สู่วิถีอมตะ - บทที่ 882 การตัดสินใจของปัวซือ (รีไรต์)
บทที่ 882 การตัดสินใจของปัวซือ (รีไรต์)
เจียงผิงอันเหม่อมองเซียนปฐพีสามคนและเซียนมนุษย์สิบกว่าคนบนท้องฟ้า รู้ชะตาว่าตนเองหนีไม่พ้นแน่
ปัวซือรีบนำรีบกริชมิติและทรัพยากรทั้งหมดที่มีออกมาให้เจียงผิงอัน เจียงผิงอันจึงกล่าวกับเขาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“คนที่พวกเขาตามหาคือข้า เจ้าเชี่ยวชาญค่ายอาคมมิติ ยังมีโอกาสหนีรอด รีบไปเสีย!”
การเสียสละคนเดียวย่อมดีกว่าเสียสละสองคน
ปัวซือโคจรพลังเซียนในร่าง ประสานมือวาดลวดลาย เปิดประตูมิติขึ้นมา
โครม!
ค่ายอาคมรอบภูเขาเซียนระเบิดออก
ปัวซือรีบปล่อยร่างหุ่นศพทั้งหมดที่มีออกมาทันที หุ่นเชิดศพระดับเซียนมนุษย์ทั้งหมดสิบร่างและร่างธรรมดาอีกร้อยกว่าร่าง ควบคุมให้พวกมันทะยานขึ้นสู่ท้องนภาแล้วระเบิดตัวเองทันที
พลังอันน่าสะพรึงกลัวจากการระเบิดของร่างเหล่านี้ ราวกับสามารถทำลายสวรรค์และพิภพได้ สกัดกั้นเหล่าเซียนจากสำนักเซียนกระบี่ได้ชั่วคราว
จู่ ๆ ปัวซือก็โยนเจียงผิงอันเข้าไปในประตูมิติ พร้อมทั้งโยนกริชมิติและทรัพยากรที่เหลือเข้าไปด้วย แล้วส่งจิตสื่อสารเข้าไปในความคิดของเจียงผิงอัน
“ข้าไม่มีพรสวรรค์เช่นเจ้า แม้จะรอดชีวิต ก็ไม่มีความสามารถที่จะแก้แค้นได้”
“ข้าเคยคิดว่าตนเองทนความเดียวดายได้ อยู่กับซากศพได้ทุกเมื่อ แต่ข้าประเมินตัวเองสูงเกินไป กระทั่งทนความอ้างว้างมาพันปี จึงรู้ว่าแท้จริงแล้วข้าก็ปรารถนาครอบครัวเช่นกัน”
“ไร้ภพแร้นแค้น ภพบุกเบิกก็ไม่มีแล้ว สำนักเซียนอวี่หวงก็ไม่มีแล้ว… ข้า ‘ปัวซือ’ พลังบำเพ็ญต่ำ ทำอันใดมิได้เลย ได้เพียงหนีเท่านั้น ครานี้ข้าไม่อยากหนีอีกต่อไปแล้ว”
“เจียงผิงอัน จงมีชีวิตอยู่ต่อไป เจ้ามีประโยชน์มากกว่าข้า”
ปัวซือปิดประตูมิติ ลบร่องรอยการส่งผ่านมิติ แล้วเปลี่ยนร่างเป็นเจียงผิงอัน
ปัวซือก็ไม่รู้ว่าทำไมตนถึงทำเช่นนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เตรียมพร้อมจะหนีเอาตัวรอดเมื่อเจอภัยอันตรายแล้ว
เมื่อคลื่นระเบิดสลายไป ยอดฝีมือระดับสูงสุดกว่าสิบคนของสำนักเซียนกระบี่ก็ทะลวงแนวป้องกันที่เกิดจากการระเบิด พุ่งเข้าโจมตีปัวซือ
แม้พลังงานจากการระเบิดของหุ่นศพจะน่าสะพรึงเพียงใด ทว่าตราบใดที่ไม่อยู่ใจกลางการระเบิด ก็ไม่สามารถสังหารพวกเขาได้
“นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเป็นประหนึ่งวีรบุรุษเช่นนี้ ถูกเซียนมากมายล้อมโจมตี ถึงตายก็ยังโม้ได้”
ปัวซือดวงตาไร้แววหวาดหวั่นต่อความตาย เขาจุดไฟแผดเผารากฐานและวิญญาณ เร่งเร้าวิชาเซียนแห่งมิติที่ซ่อนอยู่อย่างสุดกำลัง “ประตูมิติไร้ขอบเขต!”
นี่คือวิชาส่งผ่านมิติชนิดหนึ่ง ต่างจากวิชาส่งผ่านมิติปกติตรงที่วิชาเซียนแห่งมิตินี้จะสร้างประตูส่งผ่านจำนวนมากในคราเดียว โดยไม่มีทิศทางการส่งผ่านที่แน่นอน ส่งไปตามอำเภอใจ
ปัวซือดเผาผลาญพลังชีวิต ทำให้พลังของวิชาเซียนนี้เพิ่มขึ้นมหาศาล หมายส่งเซียนเหล่านั้นไปยังที่ไกลแสนไกล
นี่คือสิ่งเดียวที่เขาสามารถทำเพื่อเจียงผิงอันได้ในยามนี้
ห้วงมิติแตกสลาย ก่อตัวเป็นประตูแห่งมิติบานแล้วบานเล่า พุ่งเข้าหาศัตรูของปัวซือ พวกเขาหลงเข้าไปในประตูส่งผ่านและหายวับไป
อย่างไรก็ตาม มีคนหนึ่งที่ไม่ได้รับผลกระทบ
นางคือผู้อาวุโสรองแห่งสำนักเซียนกระบี่ มั่วอวี้
นางเชี่ยวชาญพลังแห่งมิติเช่นกัน สามารถใช้วิชามิติต้านทานผลกระทบได้
มั่วอวี้หรี่ตา จ้องมองปัวซือที่เปลี่ยนรูปร่างเป็นเจียงผิงอันอย่างเย็นชา
“เจ้ามิใช่เจียงผิงอัน ผู้ที่เจ้าส่งไปเมื่อครู่นี้ต่างหากที่เป็นเจียงผิงอันที่แท้จริง”
มั่วอวี้มองทะลุความจริงผ่านพลังแห่งห้วงอวกาศที่ปัวซือใช้
“ข้าคือปู่ของเจ้า เจียงผิงอัน” ปัวซือโต้
“เมื่อเจ้าอยากตาย ข้าจะส่งเจ้าไปเอง”
มั่วอวี้ไม่อยากสนใจคนที่กำลังเผาผลาญชีวิตตัวเองผู้นี้ ทว่าอีกฝ่ายวาจาสุนัขมิรับประทาน
นางโบกกระบี่เซียนในมือ ตัดปัวซือเป็นชิ้น ๆ ในพริบตา
ปัวซือค่อย ๆ หลับตาลง พึมพำว่า “ข้าควรหาภรรยาสักคน…”
มั่วอวี้ลงจากเขาเซียน เหยียบหัวของปัวซือจนแตก “วิชามิติของเจ้ายังต่ำต้อยเกินไป มิอาจกลบร่องรอยการเคลื่อนย้ายได้หมด”
นางฉีกห้วงมิติทันที ตามรอยคลื่นมิติไล่ตามทิศทางที่เจียงผิงอันหนีไป
เจียงผิงอันที่ถูกปัวซือส่งตัวไปกำลังหนีอย่างสุดขีด ทันใดนั้นก็รู้สึกบางอย่าง หันกลับไปเห็นมั่วอวี้ไล่กวดมา
เมื่อเห็นมั่วอวี้ปรากฏตัว เจียงผิงอันก็รู้ชะตากรรมของปัวซือแล้ว
เจียงผิงอันดวงตาแดงก่ำ ‘ปัวซือ ไอ้หมอนั่นก่อนหน้านี้บอกชัดเจนว่าจะรอดชีวิต แต่กลับสละชีวิตเพื่อข้าเสียนี่’
“ข้ามิอาจตกตายที่นี่ได้ ข้ายังต้องล้างแค้นให้สำนักเซียนอวี่หวง ยังต้องล้าง
แค้นให้เมิ่งจิงและปัวซืออีก!”
เขาถ่ายพลังเซียนเข้าสู่กริชมิติ แล้วหนีอย่างบ้าคลั่ง
อย่างไรก็ตาม ผู้ไล่ล่าทางด้านหลังคือเซียนกระบี่แห่งมิติขอบเขตเซียนปฐพี
มั่วอวี้โบกกระบี่เซียนทะลวงมิติ พุ่งแทงมาทางเจียงผิงอัน
เจียงผิงอันพลันหมุนกริชมิติไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว
“โครม!”
พลังแห่งมิติปะทะกัน ก่อให้เกิดกระแสมิติโกลาหล เจียงผิงอันถูกกระแทกกระเด็น ชนเข้ากับเรือศึกขนาดมหึมาลำหนึ่งอย่างแรง
ค่ายอาคมของเรือศึกถูกกระตุ้น ผู้แข็งแกร่งขอบเขตเซียนจำนวนมากเหาะเหินออกมา
“ผู้ใดบังอาจบุกโจมตีเรือศึกของ ‘เจียงเก๋อ’ ของข้า!”
บรรดาผู้แข็งแกร่งขอบเขตเซียนเหล่านี้พุ่งเป้าไปที่เจียงผิงอันและมั่วอวี้ทันที
มั่วอวี้รับรู้ถึงพลังปราณของเหล่าผู้แข็งแกร่งขอบเขตเซียนปฐพีหลายสายที่เทียบเท่ากับตน จึงรีบกล่าวว่า
“ข้าคือผู้อาวุโสรองแห่งสำนักเซียนกระบี่จากแดนจันทร์มายา ขณะนี้กำลังไล่ล่าโจรร้าย บังเอิญมาชนเรือศึกลำนี้เข้า ข้าต้องขออภัยอย่างสุดซึ้ง…”
นางยังพูดไม่ทันจบ จู่ ๆ ก็มีกริชเล่มหนึ่งเหินทะลุมิติ ปักเข้าที่อกของนาง
เจียงผิงอันจุดระเบิดกริชมิติทันที
ตู้ม!
พลังมหาศาลจากการระเบิดของศาสตราเซียน ทำให้อกของมั่วอวี้แตกเป็นโพรงใหญ่
“สารเลว!”
การถูกเซียนมนุษย์ทำร้ายต่อหน้าผู้คนมากมาย ทำให้มั่วอวี้รู้สึกอับอายขายหน้าสุดขีด สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวและคลุ้มคลั่ง ฟาดฟันกระบี่ใส่เจียงผิงอัน
เจียงผิงอันเปิดใช้วิชาเทียมเทพสงครามขั้นกลาง ‘ร่างวิญญาณเทวา’ อย่างเต็มกำลัง ร่างทั้งร่างเปลี่ยนเป็นสีทอง เพื่อแลกกับการป้องกันที่เหนือธรรมชาติ
กระบี่เซียนฟันลงบนร่างกาย ส่งเสียงโลหะเสียดสีกัน แม้จะฉีกผิวหนังจนเห็นกระดูก แต่ก็ไม่นับว่าเป็นบาดแผลสาหัส
เจียงผิงอันโบกสะบัดหมัดทำลายล้างถล่มใส่ อาศัยการเพิ่มพลังจากวิชาเทียมเทพสงคราม คัมภีร์ตัดชีวิต และความศรัทธาแกร่งกล้า ได้รับพลังต่อกรกับมั่วอวี้ในช่วงกาลสั้น ๆ
เหล่าเซียนบนเรือศึกเห็นภาพนี้ ต่างตกตะลึงตาเบิกโพลง
“ข้าตาฝาดไปหรือ เซียนมนุษย์ผู้นี้สามารถต่อกรกับเซียนพื้นปฐพีได้!”
“คนผู้นี้ช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน”
“จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ และจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา ทำให้ข้าผู้เป็นเซียนปฐพียังอกสั่น”
ช่องว่างระหว่างเซียนมนุษย์กับเซียนปฐพีนั้น เปรียบเสมือนช่องว่างระหว่างมนุษย์ธรรมดากับเซียน การจะข้ามขั้นต่อสู้นั้นยากยิ่งนัก เว้นแต่จะมีอาวุธวิเศษที่ทรงพลังเหนือธรรมชาติ
ทง่าบัดนี้ เซียนมนุษย์ผู้หนึ่งกำลังต่อกรกับเซียนปฐพี
สิ่งนี้ทำให้ผู้คนบนเรือศึกตกตะลึงยิ่ง
ภายในเรือศึก ในพื้นที่แกนกลางที่เงียบสงบและปลอดภัยที่สุด มีสตรีนางหนึ่งกำลังจดจ่ออยู่กับสมุดบัญชีในมือของนาง
นางมีผิวพรรณขาวผ่องดั่งหยก เปล่งประกายสีขาวอมชมพูอย่างมีสุขภาพดี เส้นผมยาวดำขลับถูกเกล้าขึ้นอย่างแยบยล เผยให้เห็นลำคอระหง ยิ่งทำให้ร่างกายของนางดูสง่างามผึ่งผาย
นางสวมเสื้อสีเขียว บนเสื้อปักลวดลายดอกไม้แบบจีนอย่างประณีต ราวกับสายธารไหลผ่านหินผา แผ่กลิ่นอายความงามอันบริสุทธิ์และเรียบง่าย ที่เอวมีผ้าแพรผูกเป็นปมเบา ๆ ดูทั้งสง่างามและสุภาพเรียบร้อย
เป้าจือกำลังคิดบัญชีอย่างจดจ่อ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าเรือศึกสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง น้ำชาข้าง ๆ หกลงบนสมุดบัญชี
นางขมวดคิ้วเล็กน้อย “เสี่ยวชุ่ย ออกไปดูซิว่าเกิดอะไรขึ้นข้างนอก”
ที่นี่มีค่ายอาคมซึ่งกั้นเสียงรบกวนจากภายนอก จึงไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้น
“เจ้าค่ะ เถ้าแก่เนี้ย”
หญิงรับใช้ข้าง ๆ รีบเดินออกจากห้องไปตรวจสอบสถานการณ์ภายนอกทันที
ไม่นาน หญิงรับใช้ก็กลับมา แววตาตื่นตระหนก
“รายงานเถ้าแก่เนี้ย มีเซียนสองคนกำลังต่อสู้กันอยู่ข้างนอก ฝ่ายหนึ่งคือสำนักเซียนกระบี่ที่พวกเรานัดพบในครานี้ เป็นผู้อาวุโสรองของสำนักเซียนกระบี่ ข้าได้ยินว่านางกำลังจับโจร”
“เถ้าแก่เนี้ย ผู้อาวุโสรองของสำนักเซียนกระบี่ขอให้พวกเราช่วยเหลือ บอกว่าถ้าช่วยจับคนผู้นี้ได้ จะขายเมืองกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ให้ในราคาถูกมาก!”