สู่วิถีอมตะ - บทที่ 831 ยกระดับหอคอยสยบเซียน
เจียงผิงอันดื่มสุราพลางเสวนากับอาจารย์เขาเยี่ยงสหาย ทั้งเรื่อง
สถานการณ์ในโลกหล้า วิกฤติจากเผ่าพันธุ์ทั้งหลาย และ
ประสบการณ์การฝึกฝน
สองฝ่ายเสสรวลเสวนาสามวัน ก่อนที่หวังเหรินจะอ้างว่าเกิดแรง
บันดาลใจ จะเก็บตัวฝึกฝนแล้วไล่เจียงผิงอันไป
หวังเหรินรู้ว่าด้วยสถานะปัจจุบันของเจียงผิงอัน อีกฝ่ายมีธุระให้
ทำมากนัก มิอาจเอาเวลามาใช้สิ้นเปลืองกับตาเฒ่าอย่างเขาได้ เจียง
ผิงอันปลีกเวลามาพบเขาได้ เขาก็พอใจมากแล้ว
ก่อนจาก เจียงผิงอันทิ้งทรัพยากรไว้มากมาย เพียงพอให้
อาจารย์เขาฝึกฝนจนถึงขอบเขตสูงสุดในภพแร้นแค้น
หากอาจารย์อยากไปภพเซียน พันปีต่อจากนี้ ประตูกั้นภพใน
ภพบุกเบิกจะเปิดออก เขาก็จะส่งอาจารย์สู่ภพเซียนได้
ด้วยสถานะของเขาในสำนักเซียนอวี่หวง การส่งคนเข้าไปมิน่า
ใช่ปัญหา
เจียงผิงอันได้ทราบจากอาจารย์เขาว่าเซี่ยชิงมิได้อยู่ในต้าเซี่ย
ยามนิกายเทวมารถูกล้อมโจมตี เซี่ยชิงละทิ้งความฝันครองบัลลังก์
จักรพรรดิแห่งต้าเซี่ย สัญญาจะเข้าร่วมเทวนิกายจันทราโดยมี
เงื่อนไขให้เทวนิกายจันทราช่วยเหลือนิกายเทวมาร และหลายปีมานี้
เซี่ยชิงก็ฝึกฝนอยู่ที่นั่นตลอด
ในเมื่อเซี่ยชิงไม่อยู่ เจียงผิงอันจึงไม่ไปเยือนนครหลวงต้าเซี่ย แต่
ไปยังสำนักเพียวเหมี่ยวแทน
กาลก่อน หมู่บ้านของพวกเขาถูกโจรป่ากวาดล้าง เหลือเพียง
เขาและน้องหู่นิวหลี่เยว่เยว่รอดเพียงสองคน และซ่งฮุ่ย ผู้อาวุโสจาก
สำนักเพียวเหมี่ยวซึ่งบังเอิญผ่านมาก็พาหลี่เยว่เยว่จากไป ทิ้งหิน
วิญญาณไว้สามก้อนและคัมภีร์วรยุทธ์เล่มหนึ่งให้เขา
หินวิญญาณสามก้อนและคัมภีร์วรยุทธ์นี้เองที่นำเขาสู่เส้นทาง
การฝึกฝน
ขณะนี้ หลี่เยว่เยว่ยังอยู่ในสำนักเพียวเหมี่ยว
นี่เป็นการเยือนสำนักเพียวเหมี่ยวครั้งที่สามของเจียงผิงอัน
ขณะนี้สำนักเพียวเหมี่ยวกำลังจัดการประลองระหว่างศิษย์สำนัก เจ้า
สำนักและผู้อาวุโสมากมายนั่งมองจากอัฒจันทร์สูงสุด
เจ้าสำนักซึ่งนั่งตรงกลางเป็นสตรีผู้งามอย่างยิ่ง ผิวเรียบเนียนมี
น ้ามีนวลดุจหยก ใบหน้าจิ้มลิ้มมีมิติ เรียวคิ้วดุจเค้าคีรี ดวงตาดุจ
ธารายามสารท จมูกโด่งปากแดงเรื่อ สวมชุดกระโปรงสีน ้าเงินวารี
ขับเน้นให้นางดูสง่างามสูงศักดิ์
ผู้อาวุโสผมแดงซึ่งนั่งข้างกันกล่าวกับเจ้าสำนัก “เจ้าสำนัก ศิษย์
รุ่นนี้เป็นเช่นไรบ้าง?”
“ก็งั้น ๆ แย่กว่าพี่ผิงอันของข้านัก” หลี่เยว่เยว่กล่าวเบา ๆ
“…” ผู้อาวุโสพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ใครจะไปเทียบเจียงผิงอันได้เล่า นอกจากบุตรีของเจียงผิงอัน ก็
ไม่มีใครพิชิตอัจฉริยะทั่วยุคสมัยได้เหมือนเจียงผิงอันแล้ว
คำถามอยู่ตรงที่ เป็นถึงเจ้าสำนักเพียวเหมี่ยว ช่วยทำตัวเป็นผู้
เป็นคน ไม่ถูกความรักครอบงำสมองหน่อยได้หรือไม่?
พอถามคำถามเช่นนี้ออกไปทีไร เจ้าสำนักก็ตอบกลับมาเสมอว่า
‘งั้น ๆ แย่กว่าพี่ผิงอันของข้านัก’
หญิงงามผู้หนึ่งที่นั่งขนาบอีกข้าง หรือก็คืออาจารย์ของหลี่เยว่
เยว่ ซ่งฮุ่ยเตือนเสียงเบา “เจ้าสำนัก ยามนี้เจ้าเป็นเจ้าสำนักแล้ว ตอบ
คำถามสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้มิได้นะ จริงจังหน่อย”
หลี่เยว่เยว่เม้มปาก “ข้าจริงจังมากนะ ลองเทียบพวกเขากับพี่ผิง
อันของข้าสิ ก็งั้น ๆ มิใช่หรือ?”
ซ่งฮุ่ยเงียบไป
พูดไปก็ถูกแฮะ
“อุ๊บ~”
เจียงผิงอันเห็นหลี่เยว่เยว่พูดเช่นนี้ด้วยท่าทีเคร่งขรึมอย่างผู้
ยิ่งใหญ่ก็อดขำมิได้
ปรากฏว่าแม่หนูนี่กลายเป็นเจ้าสำนักเพียวเหมี่ยวไปแล้ว
ในใจเขาปรากฏภาพยายหนูน้อยหู่นิวขี้มูกโป่งขึ้นอย่าง
กะทันหัน เทียบกับภาพตรงหน้าแล้วช่างแตกต่างกันเหลือเกิน
รอบทิศเงียบสงัด เสียงหัวเราะของเจียงผิงอันจึงเด่นชัดเหนือใด
เหล่าผู้อาวุโสที่นั่งเรียงกันอยู่หันมองโดยเผลอตัว บริวารผู้ใดกัน
เสียมารยาท ถึงกับหลุดขำมาได้
ผู้อาวุโสผมแดงกำลังอารมณ์เสีย ว่าจะหันไปลงมีดกับบริวารผู้นี้
เสียหน่อย แต่เมื่อเห็นชัดเจนว่าเป็นผู้ใดหัวเราะ เสียงก็พลันชะงักดุจ
มีศิลาอุดตันในคอ
หลี่เยว่เยว่ซึ่งเดิมนั่งบนบัลลังก์ประธานอย่างขึงขังเบิกตากว้าง
ท่าทีไว้มาดของนางสลายเฉียบพลัน พุ่งเข้าสู่อ้อมแขนเจียงผิงอัน
ทันที
“พี่ผิงอัน!”
ผู้อาวุโสมากมายตกตะลึง ปรากฏว่าเจียงผิงอันมายังสำนักเพียว
เหมี่ยวของพวกเขา
“ขออภัยด้วยที่เข้ามาโดยมิบอกกล่าว รบกวนแล้ว” เจียงผิงอัน
ขออภัย
“รบกวนที่ไหน เป็นเกียรติของเราที่ได้ต้อนรับการมาเยือนของ
เจ้านิกายเจียงต่างหาก” เหล่าผู้อาวุโสต่างพากันลุกขึ้นคารวะ
เจียงผิงอันทุกวันนี้สถานะสูงส่งอย่างยิ่ง เป็นเจ้านิกายเทวมาร
ขุมกำลังสูงสุดของเผ่ามนุษย์ ยืนบนยอดสุดของห่วงโซ่อำนาจของ
โลกหล้าผู้ฝึกตน
หลายปีมานี้ ความรุ่งเรืองของพวกเขาสำนักเพียวเหมี่ยวก็มีส่วน
เพราะทรัพยากรที่เจียงผิงอันสนับสนุนให้
“พี่ผิงอัน ไม่ต้องสนใจพวกเขาหรอก” หลี่เยว่เยว่ไม่อยาก
เสียเวลา ลากเจียงผิงอันหายวับไปทันที
หากว่าด้วยมารยาทโดยทั่วไป ทุกคนต้องกล่าวชมกันไปมา แล้ว
จัดสำรับอาหารกันสักหน่อย แต่หลี่เยว่เยว่ไม่อยากเสียเวลาอันมีค่า
กับสิ่งเหล่านี้ การอยู่กับเจียงผิงอันตามลำพังสำคัญที่สุด
ผู้อาวุโสทั้งหลายมองหน้ากันแล้วส่ายหัวอย่างจนใจ เจ้าสำนัก
อ่อนวัยใจร้อน หามีความสุขุมไม่ โดยเฉพาะยามพบเจียงผิงอัน
“แปลกจริง มิใช่พูดกันหรือว่าเจ้านิกายเจียงมิอาจฝึกฝน ไฉนจู่
ๆ เขาก็ปรากฏตัวใกล้ ๆ โดยที่เรามิทันสังเกตได้?” หนึ่งในเหล่าผู้
อาวุโสพูดอย่างสงสัย
“บางทีเจ้านิกายเจียงอาจได้เรียนวิชาเร้นกายทรงพลังอะไรมา
เราเลยมิอาจตรวจพบก็ได้ หาไม่แล้วก็ต้องมีขอบเขตสูงกว่าเรา แต่
พวกเจ้าก็รู้ว่าเจ้านิกายเจียงมิอาจฝึกฝน จึงเป็นไปไม่ได้” ผู้อาวุโส
คนหนึ่งว่า
เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ผู้อาวุโสทั้งหลายก็ทอดถอนใจอย่าง
แสนเสียดาย
“เฮ้อ น่าเสียดาย หากเจ้านิกายเจียงฝึกฝนต่อไปได้ บางทีภาย
หน้าเขาก็อาจเป็นนักพรตเสินซวีคนที่สอง เหินทะยานบรรลุเซียนใน
ยุคสมัยนี้ก็ได้”
ปวงชนล้วนทราบว่าเจียงผิงอันฝึกฝนวรยุทธ์ของเขตแดนมาร
มืดทมิฬ และเมื่อไร้ความช่วยเหลือจากเขตแดนมารมืดทมิฬ เขาก็ไม่
มีทางพัฒนาต่อได้ มีแต่ต้องติดอยู่ในขอบเขตบูรณาการไปตลอด
กาล
แม้ขอบเขตบูรณาการจะแข็งแกร่งมากแล้ว แต่ก็ยังมิใช่จุดสูงสุด
ของโลกหล้าผู้ฝึกตน ยังมีขอบเขตมหายานและพ้นพิบัติอยู่เบื้องบน
การปรากฏตัวของเจียงผิงอันมิก่อให้เกิดเสียงฮือฮามากนัก ที่นั่ง
ผู้อาวุโสอยู่สูงสุดบนอัฒจันทร์ ปวงชนล้วนจับจ้องการประลองเบื้อง
ล่าง จึงมีผู้สังเกตเห็นการมาของเขาไม่มากนัก
หลี่เยว่เยว่พาเจียงผิงอันกลับตำหนักของนาง แล้วยืดอกอวดโอ่
อย่างภาคภูมิดุจสาวน้อย
“พี่ผิงอัน ยามนี้ข้าเป็นเจ้าสำนักแล้ว ร้ายกาจใช่หรือไม่?”
“ร้ายกาจ”
เจียงผิงอันเขี่ยจมูกน้อย ๆ ของหลี่เยว่เยว่เบา ๆ
“พี่ผิงอัน นี่ร่างจริงของเจ้าสินะ”
หลี่เยว่เยว่มีร่างวิญญาณวารีสวรรค์ การรับรู้ต่อ ‘ธาตุน ้า’
ทั้งหลายเฉียบคมยิ่ง นางจึงสัมผัสได้ว่ามีคลื่นพลังเกินคาดหยั่งใน
โลหิตอันไหลเวียนของเจียงผิงอัน
เจียงผิงอันพยักหน้า ขณะกำลังจะพูดอะไรต่ออยู่นั้น จู่ ๆ หลี่เยว่
เยว่ก็กระโจนเข้ามาอุดปากแล้วฉีกอาภรณ์เขา
หลี่เยว่เยว่เรียนรู้จากเมิ่งจิงว่าเจียงผิงอันจะไม่ลงมือก่อน หาก
นางต้องการมัดใจชายผู้นี้ นางต้องชิงลงมือเอง
เจียงผิงอันเลี่ยงหลบทันที “เยว่เยว่ นี่เจ้าไปเรียนมาจากใคร ทำ
เช่นนี้ไม่ได้นะ”
หลี่เยว่เยว่ไม่สนใจฟังสักนิด ใช้ศาสตราเซียนครึ่งขั้นหอคอย
สยบเซียนออกมาทันที “พี่ผิงอัน ขัดขืนไปก็ไร้ประโยชน์ ข้าจะจับพี่
กินวันนี้แหละ!”
เจียงผิงอัน: “…”
เจริญ กระทั่งศาสตราเซียนครึ่งขั้นยังงัดมาใช้ ต้องโดนยายหนู
เมิ่งจิงทำเสียคนมาแน่ ๆ
หากใช้หอคอยสยบเซียนรับมือผู้อื่น มันอาจมีประโยชน์ แต่มัน
ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิงกับเจียงผิงอัน
เจียงผิงอันโบกมือเบา ๆ หอคอยสยบเซียนซึ่งเพิ่งเหินขึ้นก็สิ้น
รัศมี กลายเป็นหอคอยน้อยร่วงลงในมือเขา
หลี่เยว่เยว่เผยอริมฝีปากแดง เผยสีหน้าตกตะลึง “หอคอยน้อย
เจ้าทำอะไรอยู่ สะกดพี่ผิงอันไว้สิ!”
“ข… เขาแข็งแกร่งเกินกว่าข้าจะสะกดได้” จิตศาสตราของ
หอคอยน้อยตอบเสียงสั่น มีแต่ตัวตนระดับมันจึงรู้ว่าเจียงผิงอัน
แข็งแกร่งแค่ไหน ไฉนตัวตนเช่นนี้จึงปรากฏในภพแร้นแค้นได้
“แข็งแกร่งเกินไป? เป็นไปได้เช่นไร? เจ้าเป็นศาสตราเซียนครึ่ง
ขั้นนะ!” หลี่เยว่เยว่ตกใจสุดแสน
ไร้ผู้ใดในโลกหล้าผู้ฝึกตนต้านทานศาสตราเซียนครึ่งขั้นโดยไร้
ศาสตราเซียนช่วยเหลือได้ หากจะบอกว่ามีผู้ใดที่หอคอยน้อยบอกว่า
แข็งแกร่งเกินไป ก็อาจมีเพียงเซียนเท่านั้น
เจียงผิงอันพินิจหอคอยน้อยอีกครั้งแล้วพยักหน้า “วัตถุดิบ
เหลือเฟือ หลอมเป็นศาสตราเซียนได้ แต่ระดับของแดนดินปุถุชนมี
จำกัด มิอาจเปลี่ยนเจ้าเป็นศาสตราเซียนได้ ข้าจะเติมเต็มให้ ช่วย
เจ้าเลื่อนระดับให้เป็นศาสตราเซียน ภายหน้าดูแลเยว่เยว่ด้วย”
ว่าแล้ว เจียงผิงอันก็นำศาสตราเซียนพู่กันพิพากษาออกมาแล้ว
เริ่มวาดอักขระเซียน เตรียมเสริมระดับหอคอยสยบเซียนให้เป็น
ศาสตราเซียน
อักขระเซียนลึกลับลอยฟุ้งในโถงตำหนัก เรืองประกายเจิดจรัส
เผยอำนาจลึกลับทรงพลัง
หลี่เยว่เยว่มองอักขระเซียนทั้งหลายอย่างงุนงงระคนตกใจ
อักขระเซียนเหล่านี้ระดับสูงสุดขั้ว นางไม่อาจเข้าใจได้เลย และรู้สึก
เหมือนพี่ผิงอันจะแข็งแกร่งกว่ากาลก่อนมากโข
“พี่ผิงอัน… แก้ปัญหาการฝึกฝนได้แล้วหรือ?”
นางรู้สึกเสมอว่าความแข็งแกร่งในปัจจุบันของเจียงผิงอันอยู่
เหนือจินตนาการ
“ปัญหาเรื่องรากเซียนลุล่วงแล้ว แต่ยังไร้หนทางบรรลุเซียน อาจ
ติดอยู่ในขอบเขตนี้ตลอดไป หรืออาจเป็นได้เพียงเดนเซียน”
เจียงผิงอันตอบพลางวาดอักขระเซียน
“การบรรลุเซียนเป็นเพียงความฝัน มนุษย์สามัญอย่างเราไร้
โอกาสเป็นเซียนแม้สักนิด มีชีวิตสักหมื่นปีได้ก็พอแล้วล่ะ” หลี่เยว่เยว่
กอดเจียงผิงอันจากเบื้องหลัง คู่เนตรงดงามเปี่ยมความยึดติด
เจียงผิงอันใช้เวลาครู่หนึ่งก็ยกระดับหอคอยสยบเซียนเป็น
ศาสตราเซียนสำเร็จ
เมื่อหอคอยสยบเซียนกลายเป็นศาสตราเซียน การหยุดยั้งรัศมี
เจิดจรัสของมันก็เป็นไปมิได้ ลำแสงพุ่งทะยานสู่จักรวาลพร่างพราว
คลื่นพลังศาสตราเซียนทำให้ผู้ฝึกตนทั่วแดนบูรพาสัมผัสได้ทันที
“คลื่นพลังทรงพลังอะไรเช่นนี้ นี่มันพลังอะไรกัน!”
“คลื่นพลังเซียน! เกิดอะไรขึ้น ไฉนจู่ ๆ ก็มีศาสตราเซียนชิ้นหนึ่ง
แผลงฤทธิ์ จะเกิดสงครามอีกแล้วหรือ?”
“ช่วงนี้ช่างประหลาดแท้ ไฉนคลื่นพลังแข็งแกร่งจึงโผล่มาแบบ
ไม่มีปี่ขลุ่ยตลอดเลย ได้ยินว่าเมื่อไม่นานนี้ แดนอุดรปรากฏแรง
กดดันรุนแรงมาก แล้วยามนี้ก็มีคลื่นพลังเซียนในแดนอุดรของเรา”
ต่อให้นำศาสตราเซียนไปไว้ในภพเซียน มันก็ยังเป็นวัตถุที่
แข็งแกร่งยิ่ง นับประสาอะไรกับภพแร้นแค้น
จำนวนศาสตราเซียนในภพแร้นแค้นนั้นมีตายตัวและนับได้ ทุก
ครั้งที่ศาสตราเซียนปรากฏขึ้นสักชิ้น ย่อมหมายถึงเรื่องใหญ่จะ
บังเกิด
ผู้คนมากมายไม่รู้ต้นตอคลื่นพลังของศาสตราเซียนชิ้นนี้ แต่
เรื่องนี้สร้างเสียงฮือฮาในบริเวณรายล้อมสำนักเพียวเหมี่ยวอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะในสำนักเพียวเหมี่ยว
สำนักเพียวเหมี่ยวกำลังจัดการประลองศิษย์ คลื่นพลังรุนแรงนี้จึง
ทำทุกคนสะดุ้ง การประลองหยุดลงกลางคัน
ผู้อาวุโสในอัฒจันทร์ลุกขึ้นมองแสงสว่างทะยานสู่ฟ้าอย่างตกใจ
“นี่คือคลื่นพลังของหอคอยสยบเซียนมิใช่หรือ? ไฉนมัน
แข็งแกร่งนัก ราวกับว่า… มันกลายเป็นศาสตราเซียนสมบูรณ์
กระนั้น!”
“คลื่นพลังเต๋าเซียนนี้มิใช่สิ่งที่ศาสตราเซียนครึ่งขั้นเทียบได้!
หรือหอคอยสยบเซียนจะกลายเป็นศาสตราเซียนชิ้นหนึ่งไปแล้ว?”
“หอคอยสยบเซียนจะกลายเป็นศาสตราเซียนไปได้เช่นไร?”
ผู้อาวุโสมากมายนำความตกใจและงุนงงไปยังตำหนักของหลี่
เยว่เยว่ ตั้งใจสืบเรื่องราวในทันที
ไม่นาน หอคอยสยบเซียนก็สงบลง สรรพสิ่งคืนสู่ความเงียบ
เหล่าผู้อาวุโสรีบร้อนเคาะประตูตำหนักของหลี่เยว่เยว่ “เจ้าสำนัก
เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
หลี่เยว่เยว่เดินออกมา พูดอย่างใจร้อนเล็กน้อย “ไม่มีอะไรหรอก
เมื่อครู่พี่ผิงอันแค่ยกระดับหอคอยสยบเซียนเป็นศาสตราเซียนน่ะ
หากไม่มีธุระอื่นก็อย่ากวนเรานะ”
ยามนี้นางต้องการเพียงอยู่ในโลกของเราสองกับเจียงผิงอัน คน
เหล่านี้ช่างแสนน่ารำคาญ
เมื่อได้ยินวาทะของหลี่เยว่เยว่ เหล่าผู้อาวุโสก็ยิ่งทั้งสับสนและ
ตกใจ
หอคอยสยบเซียนกลายเป็นศาสตราเซียนไปแล้วจริง ๆ!
จากวาทะเจ้าสำนัก ดูเหมือนว่าเหตุจะเป็นเพราะเจียงผิงอัน
ยกระดับหอคอยสยบเซียน
แต่มันเป็นไปได้เช่นไร?
นับแต่คณะของมหาจักรพรรดิจากจร ก็ไม่มีผู้ใดในแดนปุถุชน
สามารถสร้างศาสตราเซียนได้อีก เจียงผิงอันจะยกระดับหอคอยสยบ
เซียนเป็นศาสตราเซียนได้อย่างไร?
“เจ้าสำนัก เรื่องใหญ่เช่นนี้อย่าล้อกันเล่นสิ มันเกิดอะไรขึ้นกัน
แน่?”
อาจารย์ของหลี่เยว่เยว่ ซ่งฮุ่ยถามอย่างเคร่งขรึม นางยอมรับว่า
เจียงผิงอันยอดเยี่ยมมาก แต่ต่อให้เจียงผิงอันจะเลิศล ้า แต่เขาก็ไม่มี
ทางบรรลุสิ่งที่มีเพียงเซียนที่ทำได้
หลี่เยว่เยว่พูดอย่างแง่งอน “ผู้ใดพูดเล่นกัน อาจารย์ ท่านเคยไม่
เชื่อว่าพี่ผิงอันจะฝึกฝนได้ มิใช่พี่ผิงอันก็ฝึกฝนได้หรือ? ยุคสมัยนี้
ผู้ใดในระดับเดียวกันเอาชนะพี่ผิงอันได้บ้าง?”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าว สีหน้าของซ่งฮุ่ยก็นิ่งค้าง