สู่วิถีอมตะ - บทที่ 884 หยุดการข้ามมิติเวลาชั่วคราว
บทที่ 884 หยุดการข้ามมิติเวลาชั่วคราว
“เกี่ยวกับการข้ามมิติเวลา ข้ามีข้อสันนิษฐานอยู่”
เจียงผิงอันกล่าวว่า “ในโลกนี้ไม่มีมิติเวลาอื่นอยู่จริง โลงแก้วผลึกคล้ายกับศาสตราเซียนที่สามารถมองเห็นอนาคตได้”
“สิ่งที่แตกต่างคือ โลงแก้วผลึกนั้นทรงพลังมาก สามารถจำลองอนาคตได้อย่างสมจริง”
“ทุกครั้งที่จำลองอนาคต ก็คือเส้นเวลาที่อาจเกิดขึ้นได้หนึ่งเส้น มิติเวลาไม่ได้มีอยู่จริง ส่วนเหตุผลที่เหตุใดจึงสมจริงมาก เหตุใดการฝึกฝนในนั้นถึงสามารถนำกลับมาได้ อาจเป็นเพราะผลอันน่าอัศจรรย์ที่โลงแก้วผลึกนำมา”
อวิ๋นเหยานั่งอยู่อีกฝากหนึ่งของโลงแก้วผลึก พลางเล่นนิ้วมือ นางไม่สนใจเรื่องนี้เลย
“อย่าไปคิดถึงปัญหาไร้ประโยชน์พวกนี้เลย มีแต่จะเพิ่มความกังวล รู้ว่าเจ้าสามารถข้ามมิติเวลาได้ก็พอแล้ว”
อวิ๋นเหยาก็เข้าใจดีว่าปัญหาเกี่ยวกับมิติเวลานั้นลึกซึ้งเกินไป
พลังของมนุษย์มีจำกัด การคำนึงเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองย่อมสิ้นเปลืองพลัง ส่งผลต่อการฝึกฝน
“เจ้าควรไตร่ตรองถึงหนทางเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตัวเจ้าเองและสำนักเซียนอวี่หวงมากกว่า นี่ต่างหากที่สำคัญที่สุด มิเช่นนั้นในอนาคตเจ้าจะตายจริง ๆ”
เจียงผิงอันพยักหน้าเบา ๆ ไม่คิดต่อในเรื่องนี้อีก นี่เป็นเพียงการคาดเดาของเขา อาจไม่แม่นยำนัก
“หากข้าต้องการมีชีวิตรอด สำนักเซียนอวี่หวงจำเป็นต้องคงอยู่ สำนักเซียนอวี่หวงสามารถคุ้มครองข้าได้ บัดนี้ข้าต้องสืบให้กระจ่างว่าเกราะที่สามารถดูดซับความเสียหายของสำนักเซียนเทียนหลานนั้นมาจากที่ใดกันแน่”
เป็นเพราะเกราะที่สามารถดูดซับการโจมตีนี้ปรากฏขึ้น ทำลายสมดุลระหว่างสองสำนัก นำไปสู่การล่มสลายของสำนักเซียนอวี่หวง
เพียงแก้ปัญหาเรื่องเกราะนี้ได้ ปัญหาทั้งหมดก็จะคลี่คลาย
“เจ้าไม่คิดจะสัญจรข้ามมิติเวลาต่อแล้วหรือ?” อวิ๋นเหยาถาม
เจียงผิงอันส่ายหน้า “ยังไร้จำเป็นในยามนี้ เป็นการสิ้นเปลืองศาสตราเซียนเปล่า ๆ”
“ข้าตั้งใจจะให้อวตารที่สำนักเซียนเทียนหลานพยายามไต่เต้าขึ้นไปให้มากที่สุด เพื่อเป็นบุคคลสำคัญของสำนักเซียนเทียนหลาน ด้วยวิธีนี้จึงจะสามารถรู้ความลับมากขึ้น”
การสัญจรข้ามมิติเวลาหนึ่งครั้งต้องสังเวยศาสตราเซียนระดับเซียนสวรรค์หนึ่งชิ้น นับว่าสิ้นเปลืองเกินไป
การสัญจรข้ามมิติเวลาอย่างไร้จุดหมายมิอาจเปลี่ยนแปลงอันใดได้ หากเปลี่ยนศาสตราเซียนสวรรค์หนึ่งชิ้นเป็นทรัพยากรในการบำเพ็ญ ก็เพียงพอให้ข้าบรรลุขั้นสูงได้เร็วขึ้น โอกาสที่จะมีชีวิตรอดในอนาคตก็จะสูงขึ้น
อวิ๋นเหยาก็เห็นด้วยกับความคิดนี้ของเจียงผิงอัน
“การจะเป็นบุคคลสำคัญของสำนักเซียนเทียนหลานนั้นมิใช่เรื่องง่าย บุคคลสำคัญของขุมกำลังเช่นนี้ อย่างน้อยต้องอยู่ในสำนักเซียนเทียนหลานมาหมื่นปี รู้ลึกรู้จริง เจ้าไม่มีเพลานานเพียงนั้น”
“ดังนั้น ข้าก็ต้องใช้วิธีพิเศษบางอย่าง”
เจียงผิงอันดวงตาเป็นประกาย เขาคิดกลที่จะทำให้อวตารกลายเป็นบุคคลสำคัญของสำนักเซียนเทียนหลานอย่างรวดเร็วได้แล้ว
“วิธีอะไร?”
“ถึงเวลา ผู้อาวุโสก็จะรู้เอง”
“เจ้าโตขึ้นแล้ว ถึงกับรู้จักกล่าวปริศนา”
อวิ๋นเหยามองเจียงผิงอันอย่างเบื่อหน่าย ทว่าไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม
ร่างแท้ของเจียงผิงอันในโลกภายนอกค่อย ๆ ลืมตาขึ้น มองไปยังเจียงเมี่ยวอีที่กำลังอ่านบทประพันธ์กับเสี่ยวไป๋ข้าง ๆ
เจียงเมี่ยวอีเสสรวลประหนึ่งคนเขลา ขายุกยิกอยู่บนเตียง
เจียงผิงอันส่ายหน้าอย่างจนปัญญา “เจ้าเด็กคนนี้ โตป่านนี้แล้ว เป็นผู้ใหญ่ขึ้นบ้างมิได้หรือ อย่าขลุกอยู่แต่ในห้องทั้งวัน ออกไปเดินเล่นในสำนักบ้าง ทำความรู้จักกับคนหนุ่มที่มีความสามารถ หาคู่บำเพ็ญสักคน ข้าจำได้ว่ามีบุรุษดี ๆ หลายคนแวะเวียนมาหาเจ้า”
เจียงเมี่ยวอีนอนคว่ำอยู่บนเตียง มือหนึ่งกอดบทประพันธ์ อีกมือเท้าคางได้รูป กล่าวอย่างดื้อรั้นว่า
“พวกเขาจะนับว่าเป็นบุรุษที่ดีได้เยี่ยงไร ล้วนแต่ธรสามัญทั้งนั้น บุรุษที่ข้าใฝ่หา คือผู้ที่เหนือกว่าท่านพ่อและท่านอาจารย์ เมื่อข้าได้พบบุรุษเช่นนั้น ข้าจึงจะรู้สึกหวั่นไหว”
เจียงผิงอัน “……”
‘ช่างเถอะ ปล่อยนางไป ความสุขสำคัญที่สุด’
เจียงเมี่ยวอีมีพรสวรรค์แกร่งกล้า นางได้บรรลุถึงขั้นปลายของขอบเขตพ้นพิบัติแล้ว เหลือเพียงก้าวเดียวก็จะบรรลุเซียน ตอนนี้เพียงแค่ผ่อนคลายและแสวงหาโอกาสในการก้าวข้าม
เจียงผิงอันเดินออกจากห้อง มุ่งหน้าไปยังทะเลจันทรา ซึ่งสำนักเซียนอวี่หวงและสำนักเซียนเทียนหลานกำลังแย่งชิงกันอยู่
ทะเลจันทราเป็นทะเลที่ใหญ่ที่สุดในแดนจันทร์มายา มีพื้นที่ครอบคลุมกึ่งหนึ่งของแดนจันทร์มายา ภายในอุดมไปด้วยทรัพยากรมหาศาล
แดนจันทร์มายาถูกแบ่งออกเป็นห้าเขตที่ควบคุมโดยขุมกำลังใหญ่ โดยมีทะเลจันทราเป็นศูนย์กลาง
สำนักเซียนอวี่หวงและสำนักเซียนเทียนหลานกำลังแย่งชิงพื้นที่ควบคุมของทะเลจันทรามาหลายปีแล้ว เกิดสงครามมากมายที่นี่ ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครยอมถอย
ก่อนหน้านี้ ราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยมาท้าประลองแดนจันทร์มายา ทำให้สงครามระหว่างสองสำนักหยุดชะงักไปชั่วคราว บัดนี้ก็กลับมาเปิดศึกอีกครั้ง
เมื่อเจียงผิงอันมาถึง ที่นี่กำลังมีการต่อสู้อย่างดุเดือด คลื่นทะเลซัดสูงเทียมนภา อัสนีคำรามกึกก้อง ภาพที่เห็นช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ทั้งสองฝ่ายต่างฆ่าฟันกันจนตาแดงฉาน ร่างไร้วิญญาณร่วงหล่นจากฟากฟ้าไม่ขาดสาย ทะเลจันทราเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด ประหนึ่งไม่มีสิ่งใดจะยับยั้งศึกนี้ได้
ทันใดนั้น เซียนผู้หนึ่งจากสำนักเซียนเทียนหลานเหลือบเห็นบางสิ่ง สีหน้าพลันเปลี่ยนไป
“เจียงผิงอัน! เป็นเจียงผิงอัน!”
เมื่อได้ยินสามคำนี้ บรรดาผู้ฝึกตนแห่งสำนักเซียนเทียนหลานพลันสะท้านเฮือกใหญ่ ดวงตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารกลับคืนสู่ปกติในพริบตา
พวกเขาเงยหน้ามองท้องนภา บุรุษผู้หนึ่งปรากฏกายบนสมรภูมิดั่งสายอัสนี
เซียนจากสำนักเซียนเทียนหลาน ที่กำลังต่อสู้อยู่เห็นเจียงผิงอันพุ่งเข้าหาตน หัวใจกระตุกวูบ รีบโบกขวานในมือ ระดมพลังเซียนสุดกำลังฟาดฟันใส่เจียงผิงอัน
พลังขวานอันดุดันกวาดผ่านฟ้าดิน ราวกับจะแยกฟ้าผ่าแผ่นดิน
เจียงผิงอัน ไม่หลบหลีกแม้แต่น้อย เงื้อหมัดสวนกลับไปตรง ๆ กฎเต๋าเซียนกำลังและ เต๋าเซียนพลังโน้มถ่วงพันเกี่ยวอยู่รอบหมัด
ในช่วงที่เขาท่องไปในมิติเวลา ร่างที่อยู่ในกาลสัจธรรมได้บรรลุแจ่มแจ้งถึงกฎเต๋าเซียนกำลังแห่งขอบเขตเซียนมนุษย์แล้ว
เต๋าเซียนพลังโน้มถ่วงสลายพลังของขวาน กฎเต๋าเซียนกำลังผสานกับวิชาสลายยุทธภัณฑ์ฟาดลงบนขวาน
แกร๊ก!
ขวานแตกกระจาย
ในขณะที่ขวานแตกกระจาย ปวงชนที่เห็นเหตุการณ์นี้ต่างเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ
ช่างเป็นเรื่องน่าขัน นี่มันเป็นศาสตราเซียนระดับเซียนมนุษย์แท้ ๆ กลับถูกเจียงผิงอัน ทำลายในพริบตาเดียว!
แม้พวกเขาจะสังเกตเห็นว่าเจียงผิงอันใช้วิชาพิเศษบางอย่าง แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
เซียนที่โจมตีเจียงผิงอัน เมื่อเห็นว่าในมือเหลือเพียงด้ามขวาน หัวใจพลันหล่นวูบ หันหลังเตรียมจะวิ่งหนี
ทว่าเมื่อหันหลังวิ่ง กลับพุ่งเข้าไปในหลุมดำมืดมิด
เขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว หยิบยันต์เคลื่อนย้ายระดับเซียนออกมาเตรียมหลบหนี
เจียงผิงอันจะยอมให้โอกาสเขาได้อย่างไร รีบใช้การโจมตีทางจิตทันที ทำให้ฝ่ายตรงข้ามชะงักไปชั่วขณะ
ในชั่วขณะนั้นเองเจียงผิงอันเร่งใช้ศาสตราเซียน ‘กำไลทลายมิติ’ แย่งชิงยันต์เคลื่อนย้ายของอีกฝ่ายไป
ในขณะเดียวกัน ตรวนประกาศิตกลืนกินเส้นหนึ่งพันรัดร่างของเซียนผู้นั้น ลากเข้าสู่หลุมดำอันไร้ขอบเขต
หลุมดำปิดสนิท เซียนผู้นั้นหายวับไปไม่เห็นร่องรอย
ทุกอย่างเกิดขึ้นในชั่วพริบตา
เหล่าผู้ฝึกตนและเซียนแห่งสำนักเซียนเทียนหลานล้วนตกตะลึงสุดขีด พากันหยุดสู้รบและหนีกระเจิดกระเจิง
“ปีศาจ! เจ้านี่มันปีศาจชัด ๆ!”
การสังหารเซียนในพริบตาเดียว สร้างความสั่นสะเทือนอย่างใหญ่หลวงต่อจิตใจของพวกเขา
เซียนนั้นมิใช่จะตกตายง่าย ๆ ดังนั้นเมื่อเซียนเผชิญหน้ากับเซียนในระดับเดียวกัน จึงไม่รู้สึกถึงภัยคุกคามแก่ชีวิตมากนัก
ทว่าบัดนี้ ปรากฏผู้หนึ่งที่แตกต่างออกไป ทำลายความสมดุลนี้ลง
เสมือนคนป่าสองคนที่ต่อสู้กันด้วยหมัด ยากที่จะฆ่าอีกฝ่ายให้ตาย แต่ทันใดนั้นคนป่าคนหนึ่งกลับหยิบมีดขึ้นมา สามารถจัดการอีกฝ่ายได้ในคมมีดเดียว เช่นนี้แล้วอีกฝ่ายจะไม่หวาดกลัวได้เยี่ยงไร
เจียงผิงอันประหนึ่งกำลังกินเซียนเป็นอาหาร กลืนกินทีละคน ๆ ทำให้สำนักเซียนเทียนหลานตกใจกลัวจนหมดใจสู้ รีบหันหลังวิ่งหนีไป
“พี่ผิงอัน!”
หลี่เยว่เยว่ที่อยู่ในสมรภูมิเห็นเจียงผิงอัน ดวงตางามเปี่ยมด้วยความชื่นชม
แม้แต่ในภพเซียนที่เต็มไปด้วยอัจฉริยะ พี่ผิงอันของนางก็ยังคงเก่งกาจ
เจียงผิงอันมิคาดว่าหลี่เยว่เยว่จะอยู่ในสมรภูมินี้ด้วย
ไม่เพียงแค่หลี่เยว่เยว่ เมิ่งจิงก็อยู่ที่นี่เช่นกัน
เมื่อเห็นบาดแผลลึกถึงกระดูกบนร่างของเมิ่งจิงและหลี่เยว่เยว่ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที
ข้าในอนาคตไร้สามารถปกป้องพวกนางได้ ถูกสำนักเซียนกระบี่วางแผนลอบทำร้ายจนล้มตาย บัดนี้เมื่อเห็นพวกนางบาดเจ็บ เขากล่าวโทษตนเองและรู้สึกเจ็บปวดเหลือแสน
‘ในกาลสัจธรรม ข้าต้องปกป้องคนที่ข้ารักให้ได้’
กิ่งมารสะเทือนสรวงปรากฏในมือ จิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมาจากร่าง ราวกับเทพมารที่ถือไม้พลองทะลวงเข้าไปสังหาร
สำนักเซียนเทียนหลาน นักรบระดับเซียนปฐพีผู้หนึ่งพยายามโจมตีเจียงผิงอันโดยไม่ให้เขาตั้งตัว เหมียวจิ่งจึงชักดาบออกมาขวางทางอีกฝ่ายไว้
เหมียวจิ่งไม่อยากเห็นศิษย์ที่เก่งกาจเช่นนี้ต้องตกตาย
“ท่านอาจารย์ ข้าขอจัดการคนผู้นี้เอง”
เจียงผิงอันจ้องมองผู้ลอบโจมตีอย่างเย็นชา
“อย่ากล่าวเป็นเล่นไป คนผู้นี้เป็นเซียนปฐพีที่มีชื่อเสียงเลื่องลือ เจ้าเพิ่งจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเซียนได้ไม่นาน ความแตกต่างระหว่างพวกเจ้าทั้งสองนั้นเหมือนกับความแตกต่างระหว่างมนุษย์ธรรมดากับเซียน เจ้าไม่มีทางเอาชนะได้หรอก”
เหมียวจิ่งอธิบายให้ศิษย์ฟังอย่างใจเย็น “เจ้าไปจัดการกับผู้อื่นเถอะ ส่วนคนผู้นี้ให้ข้าเป็นคนจัดการเอง”
เขารู้ว่าศิษย์ของตนแข็งแกร่งมาก แต่ก็คงไม่ถึงขั้นที่จะต่อสู้กับเซียนปฐพีได้