สู่วิถีอมตะ - บทที่ 793 ศึกละเลงเลือด
ความกลัวปรากฏขึ้นในใจ เซี่ยเปิ่นจวินมิคาดเลยว่าเขาจะกลัวผู้
ฝึกตนคนหนึ่งที่ยังไม่บรรลุเซียน
พูดไปก็ไร้คนเชื่อ
“ต้องมิให้สองร่างของเจียงผิงอันผนวกกัน!”
กระทั่งเจียงผิงอันที่ไม่ผสานร่างยังสู้กับเขาได้สูสี หากผสานร่าง
จริง ๆ เขาจะสู้ไหวได้หรือ?
รู้เช่นนี้น่าจะเรียนวรยุทธ์เซียนระดับสูงกว่านี้ไว้ หรือเก็บไพ่ตาย
ระดับเซียนไว้เพิ่มสักหน่อย จะได้มิทุลักทุเลขนาดนี้
ยามนี้เสียใจก็เปล่าประโยชน์ เรื่องสำคัญที่สุดคือจัดการกับเจียง
ผิงอันเสีย
เซี่ยเปิ่นจวินพลันหันกายพุ่งเข้าโจมตีร่างศึกของเจียงผิงอัน
อวตารที่เพิ่งมาของเจียงผิงอันนี้น่าจะรับมือไม่ยากเท่าเจียงผิงอัน
ตรงหน้า จัดการให้ได้ก่อนร่างหนึ่ง ค่อยหาทางจัดการอีกร่างก็ได้
ทว่า เซี่ยเปิ่นจวินมิทันได้โจมตี มิติก็เปลี่ยนทิศ หันตัวเขาพุ่งใส่
ร่างจริงของเจียงผิงอันในบัดดล
เจียงผิงอันมีศาสตราเซียนกำไลทลายมิติบนข้อมือ สามารถ
ควบคุมมิติได้ แม้จะใช้บ่อยมิได้เพราะเปลืองพลังมหาศาล แต่ในยาม
คับขันเช่นนี้ เปลืองพลังแค่ไหนก็ต้องใช้
เมื่อเซี่ยเปิ่นจวินซึ่งกำลังจะเหินใส่ร่างศึกถูกลากตัวมาหา เจียง
ผิงอันก็ออกหมัดเข้าใส่
“บัดซบ!”
ใบหน้าของเซี่ยเปิ่นจวินบูดเบี้ยว เหวี่ยงธงค่ายกลในมือเข้า
ปราชันทันที
สองฝ่ายเปิดฉากปะทะอีกหน ครั้งนี้น่าแปลกที่ไม่มีคลื่นพลังสั่น
ไหวมากนัก
ม่านตาของเซี่ยเปิ่นจวินพลันหดตัว หนึ่งรอยร้าวปรากฏบนธง
ค่ายกลของเขา!
เป็นไปได้เช่นไร! ธงค่ายกลนี่อยู่ในระดับเซียน มีกฎเต๋าเซียนอยู่
ภายใน อีกฝ่ายจะสร้างความเสียหายกับมันได้อย่างไรกัน!
เมื่อเซี่ยเปิ่นจวินเห็นรอยร้าวบนธงค่ายกล เขาก็คิดว่าเป็นเพราะ
การโจมตีของเจียงผิงอัน ทว่าไม่นานจากนั้น เขาก็พบว่าตนเดาผิด
แต่เพราะเจียงผิงอันใช้วิชาประหลาด ทำให้วัสดุและอักขระเซียน
ในธงค่ายกลสลายตัวต่างหาก
“พันค้อนร้อยหล่อหลอม!!”
“เจ้าใช้ ‘พันค้อนร้อยหล่อหลอม’ ได้อย่างไรกัน!”
เซี่ยเปิ่นจวินมองออกว่าเจียงผิงอันใช้วิชาสลายยุทธภัณฑ์ ส่วน
หนึ่งของ ‘พันค้อนร้อยหล่อหลอม’ สุดยอดวิชาหลอมอาวุธ
วิชาสลายยุทธภัณฑ์เป็นกระบวนท่าชั้นสูงของ ‘พันค้อนร้อย
หล่อหลอม’ กระทั่งปรมาจารย์เซียนอย่างเขายังไม่เคยได้แตะต้อง
แล้วเจียงผิงอันจะมี ‘พันค้อนร้อยหล่อหลอม’ ระดับสูงเช่นนี้ได้
อย่างไร!
นับแต่ตระกูลอวิ๋นล่มสลาย ‘พันค้อนร้อยหล่อหลอม’ ก็อยู่ในมือ
ของพวกเขาสำนักร้อยศาสตรา เซี่ยเปิ่นจวินได้เรียนเพียงขั้นแรก
‘พันค้อนร้อยหล่อหลอม’ ระดับสูงก็อยู่ในสำนักร้อยศาสตราของพวก
เขา มีเพียงปรมาจารย์หลอมอาวุธระดับหัวกะทิเท่านั้นที่มีโอกาสได้
เรียน
เมื่อเห็นเจียงผิงอันแผลงวิชาระดับสูงของ ‘พันค้อนร้อยหล่อ
หลอม’ เซี่ยเปิ่นจวินจะไม่ตกใจได้หรือ
สองฝ่ายปะทะไม่หยุดยั้ง และรอยร้าวก็ยิ่งเพิ่มทวีบนธงค่ายกล
ของเซี่ยเปิ่นจวินทุกครั้งคราว
แม้เจียงผิงอันจะบรรลุ ‘พันค้อนร้อยหล่อหลอม’ จนแยกส่วน
ศาสตราได้ง่าย ๆ แต่อีกฝ่ายก็ใช้ศาสตราเซียน คงไม่สมเหตุสมผล
หากเขาจะสลายศาสตราเซียนได้โดยเร็ว เขาจึงทำได้เพียงกร่อน
สภาพศาสตราเซียนของอีกฝ่ายทีละน้อยผ่านการประมือครั้งแล้วครั้ง
เล่า
ขณะที่สองฝ่ายปราชัน อวตารร่างศึกของเจียงผิงอันก็เหินเข้ามา
ร่างทั้งสามผสานสมบูรณ์
ห้าเขตแดนทำลายล้าง จำนงสัประยุทธ์ กำลัง โน้มถ่วงและกลืน
กินสอดประสาน กอปรกับทะเลโลหิตจิตสังหาร ปะทุปราณชวนขน
ลุก มหาศาลไร้ประมาณจากตัวเจียงผิงอัน
ร่างของเซี่ยเปิ่นจวินสั่นสะท้านรุนแรง คลื่นพลังกฎเกณฑ์อัน
ชวนสะพรึงทำให้เซียนอย่างเขารู้สึกกดดันมหาศาล
นี่หรือความแข็งแกร่งของอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งชางจือ?
ก่อนหน้านี้ยามได้ยินเรื่องของเจียงผิงอัน เซี่ยเปิ่นจวินมิได้สนใจ
เลย เขาคิดว่าเจียงผิงอันจะแข็งแกร่งแค่ไหน สุดท้ายก็มิอาจเป็น
เซียน ต่อให้เป็นอันดับหนึ่งในประวัติศาสตร์ ก็ไม่มีทางประมือเซียน
ได้ เขาตบเพียงหนอีกฝ่ายก็ตกตายแล้ว
ยามนี้ ดูเหมือนเขาจะประเมินฤทธิ์อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งชางจือ
ผิดไปไกลลิบ
เจียงผิงอันผู้นี้ ปราชันเซียนได้ด้วยกายปุถุชน!
เซี่ยเปิ่นจวินตัดสินใจเด็ดเดี่ยว ไม่คิดอยู่สู้ต่อ หันกายหลีกลี้ทันที
เขามิใช่ผู้ฝึกตนสายต่อสู้ พลังต่อสู้มิได้แข็งแกร่ง แถมยังถูกลอบ
โจมตีมาก่อน ปราณเซียนในกายเสียหาย ไร้หนทางเติมปราณใน
แดนยมโลกแห่งนี้ อาวุธวิเศษที่มีก็ถูกนำไปขายซื้อวัตถุดิบหลอม
อาวุธหมดแล้ว
ในสถานการณ์เช่นนี้ ไร้โอกาสปราชันเจียงผิงอันได้เลย
เขายอมรับว่าตนเอาชนะเจียงผิงอันไม่ได้ แต่หากเซียนคิดหนี
เสียอย่าง อีกฝ่ายก็หยุดเขามิได้!
“คอยก่อนเถอะ เซียนผู้นี้จะขยี้เจ้าเป็นเสี่ยง ๆ ในสักวัน!”
ก่อนหลบลี้ เขาก็ไม่ลืมทิ้งคำอาฆาตเพื่อรักษาศักดิ์ศรีอันน้อย
นิด
หากมีใครมาเห็นภาพนี้ คงคิดเป็นแน่ว่าพวกตนหูพร่าตาฝาด
เห็นเซียนขวัญผวาหลีกลี้ผู้ฝึกตนซึ่งยังไม่บรรลุเซียนผู้หนึ่ง!
วิ้ง!
อักขระเซียนบนฟ้าโถมทะยาน ก่อตัวเป็นอาคมล้อมตัวเจียงผิง
อันและเซี่ยเปิ่นจวินไว้
นี่คือค่ายกลเซียนที่เจียงผิงอันได้มาในโลกใบน้อยของราชินี
ปีศาจก่อนหน้านี้ คณะเสินกวงเตรียมไว้ลอบโจมตีคณะเลือดเหล็ก
ทว่าเจียงผิงอันมองทะลุเห็นแผนการนี้ล่วงหน้า คณะเสินกวงแพ้พ่าย
ค่ายกลเซียนนี้จึงตกเป็นของเขา
ก่อนร่างศึกปรากฏกาย เขาก็เตรียมค่ายกลนี้ไปพลาง ๆ เผื่อ
ฉุกเฉินแล้ว
และได้ใช้ตามคาดเลย
เจียงผิงอันไม่เคยชอบปล่อยพยัคฆ์คืนภูเขา เขาต้องการเพียง
เลี่ยงปัญหาเรื้อรัง ไม่อยากถูกเซียนผู้ใดหมายหัว
เมื่อถูกขวาง สีหน้าของเซี่ยเปิ่นจวินก็แปรเปลี่ยนมหันต์ อีกฝ่าย
กระทั่งวางค่ายกลลอบโจมตี!
“ศิษย์ข้า หากมีอะไรก็พูดคุยกันดี ๆ เถิด อาจารย์ให้ร้านที่เหลือ
กับเจ้าได้นะ เราไม่เห็นต้องสู้ต้องฆ่ากันเลย”
ยามสู้ได้ก็ใช้หมัดแทนวาจา พอสู้ไม่ไหวก็เริ่มอ้างเหตุผล
“พอฆ่าเจ้า มิใช่ร้านเจ้าก็ตกทอดถึงข้าอยู่ดีหรือ?”
สีหน้าของเจียงผิงอันไร้อารมณ์ เท้าของเขาเหยียบบนทะเล
โลหิต หมัดทลายสุญตาโจมตีต่อไป
เซี่ยเปิ่นจวินเห็นอีกฝ่ายไม่คิดปล่อยเขาไป ก็ตวาดด้วยดวงตา
แดงฉาน “คิดจริง ๆ หรือว่าเซียนผู้นี้ทำอะไรเจ้าไม่ได้! ในเมื่อจะสู้ก็
ตายตกตามกันเสีย!”
หากมัวแต่สั่นกลัวลังเล ไม่ช้าก็เร็วได้ถูกเจียงผิงอันพิชิตแน่ สู้ยิบ
ตาแล้วฝ่าหนีไปยังดีกว่า
สองฝ่ายปะทะกันอย่างดุเดือดในค่ายกล
อูฐอดตายยังตัวใหญ่กว่าม้า แม้เซี่ยเปิ่นจวินจะถูกลอบโจมตีมา
หลายหน เขาก็ยังเป็นเซียนมนุษย์ผู้หนึ่ง พลังชีวิตกล้าแข็ง กฎเต๋า
เซียนของเขารับมือห้ากฎเกณฑ์ของเจียงผิงอันได้
ใต้ดวงตะวันแดงก ่า แดนมรณะแห่งนี้ปกคลุมด้วยกลิ่นคาวเลือด
คละคลุ้ง มวลดาราคลับคล้ายถูกสีโลหิตเข้มข้นนี้บดบัง
ศึกอันดุเดือดทำให้ร่างกายของเจียงผิงอันแหลกร้าว บาดแผล
แล่นริ้วดุจข่ายใยแมงมุม กฎเต๋าเซียนธาตุลมและไฟกัดกร่อนร่างเขา
ไม่ว่างเว้น โลหิตรินหลั่งจากมุมปากต่อเนื่อง ทุกลมหายใจรวดร้าว
ฉีกถึงปอด
เจียงผิงอันหลงลืมการกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดมาเนิ่นนาน
การแผดเสียงโหยไห้ในสมรภูมิรังแต่จะให้ศัตรูเห็นความขลาดเขลา
ของเขาเปล่า ๆ
เม็ดเหงื่อรินปนโลหิต เลื่อนหยดตามสันแก้มสู่อาภรณ์ขาดวิ่น
แม้เขาจะบาดเจ็บสาหัส ดวงตาก็ยังลุกโชนด้วยเปลวเพลิงไร้จำนน
เซี่ยเปิ่นจวินก็มิได้สุขสบาย โลหิตสดทะลักไหลอาบอาภรณ์ขาว
จนแดนฉาน แต่เขาก็ไม่มีอำนาจฟื้นบาดแผลมากมายนัก
แดนยมโลกแห่งนี้ไร้ปราณ มิอาจฟื้นสิ่งที่เสียไปในการต่อสู้นี้ได้
กลับกัน เจียงผิงอันสามารถกลืนกินพลังของเขามาฟื้นพลังตน
ได้ตลอด
ศึกอันดุเดือดนี้ดูไม่จบสิ้น สองฝ่ายล้วนตาแดงฉาน นี่เป็นการ
ต่อสู้ตัดสินเป็นตาย มีเพียงหนึ่งเดียวที่จะรอดออกไปจากค่ายกลนี้ได้
การต่อสู้ครั้งนี้กินเวลาเนิ่นนาน บางทีอาจเป็นเดือน บางหนอาจ
เป็นปี ทั้งสองลืมการผันผ่านแห่งเวลา ในใจมีเพียงความคิดสังหารอีก
ฝ่ายเท่านั้น