สู่วิถีอมตะ - บทที่ 881 แผนสำรองของสำนักเซียนกระบี่
บทที่ 881 แผนสำรองของสำนักเซียนกระบี่
ผู้อาวุโสแห่งยอดเขาโอสถกล่าวว่า “เมื่อหลายปีก่อน พวกเราลวงศิษย์จากสำนักเซียนอวี่หวงมาได้กลุ่มหนึ่ง ข้าเอาคนบางส่วนมาทดลองยา แม้ว่าหลายปีมานี้จะมีคนตายจากการทดลองยาไปมาก แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังมีชีวิตอยู่”
“จากข่าวกรองพบว่า เจียงผิงอันเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกมาก พวกเราสามารถใช้คนเหล่านี้เป็นเหยื่อล่อเขาออกมาได้”
“แต่ว่า การทำเช่นนี้จะต้องส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของสำนักอย่างแน่นอน”
เหล่าผู้อาวุโสมองหน้ากันไปมา นี่เป็นวิธีที่ใช้ได้จริง ทว่าก็มีผลข้างเคียงมากเช่นกัน
แม้ว่าสำนักเซียนกระบี่ของพวกเขาจะทำเรื่องชั่วร้ายลับหลังมามิน้อย แต่ก็ยังต้องรักษาภาพลักษณ์ที่ดีไว้ในสายตาปวงประชา
เจ้าสำนักเซียนกระบี่ว่านจื่อเทาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จู่ ๆ ก็โพล่งขึ้นว่า “มีวิหนทางที่จะไม่ทำลายชื่อเสียงของสำนัก”
“ก็ประกาศต่อภายนอกว่า ศิษย์จากสำนักเซียนอวี่หวงเป็นตัวการสำคัญที่โจมตีสำนักเซียนกระบี่ของพวกเรา ได้จับตัวพวกเขาไว้แล้ว และตัดสินใจจะประหารกลางถนนเพื่อเป็นการเตือนให้ผู้อื่นเห็นเป็นเยี่ยงอย่าง”
“เมื่อถึงยามนั้น เจียงผิงอันผู้เป็นต้นเหตุย่อมรู้ว่าเกิดอันใดขึ้น ด้วยวิธีนี้ แม้เขาจะไม่ออกมา พวกเราก็จะมิเสียอะไร แต่หากเขาออกมา ก็จะสามารถจัดการเขาได้”
ได้ยินเช่นนั้น บรรดาผู้อาวุโสทั้งหลายพลันเบิกตาโพลงด้วยความตื่นเต้น
สมกับเป็นเจ้าสำนักที่สามารถไต่ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของสำนักเซียนกระบี่ได้ ช่างมากเล่ห์เสียจริง
อย่างไรเสีย ก็ไม่มีใครล่วงรู้ว่าคนเหล่านี้จากสำนักเซียนอวี่หวงทำอะไรลงไป เขาจะติดป้าย ‘อาชญากร’ ให้คนเหล่านั้นเสีย ถึงสังหารไปก็คงไร้คำติฉิน
หากสามารถล่อเจียงผิงอันออกมาได้ เขาจะอ้างว่าเจียงผิงอันเป็นพรรคพวกกับคนเหล่านี้ ด้วยกลนี้เขาก็จะมีเหตุผลอันชอบธรรมในการลงมือ โดยไม่ทำให้ชื่อเสียงของสำนักเสื่อมเสีย
ซ่างกวนจิ้วซู่ถามอย่างตื่นเต้นว่า “พวกเราจะประกาศเรื่องนี้ต่อสาธารณะเลยหรือไม่?”
ครั้งที่แล้วเจียงผิงอันทำลายประทีปเซียนอาฆาตของเขา จุดไฟโทสะในทรวงให้ลุกโชน เขาต้องสังหารอีกฝ่ายด้วยมือตนเอง
“มิต้องรีบร้อน ก่อนอื่นให้นำศิษย์จากสำนักเซียนอวี่หวงเหล่านั้นไปยังเมืองกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ เจียงผิงอันน่าจะอยู่ย่านนั้น พวกเราก็พอดีต้องไปพบกับเถ้าแก่หอเจียงเก๋อที่นั่น จัดการเรื่องพวกนี้ไปพร้อมกันเลย”
ว่านจื่อเทาหาวิธีจัดการเจียงผิงอันได้แล้ว อารมณ์ของเขาดีขึ้นมาก สิ่งเดียวที่เขากังวลคือเจียงผิงอันอาจจะไม่ออกมา
ข้างๆ นั้น ผู้อาวุโสอันดับสองโม่อวี่ถามอย่างสงสัย “เจ้าสำนัก พวกเราจะขายเมืองกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ให้เจ้าของร้านเจียงเกอจริงๆ หรือ? ทำไมพวกเขาถึงอยากซื้อเมืองนี้นัก เมืองกระบี่ศักดิ์สิทธิ์มีอะไรพิเศษหรือ?”
ว่านจื่อเทาส่ายหัว “ผู้ใดจะรู้ว่าเจียงเก๋อคิดอะไรอยู่ บางทีอาจเห็นว่าแดนจันทร์มายาของพวกเราค่อนข้างอ่อนแอ เหมาะสำหรับการขยายอิทธิพลที่นี่”
“หากเจียงเก๋อให้ราคาที่เหมาะสม ก็ขายเมืองกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ให้พวกเขาเถอะ เจียงเก๋อมิใช่กลุ่มที่จะมองข้ามได้ ข้าได้ยินมาว่าพวกเขาสามารถระดมผู้แข็งแกร่งมากมาย การมีไมตรีดีกว่าเป็นศัตรูกัน…”
ว่านจื่อเทาพลันนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงกล่าวว่า “ไปหานักพยากรณ์มาอีกคน”
ณ เมืองกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ บนภูเขาเซียนแห่งหนึ่ง
เจียงผิงอันมองดูปัวซือที่กำลังจัดการร่างไร้วิญญาณอย่างยินดี แล้วกล่าวว่า “หากวันใดข้าต้องเผชิญอันตราย เจ้าจงหนีไปเสีย”
“เพิ่งจะได้สนุกสักครั้ง ไฉนต้องพูดจาไม่เป็นมงคลเช่นนี้ด้วย” ปัวซือกล่าวพลางวาดอักขระเซียนพิเศษเพื่อควบคุมร่างไร้วิญญาณเหล่านั้น
“สำนักเซียนกระบี่ไม่อนุญาตให้มีตะปูแม้สักตัวปักอยู่ที่หน้าอก บางทีอาจมีวิธีพิเศษบางอย่างที่จะตามหาข้าได้ ข้าจึงต้องเตรียมรับมือไว้ก่อน”
เจียงผิงอันกังวลว่าจะเรื่องจะบังเกิด จึงเตรียมการไว้ล่วงหน้า
หากเขาตายในกาลนี้ ยังมีโอกาสกลับสู่กาลสัจธรรม จึงไม่กังวลเรื่องความตายมากนัก
แม้ยามนี้จะยังมีชีวิต แต่ภายในหนึ่งพันปีเขาก็จะจงใจไปตาย เพื่อกลับสู่กาลแห่งสัจธรรม และเปลี่ยนแปลงอนาคตอันเลวร้ายนี้
ทว่าปัวซือในกาลนี้ยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่อสืบทอดเชื้อไฟแห่งสำนักเซียนอวี่หวง ดังนั้นปัวซือจึงต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป
ปัวซือเงยหน้าขึ้นมองเจียงผิงอันด้วยสายตาดุ ๆ “วางใจเถิด หากเกิดอันตราย ข้าจะเป็นคนแรกที่… วิ่ง ข้าชอบศพ แต่ไม่อยากกลายเป็นศพ ข้ายังอยากลองควบคุมศพของเจ้าอยู่เลย”
“ดีแล้ว”
เจียงผิงอันไม่ได้กล่าวอะไรต่อ กลับไปยังห้องของตน ย่อยเซียนที่กลืนกินเข้าไป
ในบรรดาเซียนเหล่านี้ มีสองคนที่เข้าใจกฎเต๋าเซียนกำลัง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเขา
สองเดือนต่อมา…
เสียงหนึ่งปะทุขึ้นกลางเวหาเหนือเมืองกระบี่ศักดิ์สิทธิ์อย่างกะทันหัน
“พวกข้าสำนักเซียนกระบี่ได้จับกุมอาชญากรที่ลงมือต่อสำนักของพวกข้าแล้ว พวกมันคือศิษย์เก่าของสำนักเซียนอวี่หวง คนพวกนี้เสี่ยงอันตรายเพื่อทรัพยากร ลงมือต่อ สำนักเซียนกระบี่ของพวกข้า อีกสามวัน พวกข้าสำนักเซียนกระบี่ จะประหารพวกมันที่หน้าประตูเมือง!”
เมื่อข่าวแพร่สะพัด ทั้งเมืองกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ก็เดือดดาลในบัดดล
“ศิษย์ของสำนักเซียนอวี่หวงจะลงมือต่อสำนักเซียนกระบี่ได้เยี่ยงไร?”
“ใช่แล้ว ข้าเคยพบกับศิษย์สำนักเซียนอวี่หวงหลายหน ส่วนใหญ่เป็นวิญญูชน ไม่น่าจะทำเรื่องเลวทรามเช่นนี้ได้”
“ถึงศิษย์สำนักเซียนอวี่หวงจะขาดแคลนทรัพยากร ก็คงไม่กล้าเสี่ยงลงมือต่อสำนักเซียนกระบี่ที่แข็งแกร่งหรอกกระมัง?”
กาลก่อนเมืองกระบี่ศักดิ์สิทธิ์คือเมืองอวี่หวง ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ส่วนใหญ่มีความเกี่ยวดองกับสำนักเซียนอวี่หวง พวกเขารู้ดีถึงอุปนิสัยของศิษย์สำนักเซียนอวี่หวง
นับแต่ศิษย์สำนักเซียนกระบี่มาประจำการที่นี่ เมื่อเปรียบเทียบศิษย์ทั้งสองสำนัก ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ยิ่งสัมผัสได้ถึงคุณธรรมของสำนักเซียนอวี่หวง
ปวงชนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าศิษย์สำนักเซียนอวี่หวงจะไปทำเรื่องเลวทราม หากจะทำเรื่องเช่นนั้นจริง เหตุใดไม่ลงมือกับผู้ฝึกตนระดับต่ำ แต่กลับไปยุ่งกับขุมอำนาจใหญ่อย่างสำนักเซียนกระบี่
หลายคนสัมผัสได้ว่ามีปัญหาบางอย่างในเรื่องนี้ ทว่าไม่รู้ว่ามีปัญหาอันใด
ขณะเดียวกัน เจียงผิงอันที่กำลังฝึกฝนอยู่ก็ลืมตาขึ้นทันที ดวงตาฉายแววน่าสะพรึงกลัว
“พวกสวะน่าตายพวกนี้!”
ร่างทั้งร่างของเจียงผิงอันสั่นสะท้าน
การที่เขามีชีวิตอยู่ได้จนถึงยามนี้ เขาย่อมมิใช่คนเขลา เขาเดาได้ว่าสำนักเซียนกระบี่ต้องการล่อให้เขาออกไป
ปัวซือเปิดประตูเข้ามา วันนี้เขาไม่มีเคราเช่นก่อนหน้า สวมเสื้อคลุมยาวสีฟ้า ดูหล่อเหลายิ่ง บนใบหน้าไม่มีความผ่อนคลายเหมือนปกติ
“คราวนี้เจ้าอยากช่วยก็ไม่มีโอกาสแล้ว สำนักเซียนกระบี่ต้องวางกับดักไว้แน่นอน มีเซียนระดับสูงจำนวนมากซ่อนตัวอยู่รอบ ๆ เจ้าเพียงแค่ปรากฏตัว ต้องตกตายแน่นอน บรรดาศิษย์ร่วมสำนักเหล่านั้นก็ต้องตายแน่นอนเช่นกัน”
เจียงผิงอันก็รู้ดีถึงสิ่งเหล่านี้ ความเจ็บปวดอันไร้พลังนี้ทำให้เขาต้องกำหมัดแน่น เพราะออกแรงมากเกินไป กระดูกจึงแตกละเอียด เลือดสดไหลออกมาตามผิวหนัง
ทว่าในขณะนั้นเอง แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวก็ตกลงมาบนภูเขาเซียน
เจียงผิงอันและปัวซือสีหน้าเปลี่ยนไปพร้อมกัน
บนท้องนภา ฉงเจี้ยนผู้เป็นนักพยากรณ์ที่สูญเสียการได้ยิน การมองเห็น และการรับรส ชี้ไปยังภูเขาเซียนเบื้องล่างและกล่าวว่า “ตามการคาดการณ์ ผู้ที่หายตัวไปของพวกเจ้า สำนักเซียนกระบี่ ล้วนอยู่เบื้องล่างนั่น”
“ฮ่า ๆ เจ้าสำนัก ช่างเฉลียวฉลาดจริง ๆ เมื่อมิอาจพยากรณ์เจียงผิงอันได้ ก็พยากรณ์ตำแหน่งผู้ที่หายตัวไปของพวกเราสำนักเซียนกระบี่แทน ผู้ที่หายตัวไปต้องถูกเจียงผิงอันพาไปแน่ ตอนนี้ดูซิว่าเขาจะหนีไปทางใด!”
ซ่างกวนจิ้วซู่ถือ ‘ประทีปเซียนอาฆาต’ เสสรวลเริงร่า
ก่อนจรถึงเมืองกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ เจ้าสำนักได้ตามหาฉงเจี้ยนนักพยากรณ์มาอีกครั้งเป็นแผนสำรอง
แม้นักพยากรณ์จะมิอาจทำนายตำแหน่งเจียงผิงอันได้ แต่ก็สามารถทำนายตำแหน่งผู้ที่หายตัวไปของสำนักเซียนกระบี่ของพวกเขาได้
เซียนปฐพีสามคนและเซียนมนุษย์สิบกว่าคนได้ล้อมภูเขาเซียนไว้ และเริ่มโจมตีค่ายอาคมทันที
พวกเขาไม่สนใจว่าเขาเซียนนี้เป็นของฝ่ายใด ในแดนจันทร์มายา นอกจากอีกสองขุมกำลังใหญ่แล้ว ก็ไม่มีผู้ใดที่สำนักเซียนกระบี่ของพวกเขาไม่กล้าแตะต้อง
ค่ายอาคมของภูเขเซียนสามารถต้านทานการโจมตีของเซียนปฐพีได้ แต่มิอาจต้านทานการโจมตีของเซียนปฐพีสามคนและเซียนมนุษย์อีกสิบกว่าคนได้
ความตายโอบล้อมร่างของเจียงผิงอันและปัวซือ ครานี้… โอกาสรอดชีวิตมีน้อยนัก