สู่วิถีอมตะ - บทที่ 862 ทุกฝ่ายชุมนุม
บทที่ 862 ทุกฝ่ายชุมนุม
“ลูกพี่ ขอโทษด้วยที่ข้าอยู่สู้เคียงข้างท่านไม่ได้”
หยางหลวนคอตกอย่างละอาย เขาอยากช่วยสำนักเซียนอวี่หวงสู้กับสำนักเซียนเทียนหลาน แต่สำนักเซียนเป่ยฮวงกังวลว่าเขาจะลากสำนักไปพัวพันในสงคราม จึงจับตัวเขากลับมากักบริเวณ
เขาได้เรียนรู้และได้ประโยชน์มากมายจากสำนักเซียนอวี่หวง โดยเฉพาะหลังพบดินแดนลับวิหคศักดิ์สิทธิ์ในดินแดนลับจันทร์มายา เจียงผิงอันก็ให้พวกเขาเข้าไปในดินแดนลับก่อนผู้ใด ได้ทรัพยากรจากในนั้นมากมาย
ได้ประโยชน์แต่มิได้ช่วย สำหรับหยางหลวนผู้มีอารมณ์เป็นสำคัญ เรื่องนี้ยากยอมรับได้
“ไม่เป็นไรหรอก มีเจตนาดีก็ดีแล้วล่ะ” เจียงผิงอันยิ้มให้
เรื่องบางสิ่ง ตนเพียงลำพังมิอาจเปลี่ยนแปลงได้เลย ในฐานะที่หยางหลวนเป็นสมาชิกของสำนักเซียนเป่ยฮวง หากเขาช่วยสำนักเซียนอวี่หวงในสงคราม สำนักเซียนเป่ยฮวงก็จะถูกลากมาพัวพัน ซึ่งสำนักเซียนเป่ยฮวงก็ไม่เต็มใจให้เป็นเช่นนั้น
“ลูกพี่ ไว้เรื่องของราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยคลี่คลายเมื่อใด ข้าจะแอบไปช่วยท่านสู้กับสำนักเซียนเทียนหลานนะ” หยางหลวนพูดอย่างมั่นใจ
“หยางหลวน”
หนึ่งเสียงสตรีเย็นเยียบดังขึ้นเบื้องหลังหยางหลวน
หยางหลวนสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย แต่ก็กลับเป็นปกติในทันที ก่อนจะหันไปถามหยางจิ่นอวี๋ “พี่หญิงเรียกข้าทำไมหรือ?”
“เจ้าว่าทำไมล่ะ? อยู่ดี ๆ อย่าไปแกว่งเท้าหาเสี้ยน อยากโดนกักบริเวณในบ้านหรือ?” หยางจิ่นอวี๋กังวลว่าน้องชายจะไปช่วยสำนักเซียนอวี่หวง นำปัญหามาให้สำนักเซียนเป่ยฮวง จึงชิงเตือนขึ้นก่อน
หยางจิ่นอวี๋ถลึงตามองน้องชาย ก่อนจะหันไปพูดกับเหมียวเสีย “ไม่ได้เห็นเจ้าเสียนาน ได้ยินว่าเจ้าถูกเคลื่อนย้ายไปยังเวิ้งจักรวาล มิคาดว่าเจ้าจะกลับมาได้”
“เพราะเจ้าบื้อช่วยข้าไว้น่ะ เขาตามหาข้าจ้าละหวั่นทั่วเวิ้งจักรวาลเลย”
เหมียวเสียกอดแขนเจียงผิงอัน ใบหน้าเปี่ยมความรักใคร่ ทุกครั้งที่นึกถึง หัวใจของนางก็ตื้นตันหวั่นไหว อยากจะจับเจียงผิงอันกดลงพื้นแล้วฟัดเหวี่ยงสักแสนปีเสียเดี๋ยวนี้
หยางจิ่นอวี๋หันมองเจียงผิงอันข้าง ๆ กัน ดวงตาเจือประกายริษยาและจนใจเล็กน้อย
‘ชายผู้นี้ฝ่าเข้าสู่เวิ้งจักรวาลเพื่อคนที่รัก ความกล้าเช่นนี้น่ายกย่อง การได้คู่บำเพ็ญเช่นนี้ถือว่าหายากมาก’
‘แต่ความกล้าก็ส่วนความกล้า ชายผู้นี้ซึ่งมิอาจบรรลุเซียนได้ย่อมไร้ค่า’
ในโลกหล้า ความแข็งแกร่งคือตัวตัดสิน
หากเป็นตัวนางหยางจิ่นอวี๋ นางขอเลือกผู้ที่จะช่วยนางได้ในภายหน้าดีกว่าสามัญชนที่มิอาจเป็นเซียน
หยางจิ่นอวี๋กล่าวกับน้องชายที่ข้างตัว “เดี๋ยวเจ้าอาจต้องเข้าร่วมศึก รีบกลับไปปรับสภาพตนเองได้แล้ว”
“สเถียรอยู่นานแล้วน่า ยามนี้ข้าอยากคุยกับลูกพี่”
หยางหลวนไม่อยากไปไหน เขาได้พบเจียงผิงอันแล้วทั้งที ยังไม่ทันได้เสวนากันเท่าไร เขาจะไปได้อย่างไร
“รีบกลับไปเสีย เป็นเซียนก็แล้วยังมาเรียกสามัญชนที่ไหนเป็นลูกพี่ มีศักดิ์ศรีบ้างหรือไม่”
หยางจิ่นอวี๋ถีบหยางหลวนกลับไป แล้วจึงหันมากล่าวกับเหมียวเสีย “ไว้มีเวลา เรามาคุยกันนะ”
พูดจบ นางก็เหินกลับไปคุมหยางหลวน
เหมียวเสียเบ้ปากบ่น “ยิ่งนานวัน สตรีผู้นี้ชักเหลิงไปใหญ่แล้ว กาลก่อนยามเราถูกขับออกจากคณะ ‘เสินกวง’ ที่สำนักศึกษาชางจือ นางก็เอาแต่หลบลี้ไม่พูดจา”
เจียงผิงอันเอ่ยเบา ๆ “ขึ้นชื่อว่าคน แสวงหาแต่ประโยชน์ ไม่มีอะไรสมควรกล่าว จะใช้แนวคิดตนมายัดเยียดให้ผู้อื่นมิได้หรอก แค่ไม่เป็นศัตรูกันก็พอแล้ว”
ขณะเดียวกัน เรือศึกขนาดใหญ่ลำแล้วลำเล่าก็ปรากฏบนสุญตา
สำนักเซียนเทียนหลาน สำนักเซียนกระบี่ เมืองหลิงเยว่และราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยต่างมาถึงแล้ว
การมาถึงของพวกเขาทำลายความเงียบในพื้นที่นี้ ทำให้กฎเต๋าเซียนสั่นสะท้านรุนแรง เรืองรองรัศมีพันหมื่น เจิดจรัสดุจหมู่ดาว แผ่แรงกดดันรุนแรง
ปวงชนล้วนถูกปกคลุมด้วยกฎเต๋าเซียน เมื่อกฎเต๋าเซียนอันทรงพลังประสานกัน ก็ทำให้ยอดฝีมือทุกนามสัมผัสแรงกดดันมหาศาลได้
ในหมู่เซียนมนุษย์เหล่านี้ มีเซียนปฐพีและเซียนสวรรค์ปะปนอยู่มากมาย
ยามได้เห็นภาพเช่นนี้ครั้งแรก เฉียนฮวั่นโหรวก็กอดแขนเจียงผิงอัน หายใจหอบถี่อย่างเผลอตัว
นางในภพแร้นแค้นไร้คู่เปรียบ และยังเป็นบุคคลชั้นแนวหน้าในภพบุกเบิก แต่ในภพเซียน การฝึกฝนของนางอยู่เพียงจุดล่างสุด
การมาถึงของเหล่าเซียนทำให้บรรยากาศเครียดขรึมกดดัน
ห้าขุมกำลังใหญ่จากแดนจันทร์มายายืนเรียงเคียงกัน เผชิญหน้ากับราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ย
“พวกเจ้าราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยจะทำการใด?” เจ้าเมืองหลิงเยว่ถามขึ้น
หลายปีมานี้ ราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยส่งทหารมาประชิดใกล้แดนจันทร์มายา แต่มิได้เปิดศึกทันที
“จะทำการใด? ปล้นทรัพยากรน่ะสิถามได้”
จักรพรรดิของราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยชำเลืองห้าขุมกำลังใหญ่ของแดนจันทร์มายา “ที่เรียกพวกเจ้ามานั้นก็ง่าย ๆ ก็คือมาประลองกัน หากพวกเจ้าแดนจันทร์มายาชนะ เราราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยจะไม่รุกรานพวกเจ้าหมื่นปี หากพวกเจ้าแพ้ แต่ละขุมกำลังต้องมอบหนึ่งภพภูมิให้ราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ย”
สงครามมิใช่เด็กเล่น ต่อให้พวกเขาราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยต้องการทรัพยากร แต่พวกเขาก็ไม่อยากก่อสงครามใหญ่ทันที เพราะนั่นหมายถึงหารสังหารคนมากมาย
นอกจากนั้น หากบีบคั้นไล่ต้อนขุมกำลังใดกระทั่งจนมุม ส่งเซียนไปเข่นฆ่าทายาทพวกเขาราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยขึ้นมา เช่นนั้นพวกเขาราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยรับราคาไม่ไหวแน่
สงครามนั้นต้องกดดันอย่างมีขีดจำกัด เพื่อที่มิเพียงชนะ ยังจะได้ทรัพยากรสำคัญมาด้วย และไม่ไล่ต้อนให้อีกฝ่ายจนมุมจนเสียสติสู้ตาย
‘ขีดจำกัด’ ที่ว่านั้นควบคุมได้ยาก เทียบกันแล้ว การประลองโดยประเพณีเหมาะสมกว่ากันนัก
การทำเช่นนี้จะได้ผลประโยชน์สูงสุดโดยสูญเสียน้อยที่สุด
ทัพของพวกเขาราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยกดดันแดนดินก็เพื่อสร้างแรงกดดันแก่แดนจันทร์มายา พวกเขาจะได้ท้าประลองอีกฝ่ายได้ หาไม่ แดนจันทร์มายาก็อาจไม่สนใจพวกเขาเลย
เดิมที ราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยอยากยื้อเวลาอีกสักสองสามปีเพื่อกดดันแดนจันทร์มายามากกว่านี้ แต่ไม่นานก่อนหน้า มีผู้มาหาพวกเขาแล้วบอกให้เร่งแผนนี้เร็วขึ้นอีก
“จะประลองเช่นไร?”
ขุมกำลังใหญ่ในแดนจันทร์มายามิได้ปฏิเสธคำท้าประลอง พวกเขาไม่อยากให้เกิดสงคราม
ยามนี้ก็แค่ต้องเจรจาให้เงื่อนไขประลองดีที่สุด
จักรพรรดิของราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยเอ่ยว่า “การประลองระดับเซียนสวรรค์และเซียนปฐพีเสียเวลาเกินไป ใช้เวลาหลายปี หรืออาจเป็นร้อย ๆ ปีก็อาจยังมิสามารถตัดสินแพ้ชนะ”
“วิธีประลองก็ง่ายมาก ต่อสู้กันอย่างอิสระ ส่งคนขอบเขตเซียนมนุษย์มาสู้กับเราได้ตามใจจนกว่าจะไร้ผู้กล้าสู้ ฝ่ายใดอยู่เป็นฝ่ายสุดท้ายคือผู้ชนะ คงไม่มีปัญหากระมัง?”
ผู้นำสูงสุดของห้าขุมกำลังใหญ่ ณ แดนจันทร์มายามองหน้ากัน
อันที่จริง พวกเขาไม่อยากประลองแม้เพียงนิด แต่ผู้ใดใช้ให้ราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยมาประชิดแดนดินอยู่ พวกเขาจึงต้องจำใจ
การประชันนี้ยุติธรรมและยอมรับได้
“สำนักเซียนเป่ยฮวงไร้ข้อโต้แย้ง”
เจ้าสำนักเซียนเป่ยฮวงมั่นใจสุดแสนในหยางจิ่นอวี๋ของสำนักตน
หยางจิ่นอวี๋เป็นเซียนยามอายุไม่ถึงร้อย เข้าฝึกฝนในสำนักศึกษาชางจือพันปี พลังต่อสู้โดดเด่น ไร้ศิษย์สำนักผู้ใดในขอบเขตเดียวกันเทียบชั้นได้ ต่อให้เผชิญหน้ายอดฝีมือจากราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยก็หากลัวไม่”
“เมืองหลิงเยว่ไม่มีปัญหา”
“เราสำนักเซียนเทียนหลานยอมรับ”
ขุมกำลังต่าง ๆ ล้วนตอบกลับ
หลังจากเห็นทุกสำนักเห็นพ้อง จักรพรรดิราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยก็เอ่ยยิ้ม ๆ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ตกลงตามที่ว่า หากพวกเจ้าชนะ เราราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยจะถอนกำลัง ไม่มาโจมตีที่นี่หมื่นปี หากเราชนะ ให้ทุกสำนักมอบหนึ่งภพภูมิกับเราราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ย แล้วเราราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยก็จะไม่มาโจมตีหมื่นปี”
“เพื่อสร้างสีสันให้การประลองนี้ยิ่งขึ้น ให้ทุกฝ่ายเดิมพันด้วยอาวุธวิเศษระดับเซียนสวรรค์อีกฝ่ายละชิ้น ฝ่ายใดได้ชัยชนะสุดท้าย อาวุธวิเศษเหล่านี้ก็จะเป็นของฝ่ายนั้น”
แค่ภพภูมิไม่กี่แห่งนั้นมิอาจสนองความต้องการของราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยได้ พวกเขาจึงเรียกร้องศาสตราเซียนเพิ่ม
เจ้าเมืองหลิงเยว่ขมวดคิ้ว “พวกเจ้าราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยนี่ขอเยอะจริงนะ”
“ไม่เต็มใจหรือ? หากเจ้าไม่ยอมรับ ก็ไปเจอกันในสมรภูมิ” จักรพรรดิราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยยิ้มหยัน ปราณเซียนทรงพลังระเบิดออกจากร่าง เรืองรัศมีเยี่ยงตะวัน
เจ้าเมืองหลิงเยว่สีหน้าเปลี่ยน ไม่พูดอะไรมากไปกว่านั้น
ในโลกนี้ หมัดใครหนักกว่าก็มีสิทธิ์พูด
ฝ่ายอื่น ๆ ไร้วาจามากมาย ต่างฝ่ายนำศาสตราเซียนระดับสวรรค์ออกมาหนึ่งชิ้น โยนขึ้นสู่สุญตา
ฤทธาซึ่งแผ่จากศาสตราเซียนระดับเซียนสวรรค์หกชิ้นทำให้เซียนทั่วไปขนลุกพอง
ผู้ใดคว้าชัยสุดท้ายได้ จะร่ำรวยมหาศาล
ทั้งสองฝ่ายสาบานต่อกัน สร้างเป็นพันธสัญญาเต๋าเซียน
หลังสาบานเสร็จสิ้น จักรพรรดิราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยก็นำก้อนวัตถุสีดำขนาดเล็กออกมาก้อนหนึ่ง เพียงพริบตา ปวงชนก็ถูกเคลื่อนย้ายสู่หนึ่งแดนดิน
ยอดฝีมือจากห้าขุมกำลังผงะไป ก่อนจะใช้สาสตราเซียนของตนคุ้มกันตัวทันที
“พวกเจ้าราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยทำอะไร! ที่นี่ที่ไหน?”
จู่ ๆ พวกเขาก็ถูกเคลื่อนย้ายมายังมิติที่ไม่รู้จัก ปวงชนล้วนคิดว่าพวกตนถูกลอบโจมตี สีหน้าเครียดเขม็งสุดขีด
“พวกตาขาวเอ๋ย กลัวอะไรกัน นี่ก็แค่มิติพิเศษ หากจะลอบโจมตีพวกเจ้า เมื่อครู่ข้าจะพูดพล่ามให้เปลืองน้ำลายทำไม?”
จักรพรรดิราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยยิ้มเย้ย
ต่อหน้าคำเหยียดหยันนี้ ยอดฝีมือจากห้าขุมกำลังต่างกำหมัดไม่โต้กลับ
จักรพรรดิราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยชำเลืองกลับไปยังชายชุดทองเบื้องหลังเขา
จากที่ใต้เท้าท่านนี้กล่าว หากสตรีที่เขาตามหา อยู่ในโลกใบน้อยของบุคคลใดที่นี่ ขอเพียงเข้ามาในก้อนวัตถุสีดำนี้ เขาก็จะรับรู้ได้