สู่วิถีอมตะ - บทที่ 811 เวิ้งจักรวาล
“ผู้อาวุโสอวิ๋นเหยา ท่านไปจากข้าเถอะ”
เจียงผิงอันยืนบนดาดฟ้าเรือศึก มองตนเข้าใกล้ขอบจุลภพเทพ
โบราณมากขึ้นทุกขณะพลางกล่าวกับอวิ๋นเหยาในตัวเขา
“เจ้าแน่ใจนะว่าจะไปเวิ้งจักรวาลจริง ๆ? หากเจ้าเหยียบสู่เวิ้ง
จักรวาล เจ้าก็อาจต้องใช้ชีวิตที่เหลือของเจ้าที่นั่น เจ้ายังมีเวลาเหลือ
อีกสองสามร้อยปี ยังกลับบ้านได้นะ หากพลาดมันไป เจ้าจะไม่เหลือ
โอกาสพบหน้าญาติมิตรอีกแล้ว อย่าทิ้งชีวิตเพราะผู้หญิงคนเดียว
เลย ไม่คุ้มค่าหรอก”
อวิ๋นเหยาปริปากเกลี้ยกล่อม
“ในสายตาผู้อาวุโส ยังต้องชั่งใจอีกหรือว่าการช่วยเหลือคนที่รัก
คุ้มค่าหรือไม่?” สีหน้าของเจียงผิงอันหนักแน่น ไร้เค้าลางโลเล “ผู้
อาวุโส โปรดไปเถิด”
ไม่ว่าผู้ใดที่เขารัก เขาก็พร้อมสละชีวิตช่วยเหลือ
“เหอะ ๆ เจ้าโง่” อวิ๋นเหยาแค่นเสียงเย้ย “เซียนผู้นี้อยู่ว่าง ๆ ยาม
นี้ ไปเที่ยวเล่นที่เวิ้งจักรวาลหน่อยก็ได้ ไว้ยามเจ้าตาย ข้าก็จะกลับมา
เองแหละ”
เห็นสตรีผู้นี้ไม่ยอมไป เจียงผิงอันก็เลิกมากความ นำพู่กัน
พิพากษาออกมาจ่ายปราณเข้าไป
เขียนอักษรบรรทัดหนึ่งบนสุญตาว่า: ทำให้ข้าพบศิษย์พี่หญิง
เหมียวเสียที
แสงทองเฉิดฉันหลากออกจากในพู่กันพิพากษา กฎผลกรรม
แผลงฤทธิ์ เพียงพริบตา พลังในตัวเจียงผิงอันก็หายสิ้น
เขาเพิ่งกลืนกินเซียนไปสองสามคน ปราณในกายมหาศาลสุด
ขั้ว แต่แค่ใช้ศาสตราเซียนชิ้นนี้เพียงหน เขาก็มิเหลือพลังอย่างน่า
ตกใจ
กระทั่งยอดฝีมือขอบเขตเซียนมนุษย์ทั่วไปยังมิอาจใช้ศาสตรา
เซียนผลกรรมชิ้นนี้ตามลำพังได้เลย
เจียงผิงอันเปิดหลุมดำกลืนกิน โยนผลึกเซียนจำนวนมากที่เจ้า
สำนักให้มาเข้าไปเติมปราณทันที
เนิ่นนานจากนั้น พู่กันพิพากษาเลิกสูบพลัง แสงจากมันก็ดับ
มอดคืนสู่ความสงบ
เจียงผิงอันเก็บพู่กันพิพากษา เร่งเรือศึกมุ่งหน้าสู่เวิ้งจักรวาล
เขาไม่รู้ว่าผลกรรมก่อลักษณ์แล้วหรือไม่ เขาจะหาศิษย์พี่หญิง
พบที่ไหนยามใด แต่ก็ไม่มีความหมายแล้ว
เรือศึกระดับเซียนที่เจ้าสำนักเซียนอวี่หวงให้มาลำนี้เป็นหนึ่งใน
สุดยอดเรือศึกของสำนักเซียนอวี่หวง ขึ้นชื่อด้านความเร็ว ผสาน
อักขระเซียนระดับสูงมากมาย ยามเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุด เซียน
ปฐพีส่วนใหญ่มิอาจตามมันทัน
เรือศึกทะลวงผ่านกำแพงเขตแดนของจุลภพเทพโบราณ มายัง
เวิ้งจักรวาลอย่างรวดเร็ว
สุญตารอบทิศดำสนิท ไร้ซึ่งแสงสว่าง ปราศจากปราณ ทิศทาง
กฎฟ้าดินใด ๆ ทั่วทิศมีเพียงความวังเวง
เจียงผิงอันได้ยินกระทั่งเสียงโลหิตในกายไหลเวียน
เมื่อเหลียวมองกลับไป เบื้องหลังก็มืดสนิท เห็นเงาร่างจุลภพเทพ
โบราณอย่างเลือนราง ยิ่งมุ่งหน้าจากไป สรรพสิ่งก็ยิ่งพร่าเลือน
เมื่อไร้กฎเต๋าเซียน ทัศนวิสัยและจิตสัมผัสของเขาก็ได้รับ
ผลกระทบเช่นกัน
ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ประหนึ่งคนจมน ้าไร้ที่ยึดเกาะ ให้
ความรู้สึกชวนลนลานขวัญผวาอย่างบอกไม่ถูก
“ยามนี้ คิดกลับหลังก็ยังไม่สายนะ”
อวิ๋นเหยาเกลี้ยกล่อมขึ้นอีกครั้ง
เจียงผิงอันเหมือนไม่ได้ยิน เร่งเรือศึกให้เพิ่มความเร็ว พุ่งทะยาน
สู่สุญตาอันเวิ้งว้าง
ไร้ทิศทางชัดเจน ไร้จุดหมายระบุเที่ยงแท้ ไร้หนทางกลับหลัง
เหมือนเช่นชีวิตที่มีเพียงต้องก้าวต่อ นับแต่ยามเขาเหยียบย่างสู่
เส้นทางการฝึกฝนบรรลุเซียน เขาก็มิอาจหยุดฝีเท้าได้อีก และไม่รู้
ต้องมุ่งหน้าไปที่ใดกว่าจะหยุดได้
“เซียนผู้นี้คิดว่าเจ้าใจเย็นมาก ไม่มีวันบุ่มบ่าม ต่อหน้าเซียนยัง
คิดแผนการได้อย่างสุขุม แต่เซียนผู้นี้คิดผิด เจ้าเป็นคนบุ่มบ่ามสุด ๆ
โดยเฉพาะยามบุคคลใกล้ตัวอยู่ในอันตราย แค่ทางถอยให้ตัวเองเจ้า
ยังไม่เหลือไว้”
อวิ๋นเหยารำพึงด้วยน ้าเสียงสุดซับซ้อน
เจียงผิงอันไร้วาจา นั่งขัดสมาธิที่หัวเรือ ปล่อยจิตสัมผัสสำรวจ
สรรพสิ่งที่อยู่ในขอบเขตรับรู้
รอบทิศมืดสนิท ไม่มีแม้แต่ดาวร้างสักดวง ไร้สิ่งใดให้ประจักษ์
และในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ความกลัวจะถูกขยายฤทธิ์เกินนับเท่า
เกิดจิตหลอนได้เสมอว่าบางสิ่งชวนขนลุกจับจ้องอยู่ในความมืดมิด
เหินทะยานในสภาพแวดล้อมเช่นนี้สองสามวัน ให้ความรู้สึก
ประหนึ่งผ่านไปหลายปี
ความเดียวดาย หนาวเหน็บ มืดมิดนั้นราวผู้ป่วยระยะสุดท้ายรอ
วันตาย มิอาจเห็นแสงสว่างแห่งความหวังใด ๆ
“เตือนเจ้าหนสุดท้าย ก่อนเจ้าจะหลงออกนอกเส้นทาง รีบ
กลับไปเสีย ยิ่งออกมาไกลยิ่งกลับยากนะ”
อวิ๋นเหยาพูดอย่างเคร่งขรึม
ปุถุชนเดินเข้าป่ายังหลงทาง นับประสาอะไรกับเวิ้งจักรวาลอันไร้
ขอบเขต กว้างใหญ่เสียยิ่งกว่าภพเซียนมิอาจทราบเท่าทบ ไร้สิ่งใด
ใช้เป็นพิกัดบ่งชี้ มิอาจแยกแยะทิศทางบนล่างซ้ายขวา ยิ่งสัญจรไกล
ก็จะมิอาจได้เห็นภพเซียนอีกก็เป็นได้
เจียงผิงอันสูดหายใจลึก สงบสติตัวเอง “ผู้อาวุโส สอนข้าตี
ศาสตราเซียนหน่อย”
“เรียนมันยามนี้มีประโยชน์อะไร เดี๋ยวเจ้าก็ต้องตายอยู่แล้ว”
“มันเงียบขนาดนี้ หากไม่ทำอะไรสักอย่างก็จะบ้าได้น่ะสิ” เจียงผิง
อันไม่รู้ว่าเขาจะหาศิษย์พี่หญิงเจอยามใด และมิอาจสติแตกก่อนได้
เจอศิษย์พี่หญิงได้
“ก็ได้ เซียนผู้นี้ก็อยู่ว่าง ๆ จะสอนเจ้าแก้เบื่อแล้วกัน”
อวิ๋นเหยาลุกขึ้นจากโลงแก้วผลึก วารีเซียนไหลลงตามผิวเนียน
ขาวและเส้นผมยาว อาภรณ์เซียนขาวพิสุทธิ์ก่อลักษณ์ปกคลุมเรือน
ร่างไร้ที่ติ เรียวขาเพรียวขาวเยื้องออกจากโลงแก้วผลึก
ที่แห่งนี้มิใช่ส่วนหนึ่งของภพเซียน อยู่นอกกฎเกณฑ์ภพเซียน
ศัตรูของนางมิอาจตรวจพบนางได้ จึงสามารถออกมาอย่างมั่นใจ
“เจ้ายังไม่บรรลุเซียน การตีศาสตราเซียนจะเป็นเรื่องยาก ทว่า
มิใช่เป็นไปไม่ได้ ประการแรก เจ้าต้องเข้าใจหลักการทำงานของกฎ
เต๋าเซียนก่อน….”
อวิ๋นเหยาเดินมาหาเจียงผิงอัน เริ่มเทศนาว่าจะตีศาสตราเซียน
เช่นไรราวอาจารย์สอนศิษย์
ในอาณาเขตนอกภพอันมืดมิดไร้ขอบเขต เรือศึกขนาดเท่า
ดวงดาวล่องลอยลำพัง เล็กจ้อยประหนึ่งเม็ดทรายในท้องสมุทร
แม้เรือศึกจะรวดเร็ว แต่ก็เหมือนหอยทากคืบคลานในเวิ้งจักรวาล
แห่งนี้ แม้จะใช้เวลาเป็นล้าน ๆ ปีหรือนานกว่านั้น ก็ยังมิอาจมุ่งถึงจุด
จบของเวิ้งจักรวาลได้
เจียงผิงอันใช้การเรียนฆ่าเวลา กำจัดความอ้างว้างและความรู้สึก
ด้านลบทั้งหลาย
แม้ผู้ฝึกตนมักเก็บตัวเป็นร้อยปีพันปี แต่พวกเขาก็ใช่ว่าจะหงอย
เหงาอะไร เพราะยามพวกเขาว้าเหว่เกินไป พวกเขาก็สามารถออกสู่
โลกภายนอก สำราญกับสำรับอาหารและรสนารี ดื่มด ่ากับชีวิตได้
แต่ในเวิ้งจักรวาล ที่นี่ไม่มีอะไรเลย แม้แต่ความหวัง
ในปีแรก เจียงผิงอันมิได้รู้สึกอะไรนัก ศึกษาวิชาตีอาวุธตามปกติ
ในปีที่สิบ เขาเริ่มกระสับกระส่าย เวิ้งจักรวาลดำสนิทนี้ไม่มีอะไร
เลย ไม่มีความหวังให้พบพาน เขาเริ่มสงสัยแล้วว่าจะหาศิษย์พี่หญิง
เหมียวเสียเจอจริง ๆ หรือไม่ พอมานั่งฟังคำอธิบายการหลอมอาวุธ
จากอวิ๋นเหยา เขาก็มักใจลอยจนฟังไม่ได้ศัพท์
ในปีที่ห้าสิบ เจียงผิงอันหมดความสนใจในการตีอาวุธ ทิ้งการ
เรียนวิชาหลอมอาวุธไปอย่างสมบูรณ์ เห็นความพยายามของตนไร้
หวัง ไม่มีแรงจูงใจใด ๆ
เขานั่งเหม่อที่หัวเรือ คาดหวังจะได้เห็นศิษย์พี่หญิง เหม่ออยู่
เช่นนี้หลายสิบปี
หลายสิบปีมานี้ เจียงผิงอันหวนระลึกถึงชีวิตร้อยปีของตนอยู่
บ่อยครั้ง
อายุสิบสี่ บุพการีถูกบีบให้ตกตายโดยเหล่าทหาร และบังเอิญ
เหยียบย่างสู่เส้นทางฝึกฝนบรรลุเซียน เริ่มต่อสู้กับเหล่าทหาร
ทั้งหลาย ได้รู้จักเมิ่งจิง…
ยามอายุราวสิบห้า เขาก็ได้พบเซี่ยชิง องค์หญิงเก้าของต้าเซี่ย
เกิดมาเพิ่งเคยได้เห็นสตรีใดงามได้เพียงนั้น เพื่อกลับสู่วังหลวงต้า
เซี่ย เซี่ยชิงจึงพาเขาเข้าร่วมการแข่งขัน ได้เปิดโลกกว้าง ประจักษ์
โลกหล้าผู้ฝึกตนอย่างแท้จริง…
ที่ต้าเซี่ย เขาได้เข้าสู่ซากโบราณมหาจักรพรรดิ แล้วมุ่งหน้าไปสู้
กับปีศาจที่ทะเลบูรพา จากนั้นก็ถูกร่างโกลาหลชิงพรสวรรค์ บุกสู่
แดนอุดรไปเป็นเจ้านิกายเทวมาร… สุดท้ายก็มายังภพบุกเบิก และมุ่ง
หน้าต่อจากภพบุกเบิกสู่ภพเซียน…
ระหว่างทางได้พบพานผู้คนมากมาย บ้างดีบ้างร้าย ได้บ้างเสีย
บ้าง
“ไม่รู้เมิ่งจิงจะยังซุกซนเหมือนก่อนหรือไม่ นางจัดการเหลียง
เซียวหงที่ฆ่าท่านอาเมิ่งไปแล้วหรือยัง… ไม่รู้ทรัพยากรฝึกฝนที่ทิ้งไว้
ให้อาจารย์หวังเหรินเพียงพอหรือไม่… พี่หญิงเซี่ยชิงน่าจะดูแล
อาจารย์อยู่ นางไปเข้าร่วมกับเทวนิกายจันทราแล้ว ไม่รู้
สภาพแวดล้อมที่นั่นเหมาะสมกับนางหรือไม่…”
เมื่อนึกถึงญาติมิตรที่ภพแร้นแค้น หวนคิดถึงอดีตอันงดงาม
รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าแข็งทื่อของเจียงผิงอัน
ปรากฏว่าความสุขอยู่ในวันคืนอันสุดแสนดาษดื่นธรรมดา
ไม่รู้เนิ่นนานเพียงไร เจียงผิงอันฟื้นจากภวังค์คะนึงคิด สภาพ
เฉื่อยชาของเขาค่อย ๆ หายไปราวถูกชำระล้าง หวนคืนสู่ความมั่นคง
“ไม่รู้ว่าจะต้องตายที่นี่หรือไม่ แต่ข้าก็อยากพาศิษย์พี่หญิงกลับ
บ้าน อยากนำคัมภีร์ค่ายกลระดับเซียนกลับไปให้เสียวเสวี่ยอีกสัก
หน่อย ช่วยเมี่ยวอีสร้างรากเซียน สัญญากับเสี่ยวเซียงและน้องหู่นิว
ไว้ว่าจะกลับไป! ข้าอยากคืนชีพบุพการี คงอยู่อมตะกับพ่อแม่!”
เขามีเรื่องต้องทำมากมายยิ่ง และไม่อาจทิ้งความหวังได้อย่าง
หมดจด
เพราะความหวังเหล่านี้ เขาจึงมีชีวิตรอดจากวิกฤติหมายชีวิตได้
ครั้งแล้วครั้งเล่า