สู่วิถีอมตะ - บทที่ 883 เซียนสวรรค์ลงมือ (รีไรต์)
บทที่ 883 เซียนสวรรค์ลงมือ (รีไรต์)
เป้าจือกล่าวว่า “การมาเมืองกระบี่ศักดิ์สิทธิ์หนนี้ ข้าตั้งใจจะซื้อเมืองนี้”
เหตุผลที่นางต้องการซื้อเมืองกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ มิใช่เพราะเมืองนี้มีความพิเศษอันใด เพียงแต่เมืองนี้เคยมีชื่อว่าเมืองอวี่หวง และผู้มีพระคุณของนางเคยเป็นคนของสำนักเซียนอวี่หวง
เป้าจือซื้อเมืองอวี่หวงเพียงเพื่อระลึกถึงผู้มีพระคุณเท่านั้น
กาลก่อน เป้าจือเป็นเพียงหญิงรับใช้สามัญนางหนึ่ง แต่การปรากฏตัวของผู้มีพระคุณได้เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของนาง
นางอาศัยทรัพยากรที่ผู้มีพระคุณทิ้งไว้ ใช้แซ่ของผู้มีพระคุณเป็นชื่อก่อตั้ง ‘เจียงเก๋อ’ ในที่สุดก็บรรลุเซียนด้วยการทำการค้า ขยายกิจการไปทั่วหลายดินแดน
ทรัพย์สมบัติของนางในยามนี้ สามารถระดมผู้แข็งแกร่งระดับสูงสุดได้มากมาย
น่าเสียดายที่ผู้มีพระคุณมิได้เห็นสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด
“นี่เป็นเรื่องภายในของสำนักเซียนกระบี่ อย่าไปยุ่งเกี่ยว”
เป้าจือมีชีวิตอยู่มานานเช่นนี้ นางเข้าใจดีว่าไม่ควรยุ่งเรื่องของผู้อื่น มิเช่นนั้นอาจจะนำภัยมาสู่ตนเองได้
“แต่ท่านเจ้าของร้าน หากพวกเราไม่สนใจเรื่องนี้ สำนักเซียนกระบี่อาจโกรธได้ ถ้าพวกเขาไม่ขายเมืองกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ให้พวกเรา พวกเราจะทำอย่างไร? ท่านอยากซื้อเมืองนี้มากมิใช่หรือ?” หญิงรับใช้ชื่อเสี่ยวชุ่ยกล่าวด้วยความกังวล
เป้าจือครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วถามว่า “คู่ต่อสู้ของผู้อาวุโสรองของสำนักเซียนกระบี่เป็นคนจากสำนักไหน?”
หากศัตรูมิใช่คนจากสำนักใหญ่ อาจจะช่วยเหลือได้บ้าง
หญิงรับใช้เสี่ยวชุ่ยส่ายหน้า “ข้ามิทราบว่าเป็นคนจากสำนักใด แต่คนผู้นี้แข็งแกร่งมาก เพียงแค่ใช้พลังบำเพ็ญขอบเขตเซียนมนุษย์ ก็สามารถต่อกรกับเซียนปฐพีที่ควบคุมพลังแห่งมิติได้!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แม้แต่เป้าจือผู้เคยเห็นเหตุการณ์ใหญ่โตมามากมาย ก็อดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าตกตะลึง
“คนผู้นี้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”
มีเพียงเซียนผู้ยิ่งใหญ่ไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถต่อสู้ข้ามระดับได้ ผู้มีพระคุณของนางก็เป็นหนึ่งในนั้น
เสี่ยวชุ่ยพยักหน้าตอบ “ใช่แล้ว ชายผู้นั้นเก่งกาจมาก ร่างกายแผ่ปราณที่น่าสะพรึงกลัว ราวกับเทพแห่งการสังหาร ข้ายังไม่กล้าจ้องมองเขาเลย”
“ชายผู้นี้มีปีกคู่หนึ่ง เคลื่อนที่ได้เร็วมาก และยังสามารถเรียกหลุมดำได้ พลังงานในสวรรค์และพิภพดูเหมือนจะถูกเขาดูดไปหมด ที่เรือศึกของพวกเราโคลงเคลงก็เพราะผลกระทบจากหลุมดำนี้…”
“ช้าก่อน! เจ้าพูดว่ากระไรนะ! ปีก! หลุมดำ!”
เป้าจือลุกพรวดขึ้นยืน หัวใจสั่นสะท้าน
หญิงรับใช้ตกใจสุดขีด นางติดตามเจ้านายมาระยะหนึ่งแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นเจ้านายตื่นเต้นเช่นนี้ เจ้านายเป็นผู้ทำการค้า มักระมัดระวังมิแสดงอารมณ์ออกมา ยามปกติควบคุมอารมณ์ได้ดี ไม่ว่าเจอสถานการณ์ใดก็ไม่แสดงอารมณ์มากนัก
วันนี้เจ้านายเป็นอะไรไป?
เป้าจือทิ้งสมุดบัญชีในมือ แล้วหายตัวไปจากที่เดิมทันที
ไม่รู้ว่าทำไม นางมีลางสังหรณ์อย่างแรงกล้าว่า คนผู้นี้… คือผู้มีพระคุณของนาง!
แม้ว่าผู้มีพระคุณจะสิ้นชีพไปแล้ว ไม่มีทางปรากฏตัวได้ แต่คนผู้นี้ปรากฏตัวในแดนจันทร์มายา ทั้งยังควบคุมหลุมดำและวิชาปีกเทวะ อีกทั้งยังต่อสู้ข้ามขั้นได้…
ทุกอย่างช่างบังเอิญเกินไป
ความรู้สึกภายในผลักดันให้เป้าจือมาถึงดาดฟ้าเรือศึก
การต่อสู้ภายนอกดุเดือดยิ่งนัก เป้าจือไม่ใช่เซียนนักรบ จึงมองไม่เห็นใบหน้าของผู้ที่กำลังปะทะกันเลย
โครม!
ในยามนั้น ลมกดดันอันทรงพลังแห่งเต๋าเซียนก็พลันโถมทะลักลงมา
ผู้แกร่งกล้าราวกับเทพผู้ปกครองสวรรค์ก้าวย่างมาบนนภา กฎเกณฑ์แห่งเต๋าเซียนต่างหลีกทาง รัศมีที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างนั้นเปล่งประกายเจิดจ้าจนผู้คนต้องแหงนหน้ามอง ห้วงมิติอันโกลาหลพลันหยุดนิ่งในทันใด
เหล่าผู้แกร่งกล้าบนเรือศึกต่างตกตะลึง
“เซียนสวรรค์!”
“เจ้าสำนักเซียนกระบี่?”
“คนผู้นี้จบสิ้นแล้ว”
บรรดาเซียนบนเรือศึกเจียงเก๋อต่างมองบุรุษที่กำลังต่อสู้กับผู้อาวุโสรองแห่งสำนักเซียนกระบี่ด้วยสายตาเวทนา
แม้ว่าบุรุษนี้จะแข็งแกร่งนัก สามารถใช้พลังเซียนมนุษย์ปะทะกับเซียนปฐพีได้ก็ตาม
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับผู้แกร่งกล้าขอบเขตเซียนสวรรค์ ไม่ว่าบุรุษผู้นี้จะแข็งแกร่งเพียงใดก็ไร้ประโยชน์
มิคาดว่าชายผู้นี้จะสามารถดึงดูดให้ผู้แกร่งกล้าขอบเขตเซียนสวรรค์ออกโรงด้วยตนเอง
เจียงผิงอันสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ความสิ้นหวังปรากฏบนใบหน้าของเขา
เขารู้ชะตากรรมของตนเองแล้ว จ้องมองว่านจื่อเทาที่เพิ่งมาถึงด้วยสายตาเย็นชา “ข้าขอสาบานต่อเต๋าเซียน จะต้องทำลายสำนักเซียนกระบี่ของพวกเจ้าให้ย่อยยับ! หาไม่แล้ว ขอให้ข้าตกนรกอเวจี!”
มั่วอวี้ตวัดกระบี่ลงบนใบหน้าของเจียงผิงอัน ทำให้ปากของเขาฉีกขาด เลือดไหลนอง “ยังจะแสร้งอวดดีอีกหรือ? เจ้าสำนักมาถึงแล้ว เจ้าคิดว่าเจ้าจะยังมีชีวิตรอดหรือ?”
มั่วอวี้กล่าวกับเจ้าสำนักว่านจื่อเทาว่า “ท่านเจ้าสำนัก ผนึกเจียงผิงอันผู้นี้ไว้ แล้วให้ข้าทรมานเขาให้สาสม รับรองว่าจะทำให้เขาอยากตายยิ่งกว่าอยู่”
“ฆ่าทิ้งเสียเลยดีกว่า เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม”
ว่านจื่อเทาโคจรพลังเซียน พลังเต๋าเซียนก่อตัวเป็นมือใหญ่ คว้าไปยังเจียงผิงอัน
เป้าจือบนเรือศึกเบิกตากว้าง ‘สตรีนางนั้นเรียกบุรุษผู้นี้ว่ากระไรนะ? เจียงผิงอัน?’
แม้ว่าคนผู้นี้จะไม่เหมือนเจียงผิงอัน แต่อาจเป็นไปได้ว่าเขาเปลี่ยนโฉมหน้า!
[ช้าก่อน!! แกล้งทำเป็นไม่รู้จักข้า จงมีชีวิตอยู่อย่างดี]
เจียงผิงอันสังเกตเห็นเป้าจือ ไม่คิดว่าจะได้พบหญิงรับใช้นางนั้นที่นี่ เพื่อหลีกเลี่ยงการลากนางเข้ามาพัวพัน ก่อนตายจึงเตือนอีกฝ่ายผ่านกระแสจิตมิให้ส่งเสียง
ตู้ม!
พลังเซียนระดับเซียนสวรรค์กระทำต่อร่างของเจียงผิงอัน พลังทุกอณูในร่างของเจียงผิงอันระเบิดตามไปด้วย แม้แต่โอกาสใช้พลังแห่งกาลเวลาก็ไม่มี
เพียงแค่ให้ผู้แข็งแกร่งรู้ว่าเจียงผิงอันมีพลังแห่งกาลเวลา พลังชนิดนี้ก็แทบไม่มีประโยชน์แล้ว
เป้าจือสมองว่างเปล่า ขาทั้งสองอ่อนแรงทรุดลงกับพื้น น้ำตาใสไหลอาบแก้ม
“ไฉนข้าถึงจำไม่ได้แต่แรก! ข้าสมควรตาย! ข้าสมควรตาย!”
นางไม่ใช่เซียนสายต่อสู้ พลังรับรู้จึงไม่แข็งแกร่ง การจำไม่ได้จึงเป็นเรื่องปกติ
คะนึงถึงยามที่เจียงผิงอันยังเอ่ยเตือนเป็นครั้งสุดท้าย หวังจะปกป้องความปลอดภัยของนาง เป้าจือรู้สึกราวกับหัวใจถูกมีดกรีด ยกมือขึ้นตบหน้าตัวเองอย่างบ้าคลั่ง
“ฮ่า ๆ เจียงผิงอัน ไอ้ชาติชั่วนี่ในที่สุดก็ตกตาย พวกเราสำนักเซียนกระบี่ก็จะได้วางใจเสียที” มั่วอวี้หัวเราะลั่น
เป้าจือเงยหน้าขึ้น มือข่วนใบหน้าตัวเอง จ้องมั่วอวี้ด้วยความเกลียดชัง “นางสารเลว ข้าจะให้พวกเจ้าตาย!”
มั่วอวี้ได้ยินคนด่าตัวเอง จึงหันไปมอง “เจ้าเป็นอะไร กล้าด่าข้าหรือ?”
“นี่คือเก้าแก่เนี้ยของข้า”
เซียนผู้หนึ่งบนเรือศึกกล่าว
มั่วอวี้ชะงัก “เจ้าของหอวานิชเจียงเก๋อ?”
เป้าจือลุกขึ้นยืนโดยมีหญิงรับใช้พยุง “พวกเจ้าคอยดูเถิด ไม่ช้าก็เร็วข้าจะทำลายสำนักเซียนกระบี่ของพวกเจ้า เพื่อแก้แค้นให้นายท่านของข้า!”
“นายท่านของเจ้า… หรือว่าคือเจียงผิงอัน?” มั่วอวี้ทำหน้าไม่อยากเชื่อ ‘เจียงผิงอันจะเป็นนายท่านของเก้าแก่เนี้ยหอวานิชเจียงเก๋อได้อย่างไร?’
ว่านจื่อเทา เจ้าสำนักเซียนกระบี่ขมวดคิ้ว มิคาดว่าเจียงผิงอันจะมีความสัมพันธ์กับสตรีนางนี้ถึงเพียงนี้
“ข้าสำนักเซียนกระบี่ยินดีมอบเมืองกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ให้ท่าน ถือว่าเป็นการผูกไมตรี เจียงผิงอันสิ้นไปแล้ว คนตายไม่มีค่า มีมิตรเพิ่มย่อมดีกว่าได้ศัตรู”
เจียงเก๋อมิใช่จะหาเรื่องได้ง่าย ๆ ว่านจื่อเทาไม่อยากขัดแย้งกับเจียงเก๋อ
“ฮ่า ๆ”
เป้าจือสรวลเสดังก้อง น้ำเสียงแฝงไปด้วยการเยาะหยันและเจ็บปวด “หากไม่มีนายท่าน ข้าก็คงไม่มีวันนี้ อย่าว่าแต่เจ้าจะยกเมืองหนึ่งให้ข้าเลย ต่อให้เจ้ามอบสำนักเซียนกระบี่ให้ข้า เจ้าก็ต้องตาย!”
ว่านจื่อเทาเห็นอีกฝ่ายไม่ยอมอ่อนข้อ สีหน้าเย็นชาลง “นี่เจ้ารนหาที่ตายเองนะ”
เขาชักกระบี่เซียนออกมาโจมตีทันที เตรียมจะสังหารเก้าแก่เนี้ยผู้นี้ ณ ที่นี่ เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม
ทว่า ผู้แข็งแกร่งขอบเขตเซียนสวรรค์พลันเหาะเหินออกมาจากเรือศึก ขวางว่านจื่อเทาไว้
มั่วอวี้สีหน้าแปรเปลี่ยนในบัดดล เจียงเก๋อกลับมีผู้แข็งแกร่งขอบเขตเซียนสวรรค์คอยคุ้มกันอยู่!
เก้าแก่เนี้ยหอวินิชเจียงเก๋อพลังบำเพ็ญไม่สูง แต่กลับสามารถจ้างวานยอดฝีมือมากมายได้
เป้าจือน้ำตาไหลไม่หยุด ในทรวงคับแน่นด้วยความรู้สึกผิดและความเจ็บปวด
นางมีความสามารถพอที่จะปกป้องนายท่านแล้ว ทว่ากลับช้าไปเพียงก้าวเดียว ขาดไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น ก็จะสามารถช่วยนายท่านได้
ยามคะนึงถึงว่านายท่านยังคงปกป้องตนเองจนถึงวาระสุดท้าย เป้าจือก็รู้สึกเจ็บปวดจนแทบหายใจไม่ออก
“ฆ่า! กำจัดหญิงผู้นี้ให้สิ้น ผู้ใดสังหารนางได้ จะได้รับรางวัลเป็นสิบเท่า!”
แม้ต้องทุ่มเททรัพย์สมบัติทั้งหมดของเจียงเก๋อ นางก็จะต้องทำลายล้างสำนักเซียนกระบี่ให้ได้
ณ กาลแห่งสัจธรรม
เจียงผิงอันในโลงแก้วผลึกค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
แม้ปัวซือจะเสียสละตนเอง เขาก็ยังมิอาจรอดชีวิตได้
เจ้าสำนักแห่งสำนักเซียนกระบี่ถึงกับลงมือเอง พลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัวของเซียนสวรรค์ทำให้เขามิอาจต่อกรได้เลย
เจียงผิงอันรู้สึกถึงมือที่อยู่บนอกของตน จึงเหลียวมอง
ผู้อาวุโสอวิ๋นเหยานอนหนุนแขนของเขา มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในเสื้อของเขา
เมื่อรับรู้ว่าเจียงผิงอันฟื้นขึ้น อวิ๋นเหยาก็ลุกพรวดขึ้นนั่งทันที “เจ้าโจรน้อย กล้าดีอาศัยช่วงที่ข้ากำลังพักผ่อน ใช้ร่างกายของเจ้าจับมือของข้าหรือ!”
เจียงผิงอัน “???”
เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เจียงผิงอันกล่าวมากความ อวิ๋นเหยาจึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที “การข้ามมิติเวลาครั้งที่สองของเจ้า เจ้าได้ใช้ชีวิตอยู่กว่าร้อยปี เจ้าคงได้รู้เรื่องราวในอนาคตมากมาย เล่าให้ข้าฟังหน่อย”
เจียงผิงอันจัดระเบียบความคิดแล้วกล่าวว่า “ข้าได้รู้เรื่องราวมากมายจริง ๆ แต่ก็ยิ่งมีข้อสงสัยมากขึ้น”
“เรื่องแรก ศาสตราเซียนที่สามารถป้องกันความเสียหายที่สำนักเซียนเทียนหลานสร้างขึ้นนั้น ยังคงมีอยู่”
“จุดนี้แปลกมาก ตามข่าวคราวที่ข้าได้รับมา ในอนาคตข้าได้แทรกซึมเข้าไปในสำนักเซียนเทียนหลานอย่างลึกซึ้งแล้ว ตามหลักการแล้ว หากสำนักเซียนเทียนหลานใช้เศษศาสตราเทพสร้างศาสตราเซียน ร่างแยกของข้าที่แฝงตัวอยู่ในสำนักเซียนเทียนหลานควรจะมีโอกาสขัดขวางทั้งหมดนี้ได้”
“แต่ข้ากลับไม่สามารถขัดขวางการบังเกิดของศาสตราเซียนชิ้นนี้ได้”
“เรื่องที่สอง ข้าได้รู้ว่าสำนักเซียนกระบี่จะโจมตีเมิ่งจิงและเสี่ยวเยว่เพื่อยั่วยุความขัดแย้งในอนาคต พวกเขาจะได้ประโยชน์จากความวุ่นวายนี้อย่างลับ ๆ”
“เรื่องที่สาม ซึ่งเป็นเรื่องที่ข้าครุ่นคิดมาตลอดหลายปีนี้ การข้ามมิติเวลาเช่นนี้มีอยู่จริงหรือ?”
“แม้ว่าข้าจะได้ประสบด้วยตนเอง แต่ก็ยังรู้สึกไม่เชื่อ หากมีมิติเวลาอื่นจริง นั่นไม่ใช่หมายความว่าข้ามีตัวตนนับไม่ถ้วนหรอกหรือ?”
“มนุษย์ไม่สามารถดำรงอยู่อย่างไร้ตัวตนได้ ดังนั้น ยามนี้ตัวตนนับไม่ถ้วนของข้าอยู่ที่ใดกัน?”
“หากการเดินทางข้ามมิติเวลาไม่มีอยู่จริง เช่นนั้นแล้ว สิ่งที่ข้าได้ประสบมาก่อนหน้านี้คืออะไร? ภาพมายาหรือ? หากเป็นภาพมายา เหตุใดข้าจึงสามารถเห็นเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นในโลกหล้านี้ได้? แล้วเหตุใดข้าจึงสามารถนำพลังบำเพ็ญที่เพิ่มขึ้นกลับมาด้วย?”
“ประการที่สี่ เมื่อข้าสามารถใช้โลงแก้วผลึกเดินทางไปยังอนาคตได้หลายครั้ง ตัวข้าในอนาคตก็ควรจะใช้โลงแก้วจำลองอนาคตหลายครั้งเช่นกัน แต่เหตุใดกาลเวลาที่ข้าเดินทางไปจึงมีเพียงผลลัพธ์เดียวเท่านั้น? ตอนที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้ามิได้ใช้โลงแก้วผลึกจำลองอนาคตอีกครั้งหรือ?”
เจียงผิงอันถามคำถามมากมายจนทำให้อวิ๋นเหยารู้สึกว่า ‘หัวทั้งสาม’ ของนางกำลังจะระเบิด ‘เจ้าเด็กบ้าช่างซักไซ้เสียจริง’