สู่วิถีอมตะ - บทที่ 824 กลับบ้าน
“ประมุขศาลาหลัว ขออภัยสำหรับปัญหาที่ข้าก่อกับศาลาเติง
เซียนด้วยจริง ๆ”
เจียงผิงอันกุมกำปั้นก้มหัวขออภัยหลัวซู่ ก่อนจะส่งศาสตรา
เซียนและโอสถที่เพิ่งได้มาให้นาง
วิกฤติของศาลาเติงเซียนครั้งนี้ สุดท้ายทั้งหมดก็เพราะเขา
ล่วงเกินชิวซื่อผิง ศาลาเติงเซียนจึงพลอยแย่ไปด้วย
“ไม่ต้องหรอก เซียนจากศาลาเติงเซียนตายกันหมดแล้ว หากไป
ยึดศาลาหลักเติงเซียนในยามนี้ ก็จะได้ทรัพยากรมากมาย สหายเต๋า
เจียงรับทรัพยากรเหล่านี้ไว้เถอะ”
หลัวซู่ฟื้นจากความตกใจ มิกล้ารับทรัพยากรที่ยอดฝีมือระดับ
เซียนทั้งสองริบมาได้เหล่านี้
หลัวซู่เดาว่าเจียงผิงอันน่าจะมีสถานะสูงส่งในภพเซียน ยอดฝีมือ
ทั้งสองก็น่าจะเป็นผู้ที่สำนักเบื้องบนส่งมาพิทักษ์เขาเป็นการเฉพาะ
จึงเรียกเขาว่าลูกพี่
“เช่นนั้นก็ได้”
เจียงผิงอันมิได้เกรงใจ เก็บทรัพยากรทั้งหลายไว้ แล้วกล่าว
กับต้าเฮยและเอ้อร์ไป๋ “พวกเจ้าทั้งสองช่วยประมุขศาลาหลัวค้น
สมบัติ ห้ามเม้มทรัพยากรใดไว้เชียว”
“ได้เลยลูกพี่ ข้าชอบช่วยเหลือคนที่สุดเลย” สุนัขต้าเฮยตบอก
รับคำ
เจียงผิงอันเมินมันไป กล่าวกับหลัวซู่อีกครั้ง “ประมุขศาลาหลัว
เสี่ยวเซียงกับข้าจะกลับบ้านกัน หากพบอันตรายใด ให้เจ้าสองตนนี่
จัดการได้เลย หากพวกมันทำอะไรไม่ดี เดี๋ยวไว้บอกข้า ข้าจะลงโทษ
พวกมันแน่นอน”
“รบกวนแล้ว”
อันที่จริง หลัวซู่สงสัยมาตลอดว่าบ้านของเจียงผิงอัน
และเฉียนฮวั่นโหรวอยู่ที่ไหน แต่หากอีกฝ่ายไม่พูด นางก็ไม่ถาม
สุดท้าย เจียงผิงอันก็เตือนหนึ่งสุนัขหนึ่งอสรพิษ “ทำตัวดี ๆ เล่า
หากข้ารู้ว่าพวกเจ้าทำเรื่องไม่ดี อย่าหวังมีชีวิตอยู่ต่อเชียว”
หนึ่งสุนัขหนึ่งอสรพิษรู้สึกหนาวเยือกอย่างบอกไม่ถูก ยืนตัวตรง
แน่วกันทันที
พูดจบ เจียงผิงอันก็คารวะลาหลัวซู่ กลับไปหาเสี่ยวเซียง
เมื่อเห็นเจียงผิงอันคล้อยหลัง หนึ่งสุนัขหนึ่งอสรพิษก็ถอนหายใจ
โล่งอก ไม่รู้คิดไปเองหรือไม่ แต่พวกมันรู้สึกเสมอว่าเจียงผิงอัน
แข็งแกร่งกว่ากาลก่อน
พวกมันมิได้รู้สึกผิดไป นับแต่พวกเขาโชคดีฆ่าเซียนสวรรค์ผู้
นั้นได้ ด้วยฤทธิ์คัมภีร์ตัดชีวิต พลังต่อสู้ของเจียงผิงอันจึงเพิ่มสูงจน
น่ากลัว
สุนัขต้าเฮยฉีกยิ้ม กล่าวกับหลัวซู่ “ประมุขศาลาหลัว เราไปยึด
สำนักกัน”
มันก็อยากได้พลังมาฟื้นตัวเองมากกว่านี้
หลัวซู่สัมผัสได้ชัดเจนว่าท่าทีของยอดฝีมือทั้งสองต่อนาง
เปลี่ยนแปลงไป ก่อนหน้านี้พวกมันเมินเฉย แต่ยามนี้กลับ
กระตือรือร้นอยากช่วยเหลือแสน ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเจียงผิงอัน
นางถามอย่างสงสัย “สถานะของเจียงผิงอันในสำนักที่ภพเซียน
สูงมากเลยหรือ?”
“ไม่รู้สิ อาจจะนะ” เอ้อร์ไป๋ตอบ
“ไม่รู้? มิใช่พวกเจ้าถูกสำนักที่ภพเซียนส่งมาอารักขาเจียงผิงอัน
หรือ?” หลัวซู่ถามอย่างงุนงง
“เปล่า เราเอาชนะเขาไม่ได้ เลยถูกเขาบังคับควบคุมน่ะ” สุนัขต้า
เฮยข่มเขี้ยวตอบ
“พวกเจ้าเอาชนะเขาไม่ได้? เป็นไปได้เช่นไร! พวกเจ้าเป็นยอด
ฝีมือระดับเซียนนะ! เจียงผิงอันยังไม่บรรลุเซียนเลยแท้ ๆ” หลัวซู่ผงะ
อกกระเพื่อมเป็นลูกคลื่น
หากวาทะเหล่านี้มิได้ออกมาจากปากยอดฝีมือตนนี้เอง นางคง
ไม่มีวันเชื่อ ต่อให้ได้ยินกับคู่โสตตนเอง ก็ยังยากจะเชื่อยิ่งนัก
ยอดฝีมือระดับเซียนทั้งสองแข็งแกร่งอย่างยิ่ง เพียงหนึ่งก็พิชิต
เซียนมนุษย์หกเจ็ดคนของภพบุกเบิกได้ หากเจียงผิงอันแข็งแกร่ง
กว่าพวกมัน เช่นนั้นเจียงผิงอันต้องร้ายกาจแค่ไหน?
พันปีก่อน แม้เจียงผิงอันจะมากสามารถ เขาก็ยังอ่อนแอยิ่งนัก
หลัวซู่มิเห็นอัจฉริยะผู้นี้ในสายตาเลย แต่มิคาดว่าเพียงพันปีผ่านไป
เขาจะเติบโตจนน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ กระทั่งยอดฝีมือระดับเซียน
ยังมิอาจเทียบชั้น
หลัวซู่เชื่อว่า การตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชั่วชีวิตของนางคือ
ผูกมิตรกับเฉียนฮวั่นโหรวและเจียงผิงอัน
หากนางไม่รู้จักคนทั้งสอง ศาลาเติงเซียนของนางคงบรรลัยไป
นานแล้ว
เจียงผิงอันกลับศาลาเติงเซียนมาหาเฉียนฮวั่นโหรวและเหมียว
เสีย สตรีทั้งสองนั่งจับมือกัน เสวนาด้วยรอยยิ้ม ดูจะพูดคุยกันอย่าง
ถูกคอ
นางเซียนงามสะพรั่งสองคนนั่งข้างกัน สะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง
เจียงผิงอันเอ่ยปาก “เสี่ยวเซียง เจ้าน่าจะใช้อ่างสัมฤทธิผลไป
จากภพบุกเบิกเสียทันที หากข้ากลับมาไม่ทัน เจ้าก็คงอยู่ในอันตราย
ไปแล้วนะ”
เฉียนฮวั่นโหรวส่ายหัว “เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะเจ้า ข้าจะจากไปเฉย
ๆ ได้อย่างไร อีกอย่าง ในยามนั้น เราถูกเซียนรุมล้อม ไร้หนทางใดให้
ใช้อ่างสัมฤทธิผล การเปิดทางเชื่อมมิติจะถูกเซียนเหล่านั้นตรวจพบ
ภพแร้นแค้นจะอันตรายได้น่ะสิ”
เจียงผิงอันเงียบไปครู่หนึ่ง มิได้พูดมากความไปกว่านั้น
“เรากลับบ้านกันเถอะ”
เขาคิดถึงครอบครัวเขานัก
บุตรีเจียงเมี่ยวอี บุตรีบุญธรรมเจียงเสียวเสวี่ย เมิ่งจิง น้องหู่นิวห
ลี่เยว่เยว่ อาจารย์หวังเหริน… ผ่านไปแล้วพันปี ไม่รู้ป่านนี้เป็นเช่นไร
กันบ้าง
เฉียนฮวั่นโหรวส่งอ่างสัมฤทธิผลให้เจียงผิงอัน ขณะที่เจียงผิง
อันกล่าวกับอ่างสัมฤทธิผล “ผู้อาวุโส พาพวกเรากลับไปเถิด”
ก่อนจาก ทั้งสามทิ้งอวตารพลังไว้ร่างหนึ่งเพื่อจับตามอง
สถานการณ์ที่นี่
อ่างสัมฤทธิผลแผ่คลื่นพลังปกคลุมทั้งสาม เพียงพริบตา ร่างของ
ทั้งสามก็ปลาสนาการไป
ครู่ต่อมา ทั้งสามก็กลับถึงโถงเจ้านิกายเทวมาร ณ แดนอุดร
ยามกลับถึงบ้านเกิด แม้เจียงผิงอันจะมีหัวใจกล้าแกร่ง ยามนี้ก็
ยังเกิดความรู้สึกปนเปเกินบรรยาย สารพัดความทรงจำประดังสู่ใจ
เหมียวเสียสัมผัสคลื่นพลังกฎเกณฑ์ในภพแร้นแค้นแล้วเผยสี
หน้าประหลาดใจ “นี่คือภพแร้นแค้น บ้านเกิดของผู้อาวุโสกู่ตี้หรือ?
ไฉนภพนี้จึง…”
วาทะต่อจากนั้นดูไม่น่าฟังเท่าไหร่ เหมียวเสียจึงไม่พูดออกมา
นางรู้แล้วว่าเจียงผิงอันมาจากภพแร้นแค้นเหมือนกับกู่ตี้ และ
เหมียวเสียก็ชื่นชมความแข็งแกร่งของกู่ตี้ผู้สร้างสมาพันธ์แร้นแค้น
จึงใคร่รู้ยิ่งว่ากู่ตี้เกิดในภพภูมิอันแข็งแกร่งเช่นไร
แต่นางก็เพิ่งค้นพบยามนี้เองว่าภพแร้นแค้นแสนกันดาร แย่กว่า
ภพบุกเบิกอยู่หลายระดับ
ไฉนภพกันดารเช่นนี้จึงมีผู้แข็งแกร่งอย่างผู้อาวุโสกู่ตี้และเจียง
ผิงอันเกิดมาได้?
“ภพนี้… ไม่ปกติ”
เสียงของอวิ๋นเหยาดังขึ้นในใจเจียงผิงอัน
“ผู้อาวุโส อะไรไม่ปกติหรือ?” เจียงผิงอันถามอย่างสงสัย
“ไม่แน่ใจ แค่รู้สึกไม่ชอบมาพากลน่ะ” เสียงของอวิ๋นเหยาเคร่ง
ขรึม
ไม่รู้แล้วพูดอะไรออกมา
เจียงผิงอันเมินอวิ๋นเหยาไปพูดกับเหมียวเสีย “อย่าใช้พลังระดับ
เซียนที่นี่ ผู้อาวุโสกู่ตี้ตั้งกำแพงไว้ มิให้ผู้อื่นในภพเซียนหาภพนี้เจอ
หากเจ้าใช้อำนาจเซียน ยอดฝีมือจากภพเซียนก็น่าจะหาที่นี่พบ”
เหมียวเสียพยักหน้า “เข้าใจแล้ว”
ขณะนั้นเอง เจียงผิงอันได้ยินเสียงหนึ่งดังจากห้องข้าง ๆ
“เมี่ยวอี เราจะไปทะเลบูรพากันจริง ๆ หรือ? มันอันตรายนะ ท่าน
พ่อรู้เข้าต้องโกรธแน่ ๆ” เจียงเสียวเสวี่ยพูดอย่างกังวล
เจียงเมี่ยวอีโบกมือ “พี่หญิงเสียวเสวี่ยวางใจได้ อวตารพลังที่
ท่านพ่อทิ้งไว้ ข้าผนึกเองกับมือ บ่นเราไม่ได้แน่นอน”
“นอกจากนั้น เราทั้งสองต่างคนยังมีศาสตราเซียนคนละชิ้น แถม
ยังมียันต์ตัวตายตัวแทนและอาวุธวิเศษที่ท่านพ่อให้ไว้เยอะแยะ ตาย
ยากตายเย็นกันยิ่ง ก่อนหน้านี้เจ้าพวกที่ทะเลบูรพากล้าล้อเลียนท่าน
พ่อ บอกว่าท่านพ่อเป็นคนไร้ค่า ไม่มีทางทะลวงขอบเขตได้ ข้าสุด
ทนแล้ว พี่ทนได้หรือ?”
“ทนไม่ได้น่ะสิ” เจียงเสียวเสวี่ยพูดอย่างเคืองแค้น
“เช่นนั้นก็ไปเล่นพวกมันเลย! แน่นอน เราจะเอาตัวไปตายแบบ
ไม่ใช้สมองมิได้ แค่ลอบสังหารอัจฉริยะหัวกะทิของเผ่าปีศาจสมุทรสัก
สองสามตนก็พอ ข้านัดหมายพี่หญิงเสี่ยวเยว่ไว้แล้ว นางมีร่าง
วิญญาณวารีสวรรค์ สู้ในทะเลได้เปรียบเกินใคร แถมพี่หญิงเสี่ยวเยว่
ยังมีศาสตราเซียนครึ่งขั้นหอคอยสยบเซียน เท่ากับมีศาสตราเซียน
สามชิ้น ใครในหล้าจะหยุดเราได้? หึ ๆ”
เจียงเมี่ยวอียกเท้าเหยียบโต๊ะอย่างสุดฮึกเหิม เตรียมพร้อมทำ
การใหญ่ “เราไปฆ่าปีศาจสมุทรพวกนั้นกัน! ระบายโทสะให้ท่านพ่อ!”
เจียงเสียวเสวี่ยกำลังจะขยับตัว แต่จู่ ๆ ก็ร่างแข็งทื่อเหมือนเห็น
อะไรเข้า
เจียงเมี่ยวอีเห็นเจียงเสียวเสวี่ยไม่ขยับก็ก้าวเข้ามาจับมืออีกฝ่าย
“พี่หญิงเสียวเสวี่ย ไฉนอึ้งไปเช่นนั้นเล่า รีบเข้าเถอะ”
เจียงเสียวเสวี่ยสะบัดมือเจียงเมี่ยวอีแล้วตะโกน “เมี่ยวอี! ไฉนเจ้า
เป็นเช่นนี้ ในฐานะพี่สาว ข้าต้องไม่คล้อยตามเจ้า เจ้าดื้อรั้นเกินไป
ข้าจะไม่ให้เจ้าเหิมเกริมเกินไปแน่! รีบหยุดความหุนหันนั่นไว้เสีย!”
ดวงตากลมโตของเจียงเมี่ยวอีเปี่ยมความงุนงง “พี่หญิงเสียว
เสวี่ยเป็นอะไรไป ค่ายกลที่ผนึกอวตารท่านพ่อก็ฝีมือเจ้า ไฉนจู่ ๆ มา
สั่งสอนข้าได้เล่า?”
ร่างของเจียงเสียวเสวี่ยสะท้าน รีบพูดขึ้นว่า “ข้าถูกเจ้ากล่อมจน
เตลิดต่างหาก! ท่านพ่ออย่าฟังคำพูดเหลวไหลของเมี่ยวอีนะเจ้าคะ”
ประโยคสุดท้ายทำให้สีหน้าของเจียงเมี่ยวอีแข็งค้าง หันขวับ
กลับไปพบบิดายืนหน้าถมึงทึงอยู่
“แย่จริง หลุดออกมาได้ด้วย”
เจียงเมี่ยวอีก็คิดว่าอวตารพลังของบิดาดิ้นหลุดจากผนึก จึงใช้
ธงค่ายกลอีกผืนออกมา เตรียมผนึกกลับไป
แต่ธงค่ายกลไม่ทันประกอบลักษณ์ ก็ถูกเจียงผิงอันคว้าไว้ก่อน
เมื่อเห็นเจียงผิงอันแข็งแกร่งขนาดนี้ เจียงเมี่ยวอีก็ตระหนักแล้ว
ว่าบิดาตรงหน้ามิใช่อวตารพลัง!
สิ่งนี้ทำให้สีหน้าของนางแปรเปลี่ยนมหันต์ เร่งกฎเกณฑ์แห่งแสง
เตรียมเผ่นหนี แต่นางยังมิได้ก่อรากเซียน เพิ่งบรรลุกฎเกณฑ์เคล็ด
พลัง จะหนีได้อย่างไร
เจียงผิงอันคว้านางไว้ กดนางลงบนโต๊ะแล้วยกธงค่ายกลขึ้น
เตรียมสั่งสอน
เจียงเมี่ยวอีผู้นี้จะเหิมเกริมเกินไปแล้ว ถึงกับผนึกอวตารพลังของ
เขาไว้แล้วเตรียมออกผจญภัยที่ทะเลบูรพา
หากเกิดอันตรายขึ้นจะทำเช่นไร? ต้องสั่งสอนเสียให้เข็ด อีก
ฝ่ายจะได้ไม่เอาตัวเองไปเสี่ยง
เมื่อเห็นตัวเองแย่แน่แล้ว เจียงเมี่ยวอีก็บีบน ้าตากระซี้กระซิก “ข้า
แค่อยากช่วยท่านพ่อระบายโทสะ เจ้าพวกนั้นชอบมาล้อเลียนท่าน
พ่อว่าไร้ประโยชน์ พ่อข้าไม่ไร้ประโยชน์สักหน่อย! พวกมันสมควร
ตายยิ่ง!”
เหตุที่เจียงผิงอันไปยังภพเซียนก็เพราะสร้างรากเซียนก่อนเวลา
เมื่อไม่มีเต๋าเซียนที่สมบูรณ์สนับสนุน เขาก็ไร้หนทางทะลวงขอบเขต
และเพราะตัวตนจากเขตแดนมารมืดทมิฬเป็นผู้บอกว่าเขามิอาจ
ทะลวงขอบเขต ทั้งภพแร้นแค้นจึงรู้กันหมด
ในใจเจียงเมี่ยวอี เจียงผิงอันยอดเยี่ยมที่สุด เมื่อได้ยินเผ่าปีศาจ
สมุทรทะเลบูรพาก่นด่าบิดานางทุกวันว่าไร้ประโยชน์ บุตรีอย่างเจียง
เมี่ยวอีย่อมทนไม่ได้
ในฐานะบุตรคนหนึ่ง ถูกด่าบุพการีจะทนได้หรือ?
เจียงเสียวเสวี่ยซึ่งเอาตัวรอดได้เมื่อครู่รีบพูดช่วยทันที “เรื่องนี้
โทษเมี่ยวอีมิได้เสียทีเดียวนะเจ้าคะ ข้าด้วยที่ช่วยคิด หากท่านจะสั่ง
สอนกัน ก็สั่งสอนเสียวเสวี่ยอีกคนเถอะเจ้าค่ะ”
เจียงผิงอันมองสองบุตรีซึ่งเติบใหญ่เป็นหญิงงามล ้าก็แข็งใจไม่
ลง กล่าวขึ้นอย่างนุ่มนวล “ภายหลังอย่าทำแล้วกัน”
“เฮะ ๆ ข้าว่าแล้ว ท่านพ่อไม่ตีข้าหรอก”
เจียงเมี่ยวอีปาดน ้ามูกน ้าตาทิ้งทันที เช็ดมันกับตัวเจียงผิงอันแล้ว
คลี่ยิ้ม
เจียงผิงอันส่ายหัวอย่างจนใจ บุตรีผู้นี้ถูกตามใจมากไปแล้ว “เจ้า
ก็อายุพันกว่าปีแล้ว ทำตัวดี ๆ หน่อย อย่าเป็นเด็กไปตลอด”
“ต่อให้ข้าอายุหมื่นปี ข้าก็ยังเป็นบุตรีท่านพ่อเจ้าค่ะ” เจียงเมี่ย
วอีกอดแขนเจียงผิงอัน เงยหน้าถูแก้มเจียงผิงอันเหมือนลูกแมวน้อย
ผู้ถูกปกป้องย่อมมิพ้นรู้สึกผ่อนคลายยินดี อย่างเจียงผิงอันผู้
เผชิญความสูญเสียมาแต่เล็ก โตมาสิบกว่าปีก็กลายเป็นคนยิ้มยาก
แล้ว