สู่วิถีอมตะ - บทที่ 893 มุ่งหน้าสู่เจียงเก๋อ (รีไรต์)
บทที่ 893 มุ่งหน้าสู่เจียงเก๋อ (รีไรต์)
เจียงผิงอันไม่คิดว่าตนเองจะวางแผนไว้มากมายเช่นนี้
อย่างไรเสีย ด้วยนิสัยรอบคอบของเขา การวางแผนเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
เจียงผิงอันสูดหายใจลึก กล่าวว่า “แม้ว่าครั้งนี้พวกเราจะหลบหนีการไล่ล่าของสำนักเซียนกระบี่ได้ แต่สำนักเซียนกระบี่จะไม่ปล่อยพวกเราไป เจ้าจงรีบออกจากแดนจันทร์มายาเถิด”
“สำนักเซียนกระบี่จะหาปรมาจารย์นักพยากรณ์มาทำนายหาพวกเรา หากเจ้าอยู่ในแดนจันทร์มายาจะอันตรายเกินไป”
ในเส้นเวลาก่อนหน้านี้ เมื่อสำนักเซียนกระบี่พบพวกเขา ซ่างกวนจิ้วซู่บอกว่า ปรมาจารย์นักพยากรณ์ทำนายหาคนที่หายตัวไปจึงพบพวกเขา
แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลกลใดใด ปรมาจารย์นักพยากรณ์จึงไม่สามารถทำนายหาเขาได้
บางทีอาจเป็นเพราะเขาไม่ใช่คนของห้วงมิติเวลานี้ มิได้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของห้วงเวลา จึงมิอาจพยากรณ์ได้
“แล้วเจ้าเล่า” ปัวซือมองเจียงผิงอัน
“ไม่ต้องเป็นห่วงข้า ข้ามีวิธีรับมือ เจียงเก๋อยังอยู่ในเมืองอวี่หวงใช่หรือไม่”
เจียงผิงอันในเส้นเวลาที่สอง ขณะที่เขาใกล้ตาย เขาได้เห็นเป้าจือปรากฏตัวบนเรือศึก เจียงเก๋อ บางทีเป้าจืออาจมีตำแหน่งบางอย่างในนั้น
เป้าจือมียันต์สื่อสารของศิษย์พี่หญิงร่วมสำนักเหมียวเสีย หากพบเป้าจือก็จะสามารถพบศิษย์พี่หญิงร่วมสำนักได้
หากติดต่อเหมียวเสียได้ ก็จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสำนักเซียนอวี่หวงในยามนั้น
เจียงผิงอันยังไม่เข้าใจจนถึงบัดนี้ว่าเหตุใดเขาจึงต้องทำลายสำนักเซียนอวี่หวง
หรือว่าเขาถูกผู้อื่นแย่งร่างไป?
แต่นั่นก็เป็นไปมิได้ หากถูกชิงร่าง ศิษย์พี่หญิงร่วมสำนักของเขาคงไม่มีทางรอดชีวิต
การคาดเดาเช่นนี้ไร้ประโยชน์ ขอเพียงติดต่อเหมียวเสียและคนอื่น ๆ ได้ ทุกอย่างก็จะกระจ่าง
“เจ้าเพิ่งฟื้นขึ้นมามิใช่หรือ แล้วเหตุใดจึงรู้จักเจียงเก๋อ? เจียงเก๋อเป็นหอวาณิชที่มีชื่อเสียงที่เพิ่งปรากฏขึ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้” ปัวซือจ้องมองเจียงผิงอันอย่างฉงน
“ข้ารู้จักคนในเจียงเก๋อ อีกฝ่ายบอกว่าจะมาเปิดกิจการในเมืองอวี่หวง”
เจียงผิงอันผ่านวัยที่กล่าวเท็จแล้วหน้าแดงมานานแล้ว การแต่งเรื่องลวงจึงเป็นเรื่องง่ายดาย
ปัวซือรู้สึกว่าเจียงผิงอันปิดบังเรื่องราวมากมาย ทว่ามิได้ซักไซ้ไล่เลียง
“เจียงเก๋อนั้นอยู่ในเมืองอวี่หวงจริง ๆ ไม่เพียงเท่านั้น นางยังซื้อทั้งเมืองไว้ด้วย”
“ข้าได้ยินมาว่าประมุขเจียงเก๋อนั้นบรรลุเซียนด้วยเงินทอง นางมีความสามารถมาก อีกทั้งยังเป็นสตรี หากเจ้าสามารถสยบได้ ก็ไม่ต้องกลัวสำนักเซียนกระบี่อีกต่อไป”
เจียงผิงอันมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชา “เจ้าคิดอะไรอยู่ บุคคลสำคัญเช่นนั้น จะมาสนใจข้าได้เยี่ยงไร”
“รีบไปเถิด ออกจากแดนจันทร์มายาเสีย”
บัดนี้มิอาจเสียเวลาได้ เกรงว่าสำนักเซียนกระบี่จะตามมาทัน
ปัวซือครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แววตาฉายแววเศร้าสร้อย “แล้วพบกันใหม่”
กาลที่ผ่านมาเขาเฝ้าสุสานที่นี่ยังมีสิ่งให้ทำ เมื่อเรื่องนี้จบลง จิตใจก็เต็มไปด้วยความว่างเปล่า ไม่รู้ว่าภายหน้าจะทำอะไร จิตใจสับสนวุ่นวาย
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าวิญญาณในเขตหวงห้ามโกลาหลอยู่ที่ใด”
ปัวซือต้องการหาเขตหวงห้ามโกลาหลเพื่อชำระแค้น ญาติมิตรของเขาล้วนสิ้นชีวิตในหายนะครานั้น
“ข้าไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ใด อย่าคิดล้างแค้นเลย การมีชีวิตอยู่เช่นนั้นจะเหนื่อยล้านัก ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเถิด เจ้าจงหาหญิงสาวสักคนแล้วสร้างครอบครัวเสีย ชีวิตจะมีความหวังใหม่”
เจียงผิงอันตบบ่าปัวซือเบา ืๆ ไม่กล่าวอะไรอีก เขาสังเกตตำแหน่งดาราบนท้องนภาเพื่อกำหนดทิศ แล้วบินไปยังเมืองอวี่หวง
ปัวซือมองแผ่นหลังของเจียงผิงอัน พลางพึมพำว่า “เจ้าไม่อยากให้ข้าล้างแค้น แต่ตัวเจ้าเองก็ยังปล่อยวางความแค้นมิได้เช่นกัน”
เขาสังเกตเห็นได้ว่าเจียงผิงอันแบกรับความกดดันมหาศาล ทำให้มิอาจหยุดฝีเท้าได้ เยี่ยงนกที่ไร้ขา ต้องโบยบินอยู่ตลอดชีวิต บางทีอาจจะหยุดได้ยามถึงวันสิ้นชีวิตเท่านั้น…
สำนักเซียนกระบี่ปล่อยเจียงผิงอันหนีไปเช่น ‘ครั้งที่แล้ว’ พวกเขาตื่นตระหนกยิ่ง เริ่มหาคนมาพยากรณ์หาที่อยู่ของเจียงผิงอัน แต่ก็ไม่สามารถทำนายได้อย่างที่คาดไว้
ต่างจากครั้งก่อน คือคราวนี้ปัวซือก็อยู่ในการทำนายด้วย
พวกเขาทำนายตำแหน่งของปัวซือได้ ทว่าปัวซือได้ออกจากแดนจันทร์มายาไปยังดินแดนอื่นแล้ว ระยะทางไกลเกินไป ทำให้การไล่ตามเป็นไปได้ยาก
สำนักเซียนกระบี่ตื่นตระหนกและร้อนรน กลัวว่าเจียงผิงอันจะกลับมาชำระแค้น
เจียงผิงอันยังไม่คิดเรื่องการชำระแค้นในยามนี้ เขาเพียงต้องการรู้ให้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับสำนักเซียนอวี่หวงในกาลก่อน
หลังจากเดินทางมาหลายเดือน ในที่สุดเขาก็กลับมาถึงเมืองอวี่หวง
ไม่รู้ว่าทำไมครั้งนี้เมืองอวี่หวงจึงมิได้เปลี่ยนนาม ในเส้นเวลาก่อนหน้า เมืองนี้มีนามว่า เมืองกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ครั้งนี้ยังคงเรียกว่าเมืองอวี่หวงเช่นเดิม
เมื่อเข้าสู่เมืองอวี่หวง เรือศึกและสัตว์เซียนต่าง ๆ ล่องลอยอยู่บนเวหา ผู้คนที่สัญจรไปมาล้วนเป็นผู้แข็งแกร่ง บ่อยครั้งที่เขาได้เห็นเซียน
บัดนี้เมืองอวี่หวงเจริญรุ่งเรืองกว่าเมื่อก่อนหมากโข
ขณะที่เขากำลังมองซ้ายมองขวา บุรุษผู้หนึ่งที่ไว้หนวดทรงแปดแฉกสวมเสื้อคลุมยาวสีดำก็ปรากฏตัวขึ้นข้าง ๆ
บุรุษผู้นั้นดูเหมือนชายวัยกลางคนธรรมดา เขาดูแก่แดดมาก แต่แววตาที่เจ้าเล่ห์ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลม
“ท่านเซียนท่านนี้ ข้าเห็นว่าท่านมีบุคลิกผิดแผกไปจากคนทั่วไป ดูมิใช่คนสามัญ มาเมืองอวี่หวงเพื่อซื้อโอสถเซียน หรือมาซื้ออาวุธวิเศษกันหรือ?”
“อ้อ ข้าลืมแนะนำตัวไปข้ามีนามว่าจางเต้าหมิง เป็นผู้ดูแลหนึ่งของเจียงเก๋อ”
จางเต้าหมิงมองดู เจียงผิงอันพร้อมแย้มยิ้มอย่างเป็นมิตร
จางเต้าหมิงมั่นใจความสามารถในการมองคนของตนเองมาก บุรุษผู้นี้ให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากคนอื่น
“ท่านผู้ดูแลมาที่ประตูเมืองเพื่อหาลูกค้าหรือ?” เจียงผิงอันมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย
เจียงเก๋อเป็นหอวานิชใหญ่โตเพียงนี้ ผู้ดูแลก็ล้วนเป็นระดับเซียน แต่กลับวิ่งออกจากหอมาหาลูกค้าที่ประตูเมือง
จางเต้าหมิงดูเหมือนจะรู้ล่วงหน้าว่าอีกฝ่ายจะเกิดความสงสัย จึงกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ท่านเซียนอาจไม่ทราบ เถ้าแก่เนี้ยของข้าใช้ระบบแบ่งผลกำไรสูง ทุกครั้งที่ปิดการขาย พวกข้าจะได้รับส่วนแบ่งมหาศาล”
“ยิ่งไปกว่านั้น ในร้านยังมีการประเมินผล ทุก ๆ ระยะหนึ่งจะมีการลดตำแหน่งผู้ดูแลที่ไม่ตั้งใจทำงาน เนื่องจากข้ามีธุระบางอย่างเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้งานล่าช้า ผลงานจึงตกต่ำลงบ้าง ดังนั้นข้าจึงต้องมาหาลูกค้าที่ประตูเมือง”
เจียงผิงอันพยักหน้าเข้าใจ เขาเกือบจะสงสัยว่าอีกฝ่ายเป็นคนหลอกลวงเสียแล้ว
“ช่วยข้าหาคนในเจียงเก๋อ หากสามารถหาได้ ข้าจะขายศาสตราเซียนสี่ชิ้นที่ร้านของเจ้า”
ก่อนหน้านี้เขาได้กลืนกินเซียนสองคนจากสำนักเซียนกระบี่ และได้ยึดศาสตราเซียนสี่ชิ้น รวมถึงผลึกเซียนและโอสถเซียนอื่น ๆ มากมาย
ดวงตาของจางเต้าหมิงพลันเปล่งประกาย หนวดแปดแฉกของเขาแทบจะตั้งชันขึ้นมา
ตนเองมิได้มองผิดจริง ๆ พบลูกค้ารายใหญ่เข้าแล้ว
“สหายเซียนกำลังตามหาผู้ใดหรือ ทั่วทั้งเจียงเก๋อนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดที่มีชื่อเสียง ไม่มีผู้ใดที่ข้าไม่รู้จัก”
จางเต้าหมิงตบอกตนเองเสียงดังทุ้มประหนึ่งตีกลอง โดยมิเกรงว่าจะทำให้อวัยวะภายในแตก
“เป้าจือ เจ้ารู้จักหรือไม่”
เจียงผิงอันรู้สึกกังวลมากว่าเป้าจืออาจไร้ชื่อเสียงในเจียงเก๋อ หรืออาจจะออกจากเจียงเก๋อไปแล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้นก็คงไม่มีทางตามหาศิษย์พี่หญิงร่วมสำนักเหมียวเสียและคนอื่น ๆ ได้
“ท่านบอกว่าจะตามหาผู้ใดนะ” จางเต้าหมิงชะงักงัน
“เป้าจือ” เจียงผิงอันกล่าวซ้ำอีกครั้ง
“ท่านแน่ใจหรือว่ารู้จักคนผู้นี้” ร่างกายของจางเต้าหมิงพลันเกร็งขึ้นอย่างกะทันหัน ดูตื่นเต้นยิ่ง
“อืม กาลก่อนนางเป็นหญิงรับใช้ของข้า ตอนนี้น่าจะอยู่ในเจียงเก๋อของพวกเจ้า” เจียงผิงอันกล่าว
จางเต้าหมิงที่เดิมทีดูตื่นเต้นมาก เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าพลันดำทะมึน
“หากเจ้าต้องการหาคนมาล้อเล่น เช่นนั้นก็ไปให้พ้น! เถ้าแก่เนี้ยของข้าจะเป็นหญิงรับใช้ของเจ้าได้เยี่ยงไร เจ้าคิดว่าตนเองเป็นใคร!”
“นางคือเจ้าของหอวานิชเจียงเก๋อหรือ?”
ครานี้ถึงคราวเจียงผิงอันที่ต้องตะลึง
“พูดเหลวไหล เถ้าแก่เนี้ยเป้าคือผู้ก่อตั้งเจียงเก๋อของพวกข้า นางเป็นเซียนหญิงผู้ยิ่งใหญ่ และเป็นเจ้าเมืองอวี่หวงในยามนนี้ด้วย”
ยามกล่าวถึงเป้าจือ ใบหน้าของจางเต้าหมิงเปี่ยมไปด้วยความเคารพบูชาระคนชื่นชม ทว่ายามกล่าววาจากับเจียงผิงอัน กลับมองเขาอย่างเย็นชา “เจ้ากล้าพูดว่าเถ้าแก่เนี้ยของข้าเป็นหญิงรับใช้ของเจ้าหรือ หากมิใช่เพราะในเมืองห้ามลงมือ ข้าคงตบเจ้าให้ลอยไปแล้ว รีบไสหัวไปเสีย!”
การดูหมิ่นเถ้าแก่เนี้ยว่าเป็นหญิงรับใช้นั้น ช่างเกินไปเสียจริง
เจียงผิงอันตะลึงงันอยู่พักใหญ่
ดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจแล้วว่าไฉนหอเจียงเก๋อจึงมีนามเช่นนี้
ไม่คิดเลยว่าหญิงรับใช้ตัวน้อยคนนั้น ในเวลาเพียงไม่กี่พันปี จะมีกิจการใหญ่โตเพียงนี้ ช่างน่าทึ่งจริง ๆ
“ข้าขอโทษด้วย เมื่อครู่ข้าเพียงแค่ล้อเล่น ท่านช่วยติดต่อเถ้าแก่เนี้ยของพวกท่านให้ข้าได้หรือไม่?”
“ฮึ! เจ้าไม่ไปสนทนากับเซียนสวรรค์เสียล่ะ? ยังจะมาหาเถ้าแก่เนี้ยของพวกข้าอีก เจ้าคู่ควรหรือ?” จางเต้าหมิงเยาะหยันด้วยรอยยิ้มเย็นชา