สู่วิถีอมตะ - บทที่ 812 พเนจรหลายร้อยปี
เจียงผิงอันปรับสภาพอารมณ์ ทิ้งความคิดฟุ้งซ่าน เก็บอารมณ์
อื่น ๆ ไปแล้วเริ่มเรียนการตีศาสตราเซียนต่อ เมื่อเหนื่อยก็ขัดเกลา
และย้อนทบทวนวรยุทธ์ที่เรียนมา
ขณะนี้ เขาเรียนวรยุทธ์ไว้จำนวนมาก
วิชาฝึกใจ ‘ซ่อนจักรวาล’ คือรากฐาน ยิ่งขอบเขตเพิ่มสูง ปราณ
ที่กักเก็บได้ยิ่งทวีคูณเกินผู้ฝึกตนร่วมขอบเขตทั่วไป กระทั่งเหนือชั้น
เกินเซียนมนุษย์สามัญ เมื่อผนวกกับคัมภีร์มารกลืนสวรรค์ ต่อให้
กลืนกินปราณของเซียนไปหลายนาม ก็ยังดูดซับได้ไร้ปัญหา
นักพรตเสินซวีผู้สร้าง ‘วิชาซ่อนจักรวาล’ เป็นไปได้สูงมากว่าจะ
เป็นเซียนกลับชาติ วรยุทธ์นี้สอดคล้องกับระบบการฝึกฝนของภพ
เซียนยิ่ง
อย่างน้อย ๆ ก็จนกว่าบรรลุเซียน วิชาฝึกใจนี้จะมีประโยชน์ แต่
เขาอาจไม่มีโอกาสบรรลุเซียนก็เป็นได้
ก่อนมาถึงภพเซียน เขาก็ได้เรียน ‘มารสวรรค์เก้าแปร’ แต่มิได้
ใช้มากนัก
วรยุทธ์นี้มาจากเขตแดนมารมืดทมิฬ หนึ่งในสามเขตหวงห้าม
ของภพแร้นแค้น มารสวรรค์ในเขตแดนมารมืดทมิฬเพิ่มลูกเล่น
บางอย่างเข้ากับวรยุทธ์เซียนนี้ คิดจะใช้มันควบคุมบุตรีเขาเจียงเมี่ยว
อี เพื่อให้ได้ร่างเซียนมารของนาง แต่ก็ถูกอ่างสัมฤทธิผลตรวจพบ
ภายหลัง จิตศาสตราของอ่างสัมฤทธิผลช่วยเขากำจัดส่วนเกิน
ไร้ประโยชน์เหล่านี้ แล้วเจียงผิงอันก็เริ่มฝึกฝนวรยุทธ์นี้จนสร้างเมล็ด
พันธุ์เซียนได้
วรยุทธ์เซียนนี้ แท้จริงคือหนึ่งระบบการฝึกฝน ทั้งการสร้างเมล็ด
พันธุ์เซียนและรากเซียนล้วนเป็นระบบฝึกฝนพื้นฐานของภพเซียน
หลังจากบรรลุเป็นเซียน ระบบฝึกฝนตายตัวจะไม่มีแล้ว แบ่งเป็น
เพียงขอบเขตต่าง ๆ เซียนแต่ละคนจะสามารถสร้างระบบฝึกฝน แสวง
เส้นทางเซียนของตนเองได้
แต่มิใช่ว่าคนทุกนามจะสร้างระบบฝึกฝนของตัวเองได้ การทำ
เช่นนี้ต้องอาศัยพรสวรรค์แข็งแกร่งสุดขั้ว เซียนส่วนใหญ่ก็ยังคล้อย
ตามระบบฝึกฝนของผู้แข็งแกร่งกันอยู่
ระบบการฝึกฝน ‘มารสวรรค์เก้าแปร’ ล ้าหน้าอย่างยิ่ง ขีดจำกัด
สูงสุดสูงล ้า ฝึกฝนถึงขั้นเซียนลึกล ้ายังได้
เมื่อเรียงขอบเขตในภพเซียนจากต ่าไปสูง ก็จะได้เป็นขอบเขต
เซียนมนุษย์ เซียนปฐพี เซียนสวรรค์ เซียนแท้ เซียนลึกล ้า จินเซียน
…
แต่เพราะเจียงผิงอันมิได้เป็นเซียน เขาจึงฝึกฝนต่อไปมิได้ หยุด
ค้างที่ขั้นสี่ของ ‘มารสวรรค์เก้าแปร’
นอกจากสองวรยุทธ์พื้นฐานอย่าง ‘วิชาซ่อนจักรวาล’ และ ‘มาร
สวรรค์เก้าแปร’ เขายังเรียน ‘วิชาเทียมเทพสงคราม’ ‘คัมภีร์ตัดชีวิต’
‘วิชาปีกเทวะ’ ‘คัมภีร์มารกลืนสวรรค์’ ‘วิชาดึงดารา’…
เจียงผิงอันฝึกฝนวรยุทธ์เหล่านี้ถึงขั้นสูงสุดใต้ระดับเซียนแล้ว
และไร้หนทางพัฒนาพวกมันต่อไป
ทว่า ‘ลวดลายศักดิ์สิทธิ์สายความเร็ว’ และวิชาเสริมแกร่ง
ยุทธภัณฑ์ที่อวิ๋นเหยาให้เขา สองวรยุทธ์เซียนนี้อยู่ในระดับค่อนข้าง
สูงล ้า เขายังมิอาจประจักษ์ขีดสุดในขอบเขตนี้ได้ จึงยังเรียนรู้ต่อไป
ได้อยู่
เจียงผิงอันใช้เวลามากมายไปกับการศึกษาที่นี่
ในปีที่ร้อยห้าสิบนับแต่ร่อนเร่ในเวิ้งจักรวาล เจียงผิงอันก็ขัดเกลา
‘หมัดทำลายล้าง’ ได้อีกกระบวนท่า เสริมพลังขึ้นสองสามส่วน
ในปีที่สามร้อย การกลืนกินรากฐานเทพโบราณมาถึงทางตัน
ของขอบเขต มิอาจเพิ่มพลังของเขาได้อีกแล้ว
ในปีที่สี่ร้อยเจ็ดสิบ ‘ลวดลายศักดิ์สิทธิ์สายความเร็ว’ ก็บรรลุถึง
ขีดจำกัด มิอาจทำความเข้าใจต่อไปได้เนื่องด้วยไร้คุณสมบัติสืบ
กฎเกณฑ์ระดับสูง
ยามนี้ เขาก็สามารถเทียบความเร็วกับยอดฝีมือขอบเขตเซียน
มนุษย์ทั่วไปได้โดยมิต้องใช้ ‘วิชาปีกเทวะ’
ราวปีที่ห้าร้อย เจียงผิงอันจำเวลาที่แน่ชัดไม่ได้แล้ว ยามนี้เขา
สำเร็จ ‘วิชาเสริมแกร่งยุทธภัณฑ์’ ขั้นต้น เสริมพลังได้ทุกสิ่ง และ
ยกระดับกิ่งมารสะเทือนสรวงเป็นศาสตราเซียน
หลังจากกิ่งมารสะเทือนสรวงกลายเป็นศาสตราเซียน เฉิงเซวียน
จิตศาสตราในกิ่งมารก็สามารถปรากฏลักษณ์สู่ภายนอกได้
มิใช่จิตศาสตราทั้งหมดปรากฏลักษณ์สู่ภายนอกได้ มีเพียง
ศาสตราเซียนระดับสูงเท่านั้น แต่เฉิงเซวียนนั้นแตกต่าง ตัวนางเป็น
วิญญาณซึ่งได้กลายเป็นจิตศาสตรามาแต่แรก
เฉิงเซวียนและญาติมิตรของนางเข้าสู่ถิ่นของเผ่าจระเข้กลืน
สวรรค์ ระเบิดตัวเองเพื่อล้างแค้น และด้วยผลของวรยุทธ์พิเศษ
วิญญาณของนางจึงผสานเข้ากับกิ่งมารสะเทือนสรวง
เมื่อมี ‘คน’ เพิ่มมาหนึ่ง เรือศึกลำนี้ก็เหมือนเพิ่มความอบอุ่นขึ้น
เล็กน้อย
แต่ความอบอุ่นนี้ก็คงอยู่ไม่นาน เจียงผิงอันเรียนทุกสิ่งที่เขาเรียน
ได้หมดสิ้นแล้ว เมื่อเผชิญความวังเวงอีกครั้ง ความเหงาหงอยก็อัด
แน่นในหัวใจเขาอีกหน
เวิ้งจักรวาลนี้มืดมน ไร้เสียงไร้แสง ไม่มีขอบเขต น่าสะพรึงกลัวมิ
ต่างจากเหวลึก
เจียงผิงอันเริ่มสงสัยว่าพู่กันพิพากษาทำงานจริงหรือไม่ เขาจะ
พบศิษย์พี่หญิงได้จริงหรือเปล่า
ไม่รู้ว่าเนิ่นนานเพียงไร บางทีอาจเป็นสิบเป็นร้อยปี จู่ ๆ เจียงผิง
อันก็เห็นจุดแสงเล็ก ๆ ซึ่งทำให้หัวใจของเขาสั่นสะท้านรุนแรง ใช้วิชา
ปีกเทวะเหินไปหาทันที
เมื่อจุดแสงยิ่งทวีความเจิดจ้า มันก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ปรากฏ
ว่ามันคือดวงตะวันดวงมหึมา
เจียงผิงอันถูกราดน ้าเย็นเรียกสติ
นี่มิใช่ดาวที่ศิษย์พี่หญิงถูกเคลื่อนย้ายมา
จิตสัมผัสของเขาแผ่ออกปกคลุมตะวัน แล้วเจียงผิงอันก็เห็นคน
ผู้หนึ่งนอนทอดกายอยู่!
ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็นศพร่างหนึ่ง
คนผู้นี้ถูกกระบี่เซียนทะลวงร่าง ด้ามกระบี่นั้นอยู่ในมือเขาเอง
เห็นได้ชัดว่าเป็นการฆ่าตัวตาย
ตัดสินจากคลื่นพลังกฎเกณฑ์จากตัวเขา ก่อนสิ้นลมเขาน่าจะ
เป็นยอดฝีมือขอบเขตเซียนปฐพี
เจียงผิงอันสังเกตเห็นว่าข้าง ๆ เขามีม้วนหยกบันทึกข้อมูลอยู่ จึง
สืบจิตสัมผัสเข้าไป แล้วข้อความมากมายก็ปรากฏในมโนสำนึกของ
เขา
“ชื่อของข้าคือหยางฉี หากมีผู้ใดมาเห็นม้วนหยกบันทึกข้อมูลนี้
ก็หมายความว่าข้าตายไปแล้ว”
“เพื่อหนีให้พ้นการไล่ล่าของศัตรู ข้าจึงหนีมายังเวิ้งจักรวาล เป็น
การตัดสินใจที่ข้าเสียใจที่สุดในชีวิต…”
“ห้าหมื่นปีแล้ว ข้าติดอยู่ในเวิ้งจักรวาลมาห้าหมื่นปี มิอาจพบ
ทางกลับบ้าน… เพื่อให้ผู้อื่นหาข้าพบ ข้าจึงปลดปล่อยดวงตะวันที่ข้า
เคยเก็บไว้ในโลกใบน้อยออกมา หวังว่าจะมีผู้พบเห็นมาช่วยข้า…
ทว่าในเวิ้งจักรวาลแห่งนี้ แสงตะวันช่างจางเหลือเกิน…”
“ฮือ เซียนอย่างข้ายังขวัญหนีจนร ่าไห้ ฮ่า ๆ แสนปีแล้วเหวย ข้า
อยากกลับบ้าน! ข้ารับไม่ไหวแล้ว ข้าจะฆ่าตัวตายแล้ว… แต่ข้าก็ยัง
อยากรอต่อไป ข้าไม่เต็มใจตายตกเช่นนี้ ข้างนอกนั่นญาติมิตรยังรอ
ข้าอยู่ ข้ายังมีศัตรู ข้า… ฮือ~”
“พอแล้ว ข้าทนต่อไปไม่ไหวแล้ว… คงสามแสนปีแล้วกระมัง ข้า
จำได้ไม่ชัดเจนแล้ว ข้าเริ่มเห็นภาพหลอนเต็มไปหมด เห็นทั้งศัตรู
และญาติมิตร…”
“ลาแล้วหนอ ข้ายังมีอาวุธวิเศษบางส่วนกับตัว ไว้ให้ผู้มีวาสนา
มารับไป ฮ่า ๆ ไม่รู้ผู้มีวาสนาคนใดอับโชคเหลือแสน มารอความตาย
กับข้าด้วย!”
หลังจากอ่านข้อความในม้วนหยก เจียงผิงอันก็รู้สึกเคร่งขรึมและ
หดหู่อย่างสุดซึ้ง
เซียนผู้นี้ติดอยู่ที่นี่สามแสนปี จนสุดท้ายก็สติแตกฆ่าตัวตาย
สถานที่ไร้ความหวังเช่นนี้ กระทั่งเซียนยังเกินทนไหว เซียนผู้นี้
จนตายก็มิอาจทราบว่าภพเซียนอยู่ห่างจากเขาแค่ห้าหกร้อยปี
เท่านั้น
ความรู้สึกนั้นติดต่อกันได้ เมื่อเห็นข้อความชวนหดหู่เหล่านี้
เจียงผิงอันก็รู้สึกประหนึ่งหมดเรี่ยวแรง
เขาเหลืออายุขัยเพียงหมื่นปี โอกาสการหาศิษย์พี่หญิงเจอก็
ริบหรี่ยิ่ง…
ทันใดนั้น เจียงผิงอันก็สังเกตเห็นบางสิ่ง สีหน้าของเขา
แปรเปลี่ยน ลวดลายศักดิ์สิทธิ์บนปีกเทวะเบื้องหลังเขาวูบไหว หาย
จากที่ไปทันที
ขณะนั้นเองที่ดวงตะวันระเบิดเปรี้ยงในพริบตา พลังอันน่า
สะพรึงกลัวกวาดไปทั่วความมืดมิด
“เอ๋~”
“หนึ่งบุคคลที่เซียนก็มิใช่ มีความเร็วและปฏิกิริยาระดับนี้เลย
หรือ”
เพลิงทมิฬสายหนึ่งโอบล้อมกายเซียนผู้วายชนม์ พริบตาต่อมา
ซากเซียนร่างนี้ก็ขยับตัว!
เขาดึงกระบี่เซียนออกจากอก คู่เนตรแห้งกรังจ้องตรงมาที่เจียง
ผิงอันและเรือศึกเบื้องหลังเขาด้วยใบหน้าเปี่ยมความโลภ
เจียงผิงอันขมวดคิ้ว
นี่มันเรื่องอะไรกัน? เจ้านี่ตายแล้วแท้ ๆ ไฉนจู่ ๆ จึงคืนชีพมาได้?
ไม่สิ มิใช่คืนชีพ คนผู้นี้ไม่มีปราณชีวิตสักนิด แต่เป็นปรสิตบางอย่าง
ปราณชวนคลื่นเหียนอันคุ้นเคยแผ่ออกจากคนผู้นั้น
เจียงผิงอันเคยสัมผัสปราณเช่นนี้มาก่อนยามไปยังแดนยมโลก
กับเซี่ยเปิ่นจวินก่อนหน้านี้ เพลิงยมโลกก็แผ่ปราณน่ารังเกียจเช่นนี้
ปราณของทั้งสองเหมือนกันอย่างยิ่ง!
เป็นการปฏิเสธเดียดฉันท์จากพลังรากฐาน
ห่างไกลจากแดนยมโลกขนาดนี้ ไฉนจึงยังมีปราณเช่นนี้อยู่?
“ข้ารอมานานเพียงนี้ น่าเบื่อนักที่เจอคนเพียงหนึ่ง แถมยังไม่
บรรลุเซียนด้วย”
ใบหน้าแข็งทื่อของคนผู้นั้นเปี่ยมความไม่พอใจ “ช่างเถอะ นิด ๆ
หน่อย ๆ ก็เอา”
ปีกเนื้อสีเทาคู่หนึ่งงอกออกมาจากเบื้องหลังเขา ใบหน้ามนุษย์
ค่อย ๆ บิดเบี้ยว งอกเขี้ยวคมดุร้าย ร่างปกคลุมด้วยเส้นขนดำสนิท
ปีกเนื้อเบื้องหลังโบยบิน พุ่งเข้าฟาดฝ่ามือใส่เจียงผิงอันในพริบตา
ผู้ฝึกตนซึ่งยังไม่บรรลุเซียนเช่นนี้ ฝ่ามือเดียวก็ดับดิ้น ไม่ต้องลง
แรงอะไรเลย