สู่วิถีอมตะ - บทที่ 879 การหลอมศาสตราครั้งที่สอง
บทที่ 879 การหลอมศาสตราครั้งที่สอง
เจียงผิงอันไม่รู้ว่าสำนักเซียนกระบี่กำลังหาคนพยากรณ์ตำแหน่งของเขา
เขาไม่รีบร้อนที่จะล้างแค้น ด้านหนึ่งเพราะพลังยังไม่พอ อีกด้านหนึ่งเพราะสำนักเซียนกระบี่จะทุกข์ทรมานมากหากหาตัวเขาไม่พบ กินไม่ได้นอนไม่หลับ นี่ก็เป็นทัณฑ์ทรมานคนอย่างหนึ่ง
เขาพำนักอยู่บนภูเขาเซียนที่จัดเตรียมโดยหอเจียงเก๋อ เพื่อเข้าใจกฎเกณฑ์แห่งเต๋าเซียน เพิ่มพูนพลัง และเตรียมการชำระแค้นสำนักเซียนกระบี่
เมื่อเหนื่อยล้า ก็หยุดพักและหลอมศาสตราเซียนเพื่อผ่อนคลายกายใจ
ศาสตราเซียนเหล่านี้ที่หลอมขึ้นมา เขามอบให้หอเจียงเก๋อนำไปจำหน่าย เพื่อแลกเปลี่ยนทรัพยากรมาใช้ในฝึกฝน
ศาสตราเซียนที่เจียงผิงอันหลอมขึ้นล้วนมีคุณภาพสูงลิ่ว ผ่านกาลเวลา ได้สั่งสมชื่อเสียงอันสูงส่งในเมืองกระบี่ศักดิ์สิทธิ์
ทุกคราที่ศาสตราเซียนซึ่งหลอมโดยต้าเหอปรากฏ มักถูกแย่งซื้อ ไม่เหมือนกับปรมาจารย์ช่างตีเหล็กทั่วไป แม้จะหลอมศาสตราเซียนได้ ก็ไม่แน่ว่าจะขายออก
แต่สิ่งที่ทำให้ชื่อต้าเหอโด่งดังนั้น ยังคงเป็นกระบี่เซียนที่เขาหลอมขึ้น
กระบี่เซียนเหล่านี้จำลองอักขระเซียนแห่งมิติจากกริชมิติ เมื่อเรียกใช้กระบี่เซียนนี้ จะสามารถใช้พลังมิติได้เล็กน้อย ทำให้การโจมตีของกระบี่เซียนมีความพิลึกพิลั่น
เมื่อกระบี่เซียนชนิดนี้ปรากฏขึ้น มันก็สร้างความตื่นตะลึงให้กับเมืองกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ ขุมอำนาจใหญ่ต่างพากันซื้อหาแย่งชิง ราคาพุ่งกระฉูดไปถึงห้าล้านผลึกเซียน
ห้าล้านผลึกเซียน นับเป็นขีดจำกัดสูงสุดของศาสตราเซียนมนุษย์
โดยปกติแล้วเซียนจะเข้าใจกฎแห่งมิติได้ยาก แต่เพียงแค่ครอบครองกระบี่เล่มนี้ ไร้จำเป็นต้องเข้าใจกฎแห่งมิติ เพียงแค่ถ่ายพลังเข้าไป ก็สามารถใช้พลังแห่งมิติได้ ไม่ว่าจะใช้ต่อสู้หรือหลบหนี ล้วนมีประสิทธิภาพอันน่าอัศจรรย์
นอกจากนี้ คุณภาพของตัวกระบี่เองก็ดีเยี่ยม จึงทำให้ราคาสูงลิ่ว
ขุมอำนาจใหญ่มิขัดสน ขอเพียงมีของดี พวกเขาก็ยอมทุ่มทุนซื้อ
การสร้างศาสตราเซียนติดต่อกันสิบกว่าชิ้น ทุกครั้งที่ขายออกไปก็จะเกิดการแย่งซื้อฉุกละหุก
วันนี้เจียงผิงอันเรียกหญิงรับใช้ที่ดูแลเขามาที่เขาเซียนอีกครั้ง เพื่อมอบกระบี่เซียนที่หลอมเสร็จให้กับนาง
“ท่านปรมาจารย์เซียนต้าเหอ ท่านสร้างศาสตราเซียนได้เร็วจริง ๆ สิบปีก็ได้กระบี่เซียนหนึ่งเล่ม อีกทั้งคุณภาพยังสูงเพียงนี้”
หญิงรับใช้พูดคุยกับเจียงผิงอันอย่างผ่อนคลาย หลายปีที่ผ่านมานางพบว่าปรมาจารย์เซียนท่านนี้ แม้จะไม่ค่อยยิ้มแย้ม แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีหยิ่งทะนงแต่อย่างใด เข้ากันได้ง่าย
“ก็พอไปได้”
เจียงผิงอันไม่รู้สึกว่าความเร็วในการสร้างศาสตราเซียนของตนเองนั้นเร็วมากนัก เขาเพียงสร้างศาสตราเซียนยามว่างเท่านั้น
“ท่านปรมาจารย์เซียนต้าเหอถ่อมตัวเกินไปแล้ว ทักษะการตีเหล็กของท่านในหมู่ปรมาจารย์ช่างตีเหล็กขอบเขตเซียนมนุษย์แห่งแดนจันทร์มายา ต้องติดอันดับสองอย่างแน่นอน” หญิงรับใช้กล่าวชมเชยด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“แล้วผู้ใดคืออันดับหนึ่งเล่า?”
เจียงผิงอันรู้สึกใคร่รู้ว่าผู้ใดกันที่มีทักษะการหลอมศาสตราสูงส่งถึงเพียงนั้น หากมีโอกาสก็อยากจะเรียนรู้สักหน่อย
“ท่านปรมาจารย์เซียนต้าเหอคงไม่ใช่คนของแดนจันทร์มายาของพวกเราเป็นแน่ หากท่านเป็นคนของแดนจันทร์มายา ท่านต้องเคยได้ยินชื่อ ‘เจียงผิงอัน’ อย่างแน่นอน”
เมื่อกล่าวถึงชื่อนี้ ดวงตาของหญิงรับใช้พลันเปล่งประกายแห่งความเลื่อมใสทันที
“เจียงผิงอัน?”
เจียงผิงอันรู้สึกตกใจเล็กน้อย เรื่องที่เขาสามารถหลอมศาสตราเซียนได้นั้น มันแพร่สะพัดออกไปตั้งแต่เมื่อใดกัน?
“ถูกต้องแล้ว ก็คือเจียงผิงอันนั่นแหละ บุคคลผู้ยิ่งใหญ่เมื่อสามพันปีก่อน ได้ยินว่าผู้อาวุโสท่านนี้มาจากโลกเบื้องล่าง มีพรสวรรค์เหนือใคร”
“เพื่อปกป้องการถอยทัพของสำนักเซียนอวี่หวง และเพื่อชำระแค้นให้ภรรยาอันเป็นที่รัก ท่านยอมสละชีวิตอย่างองอาจ ท่านผู้เดียวสามารถกวาดล้างเซียนที่ต่ำกว่าระดับเซียนสวรรค์ของสำนักเซียนเทียนหลานได้เกือบหมด จนชื่อเสียงของท่านกระฉ่อนไปทั่วทุกดินแดนโดยรอบ”
“เมื่อผู้อาวุโสเจียงต่อสู้กับสำนักเซียนเทียนหลาน ศาสตราเซียนของผู้ฝึกตนในสำนักเซียนเทียนหลานก็ระเบิด ทำให้ทั้งสำนักเซียนเทียนหลานพังทลาย ผู้ฝึกตนมากมายเสียชีวิต ในตอนนั้นเอง ผู้คนในสำนักเซียนเทียนหลานถึงได้รู้ว่า เจียงผิงอันได้แฝงตัวเข้ามาในสำนักเซียนเทียนหลานในคราบของปรมาจารย์ช่างตีเหล็กมาเป็นเวลานาน และได้ทิ้งกับดักไว้ในศาสตราเซียนที่ตีขึ้น”
“น่าเสียดาย…”
สีหน้าของหญิงรับใช้แสดงความเสียใจอย่างลึกซึ้ง “ผู้อาวุโสท่านนี้มิได้กลายเป็นเซียนสวรรค์ในที่สุด และถูกเซียนสวรรค์แห่งสำนักเซียนเทียนหลานสังหาร เมื่อเผชิญหน้ากับพลังที่เหนือกว่า อัจฉริยะใด ๆ ก็ไร้ประโยชน์”
เจียงผิงอันมีสีหน้าซับซ้อน “ใช่แล้ว เมื่อเผชิญหน้ากับพลังที่เหนือกว่า อัจฉริยะใด ๆ ก็ไร้ประโยชน์”
เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนเองถึงไม่สามารถแย่งชิงเศษศาสตราเทพนั้นมาได้ ทั้ง ๆ ที่ได้แทรกซึมเข้าไปในสำนักเซียนเทียนหลานอย่างลึกซึ้งเช่นนั้น เพื่อขัดขวางไม่ให้สำนักเซียนเทียนหลานสร้างศาสตราเซียนที่สามารถดูดซับความเสียหายได้
หากสามารถขัดขวางได้ สำนักเซียนอวี่หวงก็คงไม่แตกพ่ายไป
หญิงรับใช้กล่าวว่า “ด้วยความสามารถของปรมาจารย์เซียนต้าเหอ บางทีไม่นานก็อาจเหนือกว่าผู้อาวุโสเจียงผิงอันก็เป็นได้”
“อาจเป็นเช่นนั้น”
เจียงผิงอันรู้สึกพิกลที่ถูกเปรียบเทียบกับตนเอง
“ไม่เสวนาเรื่องนี้แล้ว มาคุยเรื่องงานกันดีกว่า ปรมาจารย์เซียนต้าเหอ เถ้าแก่ของพวกข้าจะมาที่เมืองกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ในอีกไม่ช้า เขากล่าวว่าต้องการพบท่านด้วยตนเอง”
หญิงรับใช้นำหัวข้อสนทนากลับมา
“เถ้าแก่ต้องการพบข้าหรือ?” เจียงผิงอัน รู้สึกสงสัยอยู่บ้าง
หญิงรับใช้ยิ้มพลางกล่าวว่า “ถูกแล้ว เถ้าแก่ของพวกข้าสนใจผู้มีความสามารถเสมอ ท่านปรมาจารย์เซียนมีฝีมือในการหลอมอาวุธสูงส่งนัก เถ้าแก่ของพวกข้าสังเกตเห็นท่านแล้ว และต้องการเจรจาเรื่องความร่วมมือเพื่อให้ท่านเป็นปรมาจารย์ช่างตีเหล็กที่ทำสัญญากับเจียงเก๋อ”
“เถ้าแก่ของพวกเจ้าคงไม่ได้มาพบข้าโดยเฉพาะกระมัง” เจียงผิงอันกล่าว
เจ้าของหอวาณิชใหญ่โตเพียงนี้ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะมาเพื่อพบปรมาจารย์ช่างตีเหล็กระดับเซียนมนุษย์อย่างเขาโดยเฉพาะ
“เถ้าแก่ของพวกข้าให้ความสำคัญกับเมืองกระบี่ศักดิ์สิทธิ์มาก หนนี้มาเพื่อเจรจากับ สำนักเซียนกระบี่ เรื่องกรรมสิทธิ์ของเมืองกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ ต้องการซื้อเมือง ๆ นี้”
หญิงรับใช้มิได้ปิดบัง อธิบายเหตุผลอย่างชัดแจ้ง
“อีกประการหนึ่ง ผู้อาวุโสระดับสูงของสำนักเซียนกระบี่หลายท่านจะมาด้วย ศาสตราเซียนที่ท่านขายส่วนใหญ่ สำนักเซียนกระบี่เป็นผู้ซื้อ ท่านปรมาจารย์เซียนอาจมีโอกาสได้พบผู้อาวุโสของสำนักเซียนกระบี่และรู้จักยอดฝีมือมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาของท่านปรมาจารย์เซียนอย่างมาก”
ในภพเซียน เครือข่ายความสัมพันธ์สำคัญยิ่ง หลายปมปัญหาที่ยากจัดการ ยอดฝีมือเพียงกล่าวคำเดียวก็สามารถแก้ไขได้
ยิ่งมิต้องกล่าวถึงสำนักเซียนกระบี่ หนึ่งในสามขุมกำลังใหญ่แห่งแดนจันทร์มายา การรู้จักผู้คนจากขุมอำนาจใหญ่เช่นนี้ย่อมมีประโยชน์มากมาย
หญิงรับใช้ผู้นี้ต้องการให้เจียงผิงอันออกไปรู้จักผู้คนบ้าง หลายปีมานี้นางได้รับการเลื่อนตำแหน่งในหอเจียงเก๋อ เพราะมีผลงานในการเป็นสะพานเชื่อมให้เจียงผิงอัน ความเป็นอยู่ของนางดีขึ้นมากโข ดังนั้นนางจึงอยากช่วยเหลือเจียงผิงอันบ้างเพื่อแสดงความขอบคุณ
“ผู้อาวุโสหลายคนของสำนักเซียนกระบี่จะมาด้วยหรือ?” ดวงตาของเจียงผิงอันวาบขึ้นทันที
หญิงรับใช้พยักหน้า “ใช่เจ้าค่ะ”
“พวกเขาจะมาถึงเมื่อใด?” เจียงผิงอันถาม
“อีกสามเดือนเจ้าค่ะ”
“อืม ข้ารู้แล้ว”
กำปั้นใต้แขนเสื้อของเจียงผิงอันกำแน่น ดวงตาฉายแววฆาตกรรมที่แทบสังเกตไม่เห็น
เขาเตรียมจะส่งของขวัญบางอย่างให้เหล่าสำนักเซียนกระบี่ก่อนที่พวกเขาจะมาถึง
กาลผ่านไปนานเพียงนี้ สำนักเซียนกระบี่อาจลืมไปแล้วว่ายังมีศัตรูจับจ้องพวกเขาอยู่ มิได้การแล้ว ต้องกระตุ้นความทรงจำแห่งความหวาดกลัวเสียหน่อย
“ท่านปรมาจารย์เซียนต้าเหอ ข้าขอตัวกลับก่อน เมื่อเถ้าแก่มาถึง ข้าจะมาแจ้ง”
หญิงรับใช้ค้อมคำนับแล้วหมุนตัวจากไป
เจียงผิงอันมาถึงมหาสถานบนยอดเขา ปัวซือนั่งอยู่ด้านใน กำลังใช้พลังเซียนรวมเส้นด้ายเพื่อเย็บปะร่างไร้วิญญาณหลายร่างเข้าด้วยกัน
“ปัวซือ ที่เจ้าไปรวบรวมข่าวกรองของเมืองกระบี่ศักดิ์สิทธิ์มาก่อนหน้านี้ ในเมืองนี้มีผู้แข็งแกร่งกี่คน?”
“เจ้าเตรียมจะลงมือแล้วหรือ? ข้าขอแนะนำให้รอจนกว่าเจ้าจะเข้าใจเต๋าเซียนพลังโน้มถ่วงอย่างถ่องแท้เสียก่อนแล้วค่อยลงมือ จะได้ปลอดภัยกว่า ในเมืองมีเซียนปฐพีหนึ่งคนและเซียนมนุษย์สองคน ไม่ง่ายที่จะรับมือ” ปัวซือตักเตือน
“ข้าเข้าใจเต๋าเซียนพลังโน้มถ่วงอย่างถ่องแท้มาสิบกว่าปีแล้ว ต้องขอบคุณหุ่นเชิดที่เจ้ามอบให้” เจียงผิงอันกล่าวขอบคุณ
ร่างไร้วิญญาณระดับเซียนปฐพีที่อีกฝ่ายมอบให้นั้นมีค่ามหาศาล ช่วยในการเข้าใจพลังเต๋าเซียนได้มาก
“ว่ากระไรนะ เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วหรือ? นี่เร็วเกินไปแล้ว!”
ปัวซือเบิกตาโพลง พลั้งมือทำให้แขนที่เพิ่งต่อเสร็จหักอีกครั้ง
กาลผ่านไม่ถึงสองร้อยปี ปกติแล้วเซียนระดับนี้ใช้เวลาสองหมื่นปีในการเข้าใจเต๋าเซียนหนึ่งอย่างก็ถือว่าปกติ
“นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของพลังการกลืนกินหรือ?”
ปัวซือรู้สึกอิจฉายิ่งนัก อยากจะเอาร่างของบุรุษผู้นี้มาทำเป็นหุ่นเชิด เพื่อทดสอบพลังการกลืนกินดู
“ช้าเกินไปต่างหาก”
ดวงดาวในร่างกายเป็นตัวกำหนดความเร็วในการเข้าใจ ร่างของเจียงผิงอันมีเพียง 19 ดวง มีเพียงหนึ่งหรือสองในสิบส่วนของสภาวะสูงสุด
ปัวซือได้ยินเจียงผิงอันบ่นว่าเขาเข้าใจกฎเต๋าเซียนช้า จึงกลอกตาใส่อีกฝ่าย สงสัยว่าเจ้าหนุ่มนี่กำลังอวดดี
“ในเมื่อเจ้าเข้าใจเต๋าเซียนพลังโน้มถ่วงแล้ว เช่นนั้นก็ลงมือได้เลย หากเจอเซียนปฐพีนั่น พวกเราก็วิ่งหนีได้”
“ไม่ต้องลงมือกับเซียนปฐพี จะเกิดความวุ่นวายใหญ่โต อยู่ในเมืองอาจทำร้ายผู้บริสุทธิ์ได้ จัดการศิษย์สายตรงของสำนักเซียนกระบี่ก่อน”
เจียงผิงอันมิได้หมายจะปะทะกับศัตรูโดยตรง สิ่งสำคัญที่สุดคือทำให้ศัตรูหวาดกลัว พึงระแวงว่าเขาจะมาชำระแค้น
“รังแกศิษย์ของพวกเขาหรือ? ช่างอำมหิตเจียจริง ขาดความสง่างามของเซียนเยี่ยงพวกเราแล้ว” ปัวซือถอนหายใจ
เจียงผิงอันสรวลเส “เซียนปฐพีพวกนั้นลงมือกับข้าไม่ขาดความสง่างามหรอกหรือ? ศัตรูถึงแก่ชีวิต จะไปสนใจความสง่างามอันใดกัน”
“ข้าแค่แกล้งทำเป็นสุภาพนิดหน่อย ข้าเป็นแค่โจรขุดหลุมศพ จะต้องการมารยาทอันใด เจ้าฆ่าคนก็อย่าทำให้ศพเหลวแหลก เก็บศพที่สมบูรณ์ไว้ให้ข้า”
ปัวซือลุกขึ้น
ว่าแล้วทั้งสองก็เปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกใหม่ แล้วออกจากเขาเซียน
ณ จวนเจ้าเมืองกระบี่ศักดิ์สิทธิ์
บุตรชายทั้งสามของเจ้าเมืองนั่งคุยกันอย่างเบื่อหน่ายกลางลานจวน
“ท่านพ่อช่างจู้จี้เหลือเกิน ข้าอยากออกไปท่องยุทธภพสักรอบก็มิยอม บอกว่าข้างนอกอันตราย อันตรายบ้าอะไร” บุตรชายคนโตของเจ้าเมืองบ่นอุบอย่างไม่พอใจ
“ใช่แล้ว พวกเราสำนักเซียนกระบี่เป็นหนึ่งในสามอำนาจใหญ่ของแดนจันทร์มายา ผู้ใดจะกล้ามาแหยมพวกเรา ช่วงก่อนข้าได้ลักพาตัวภรรยาและบุตรสาวของเซียนผู้หนึ่งมา เล่นสนุกอยู่หลายเดือน อีกฝ่ายไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงสักแอะ” บุตรชายคนรองกล่าว
“เป็นภรรยาและบุตรสาวของเจ้าสำนักผิงซานหรือ? ไฉนเจ้าไม่บอกข้าแต่แรก ข้าก็หมายตาพวกนางอยู่เช่นกัน ข้ายังมิได้ลิ้มลองเลย” บุตรชายคนเล็กบ่น
บุตรชายคนโตเผยหน้าชั่วร้าย เสนอว่า “ไปกันเถอะ ไปเล่นสักยก ไปถึงสำนักของพวกเขาจะยิ่งตื่นเต้น”
ขณะที่พวกเขากำลังเตรียมตัวออกจร จู่ ๆ คนผู้หนึ่งพลันปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า
“เจ้าเป็นผู้ใดกัน…”
เมื่อสามคนกำลังจะกล่าววาจา สีหน้าของพวกเขาก็พลันเหม่อลอยไป แล้วจึงเผยความเจ็บปวดออกมา ล้มลงกับพื้น ร่างกายชักกระตุก
เพียงชั่วครู่ต่อมา วิญญาณของทั้งสามก็ถูกฉีกทำลาย ร่างไร้ปราณนอนแน่นิ่งบนพื้นพื้น
ผู้ลงมือมิใช่ใครอื่น ทว่าเป็นเจียงผิงอันนั่นเอง
เขาเร่งใช้สังสารวัฏทำให้ทั้งสามต้องตกตายอย่างทรมานครั้งแล้วครั้งเล่า ฉีกกระชากวิญญาณของพวกเขา โดยไม่ทำร้ายร่างกายแม้แต่น้อย
บัดนั้น เจ้าเมืองเถียนซื่อที่กำลังฝึกฝนอยู่พลันลืมตาขึ้น
“ผู้ใดกันที่ฆ่าลูกชายของข้า! ข้าจะสับร่างเจ้าเป็นหมื่นชิ้น!”
ผู้แข็งแกร่งมากมายมักจะทิ้งรอยวิญญาณไว้บนร่างของญาติสนิท หากญาติสนิทสิ้นลม ตัวเขาเองก็จะรู้ได้ในบัดดล
เถียนซื่อไม่รู้ว่าผู้ใดกล้าบ้าบิ่นถึงขนาดลงมือกับลูกชายของเขาในจวนเจ้าเมือง
ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตาม แม้แต่เจียงผิงอันผู้นั้นมาเอง เขาก็จะสับร่างของคนผู้นั้นเป็นหมื่นชิ้น เพื่อชำระแค้นให้บุตรชาย!