ้าของเสียงเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นกลาง
ระดับเขตแดน
ผู้ฝึกตนอย่างเขามาหาที่ตายที่หอคอยสีแดงหรือไร?
ผู้ฝึกตนซึ่งเชี่ยวชาญค่ายกลผู้หนึ่งชำเลืองเจียงผิงอันอย่างเยียบ
เย็น “นี่เป็นค่ายกลคุ้มกัน แม้ระดับสูงแต่จะมีอันตรายอะไร? เจ้ารู้จัก
ค่ายกลหรือ? หากไม่เข้าใจก็อย่าเพ้อเจ้อ”
คนอื่น ๆ ยิ้มเยาะ “ก่อนหน้านี้เราลงมือแล้วก็หลายหน หากมี
อันตราย เราคงตายไปนานแล้ว”
“เจ้านี่มาจากไหน กล้ามาชี้นิ้วสั่งเรา ไสหัวไปไกล ๆ เลย!”
วาทะของผู้ฝึกตนขั้นกลางระดับเขตแดนเช่นนี้ ปวงชนล้วนไม่
สนใจ ไม่มีใครเชื่อสักนิด กระทั่งสงสัยว่าอีกฝ่ายมีเจตนาไม่เป็นมิตร
มีเพียงคนจากคณะเลือดเหล็กเท่านั้นที่เชื่อใจเจียงผิงอันยิ่ง ตั้ง
ขบวนคุ้มกันล่าถอย ระวังอันตรายทันที
เติ้งเส้าสี่ถามขึ้น “สหายเต๋าเจียง ค่ายกลนี้มีอันตรายอะไรหรือ?”
เจียงผิงอันอธิบาย “ข้ามิได้พูดว่าค่ายกลนี้อันตราย แต่โอสถ
เซียนเหล่านี้ต่างหากที่อันตราย”
“ฮ่า ๆ”
คนทั้งหลายระเบิดฮาทันที ยามนี้พวกเขาแน่ใจแล้วว่าอีกฝ่าย
ต้องอยากฮุบโอสถเซียนไว้ลำพัง แล้วแต่งเรื่องมุสาที่กระทั่งคน
ปัญญาอ่อนยังไม่เชื่อแบบนี้ขึ้นมา
หากโอสถเซียนอันตราย เช่นนั้นความอันตรายของมันก็คือกิน
มากเกินไป รับพลังของโอสถเซียนมิได้เท่านั้นแหละ
“หากกลัวตาย พวกเจ้าก็รีบไปเสียเถอะ อย่ามาพยายามฉวย
ประโยชน์ข้างหลังเรา!”
ปวงชนทั้งหลายจ้องมองคนจากคณะเลือดเหล็กอย่างเยียบเย็น
ไม่พอใจยิ่งที่เจ้าพวกมาใหม่พวกนี้ทำให้พวกเขาเสียเวลา
ขณะนั้น กระทั่งคนจากคณะเลือดเหล็กยังนึกสงสัย เจียงผิงอัน
พูดถึงอันตรายอะไรอยู่?
เจียงผิงอันพูดขึ้นอีกครั้ง “โอสถเซียนทั่วไปไม่อันตรายจริง ๆ แต่
ว่า… โอสถเซียนเหล่านี้มีจิตวิญญาณแล้ว! พวกมันมีพลังต่อสู้ใน
ระดับเซียน และกำลังรอพวกเจ้าเปิดค่ายกลเพื่อจับพวกเจ้ากิน!”
ได้ยินเช่นนี้ สีหน้าปวงชนล้วนชะงัก
โอสถเซียนมีโอกาสเกิดจิตวิญญาณจริง ๆ หากโอสถเหล่านี้เกิด
จิตวิญญาณ ต่อให้ไม่รู้วรยุทธ์อะไร แต่เนื่องจากพวกมันเป็นโอสถ
เซียนระดับสูง พวกมันจึงสามารถควบคุมกฎเต๋าเซียนได้ มิใช่สิ่งที่
ระดับอย่างพวกเขาจะรับมือได้เลย
“เหลวไหล! เจ้าเพิ่งมาก็ทึกทักแล้วว่าพวกมันมีจิตวิญญาณ มี
หลักฐานอะไร? เจ้าอยากฮุบไว้คนเดียวชัด ๆ!”
หลายคนยังไม่ยอมเชื่อเจียงผิงอัน