สู่วิถีอมตะ - บทที่ 894 โทสะของเยี่ยหมิง (รีไรต์)
บทที่ 894 โทสะของเยี่ยหมิง (รีไรต์)
“ยุคสมัยนี้ มักมีพวกไม่รู้จักประมาณตนอยู่เสมอ เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน”
จางเต้าหมิงสบถออกมาก่อนจะจากไป
ท่านผู้นั้นเป็นถึงเจ้าของหอวานิชเจียงเก๋อ ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญ แม้แต่ประมุขและเจ้าสำนักของหลายสำนักที่ต้องการพบเถ้าแก่เนี้ยล้วนต้องนัดหมายล่วงหน้า
ชายตรงหน้านี้เป็นใครกัน ถึงกล้ามาขอพบเถ้าแก่เนี้ย?
หากเถ้าแก่เนี้ยต้องพบใครทุกคน จะมิวุ่นวายตายหรือ?
เจียงผิงอันยืนอยู่ตรงนั้นลำพัง รู้สึกจนปัญญา
เขามิเคยคิดว่าวันหนึ่งการจะได้พบเป้าจือสักครั้งจะยากเย็นถึงเพียงนี้
เวลาช่างเป็นสิ่งมหัศจรรย์จริง ๆ
“ไสหัวไป! พวกที่อยู่ข้างหน้าทั้งหมด ไสหัวไปให้หมด!”
เสียงตวาดด้วยโทสะดังขึ้นจากด้านหลัง รถศึกทองคำที่ลากด้วยมังกรสวรรค์สามตัวพุ่งทะยานมา ผู้คนที่หลบหลีกไม่ทันต่างถูกชนร่างแหลกเหลวตกตาย ช่างเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมยิ่งนัก
เจียงผิงอันไม่อยากหาเรื่องยุ่งยาก จึงรีบหลบไปด้านข้างทันที
ใครบางคนตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยว “ใครกันช่างทำเกินไป ในเมืองอวี่หวงไม่อนุญาตให้บินเร็วขนาดนี้ ไม่รู้หรือไร?”
“ชู่! รีบหุบปากเสียเถอะ ไม่เห็นตราบนรถศึกหรือ นี่คือรถศึกของราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ย การที่มีมังกรสวรรค์สามตัวลากรถ กล่าวได้ว่าอย่างน้อยต้องเป็นบุคคลสำคัญระดับองค์ชายขึ้นไป!”
เมื่อรู้ถึงตัวตนของเจ้าของรถศึก ผู้คนที่เดิมทีเดือดดาลก็ได้แต่หุบปากเงียบ
ราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยผู้ครอบครองอาณาจักรอันยิ่งใหญ่
เมื่อพันปีก่อน จักรพรรดิแห่งราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยได้บรรลุถึงขั้นเซียนแท้ และร่วมมือกับสำนักเซียนกระบี่ทำลายล้างสำนักเซียนอวี่หวงกับสำนักเซียนเทียนหลาน ยึดครองดินแดนของสองสำนักนี้
ยามนี้ เกือบครึ่งของแดนจันทร์มายาอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ย
ไร้ผู้กล้าหาเรื่องกับคนของราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ย
“คนในรถศึกคงเป็นเยี่ยหมิง ผู้ที่เกิดมาพร้อมกับร่างทารกเซียนอันน่าสะพรึงกลัว นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่เขามาเมืองอวี่หวง”
มีผู้รู้ถึงตัวตนของบุคคลในรถ
‘ทารกเซียนบ้าอะไรกัน ก็แค่เคยพ่ายแพ้ให้เจียงผิงอันมาแล้ว’ มีผู้ก่นด่าอยู่ในใจ
“เยี่ยหมิงมาทำอะไรที่เมืองอวี่หวง”
หลายคนสงสัยถึงจุดประสงค์ที่เยี่ยหมิงมาที่นี่
“ว่ากันว่า เขามาหาเถ้าแก่เนี้ยหอเจียงเก๋อ นางเป็นสตรีผู้พิเศษ มีวิธีหาทรัพยากรที่ยอดเยี่ยม ใช้การหาเงินเป็นหนทางบรรลุเซียน จนกลายเป็นเซียนปฐพี เยี่ยหมิงในภายหน้าต้องแบกรับภาระใหญ่ ย่อมต้องการบุคคลเช่นนี้มาช่วยเหลือ”
“แต่เถ้าแก่เนี้ยหอเจียงเก๋อปฏิเสธอีกฝ่ายมาสองครั้งแล้ว ไม่เช่นนั้นก็คงไม่มาเป็นครั้งที่สาม”
เมื่อรถศึกสามมังกรหายไป เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนรอบข้างก็ค่อย ๆ ซาลง ต่างคนต่างกลับไปทำธุระของตน
เหลือเพียงญาติของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ที่ร่ำไห้มองดูร่างอันแหลกเหลวของคนรัก
พวกเขาโกรธแค้น เศร้าโศก เกลียดชัง แต่ทั้งหมดนี้ไร้ประโยชน์ เมื่อเผชิญหน้ากับราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยผู้สูงส่ง แม้ผู้ตายจะเป็นเซียน ก็ทำได้เพียงอดกลั้นเท่านั้น
ในโลกหล้านี้ พลังเป็นสิ่งที่ตัดสินถูกผิด ผู้มีพลังแกร่งกล้าย่อมทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา
เจียงผิงอันเหม่อมองกลุ่มคนเหล่านั้นแวบหนึ่ง แล้วหันหลังจากไป
‘หากมีพลังความสามารถเพียงพอ ข้าคงจะกำจัดเยี่ยหมิงให้สิ้นซาก หรือแม้แต่ทำลายราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยทั้งหมด เพื่อล้างแค้นให้สำนักเซียนอวี่หวง’
‘แต่ตอนนี้ข้ายังไม่มีพลังมากเพียงนั้น’
ว่าแล้ว เจียงผิงอันก็เดินมุ่งไปยังเจียงเก๋อ
ด้วยสถานะของเขาในยามนี้ มิอาจพบเป้าจือได้ ดังนั้นเขาจึงเตรียมตัวไปเป็นช่างตีเหล็กที่นั่น บางทีอาจมีโอกาสได้พบกับนาง
ในขณะเดียวกัน รถศึกมังกรสามตัวของเยี่ยหมิงก็มาถึงจวนเจ้าเมืองอวี่หวง
“เถ้าแก่เนี้ยเป้า ข้าเยี่ยหมิงมาเยือนแล้ว ท่านมิออกมาต้อนรับข้าหรือ?”
เยี่ยหมิงลงจากรถศึก สวมชุดเกราะสีทองงดงามตระการตา กฎเกณฑ์แห่งเต๋าเซียนแผ่ออกมารอบกาย ปรากฏการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้นมากมายเมื่อเขาปรากฏตัว พลังเซียนในสวรรค์และพิภพก็เพิ่มขึ้นตาม
ในฐานะบุตรแห่งเต๋าเซียน ไม่ว่าเขาจะไปที่ใด ย่อมได้รับความโปรดปรานจากสวรรค์เรื่อยมา
“โปรดกลับไปเถิด ข้าได้กล่าวไปแล้วสองครั้ง ข้าไม่ต้องการเข้าร่วมราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ย และไม่ต้องการติดตามท่าน”
เสียงของสตรีนางหนึ่งดังมาจากส่วนลึกของจวนเจ้าเมือง
ดวงตาของเยี่ยหมิงวาบขึ้นด้วยประกายเย็นเยียบ สีหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นชา
“ข้าผู้เป็นเซียนโดยกำเนิด เชื้อเชิญเจ้าให้มาเป็นผู้ติดตามของข้า นั่นคือโอกาสที่ข้ามอบให้เจ้า ทำให้เจ้าได้ลิ้มรสเกียรติยศอันสูงส่ง เมื่อข้าได้ควบคุมราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ย หากเจ้าอยากติดตามข้าในยามนั้น ก็คงไร้โอกาสแล้ว”
“ขอบคุณในน้ำไมตรี แต่ข้ามีผู้ให้ติดตามแล้ว ขอเชิญท่านกลับไปเถิด”
เป้าจือยังคงไม่หวั่นไหว
“เจ้ามีผู้ให้ติดตามแล้วหรือ? เป็นผู้ใดกัน? มาจากกลุ่มอิทธิพลใหญ่ใด?” เยี่ยหมิงขมวดคิ้วแน่น
นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้เรื่องนี้ หรือว่าสตรีนางนี้จะมีขุมอิทธิพลใหญ่สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง?
“มิได้มาจากขุมอิทธิพลใหญ่ใด เพียงแต่ท่านผู้นั้นได้เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของข้า แม้ผู้มีพระคุณจะสิ้นแล้ว แต่ชั่วชีวิตนี้ข้าจะติดตามเพียงท่านผู้เดียว”
เป้าจือตอบกลับ
“ตายไปแล้วยังจะพูดถึงอีก”
เยี่ยหมิงแสดงท่าทีดูแคลน “ข้าสามารถให้เจ้าเป็นคู่บำเพ็ญของข้าได้ นี่คงพอใจแล้วกระมัง?”
อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่สนใจในตำแหน่งผู้ติดตาม ดังนั้นเขาจึงมอบตำแหน่งที่สูงกว่าให้
หญิงผู้นี้ถ่วงกาลมานานเพียงนี้ ก็เพื่อต้องการตำแหน่งนี้มิใช่หรือ?
เป้าจือเอ่ยวาจาอีกครั้ง “ขออภัย ข้าไม่สนใจ ท่านเซียนเยี่ย โปรดกลับไปเถิด”
สีหน้าของเยี่ยหมิงแข็งค้าง ไม่คิดว่าเป้าจือจะปฏิเสธอีกครั้ง
สิ่งนี้ทำให้เยี่ยหมิงผู้ได้รับคำยกย่องมาตั้งแต่วัยเยาว์มิอาจยอมรับ ในสายตาของเขา เป้าจือไม่คู่ควรกับตนเลย อีกฝ่ายถ่วงกาลมาตลอดก็เพียงเพราะต้องการตำแหน่งที่สูงกว่าเท่านั้น
ทว่าบัดนี้ดูเหมือนว่าเขาคิดมากเกินไป เป้าจือมิได้สนใจเขาจริง ๆ
“เจ้าคิดว่าเจียงเก๋อของเจ้าจะสามารถต้านทานราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยของข้าได้หรือ?”
‘หญิงผู้นี้ไม่รู้จักบุญคุณ เป็นเพียงเจ้าของหอวาณิช กลับกล้าหยิ่งผยองต่อข้าถึงเพียงนี้’
เป้าจือตอบด้วยน้ำเสียงสงบ ไม่มีความหวั่นเกรงแม้แต่น้อย “แม้จะไม่สามารถต้านทานราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยได้ แต่ก่อนที่เจียงเก๋อจะล่มสลาย การลากท่านลงไปตายด้วยกัน ก็ยังทำได้อยู่”
นางไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะหาเรื่องเจียงเก๋อเพื่อก่อสงคราม
หากไม่มีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม คนทั่วไปจะไม่เริ่มสงคราม เช่นเดียวกับสำนักเซียนอวี่หวงกับสำนักเซียนเทียนหลานที่ต่อสู้กันจนบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย สุดท้ายถูกราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยฉวยโอกาสทำลายล้าง ไม่มีฝ่ายใดได้รับประโยชน์เลย
ยิ่งไปกว่านั้น หากปล่อยให้คนหลายคนหลุดรอดไป จะเกิดปัญหาตามมาไม่สิ้นสุด
ในประวัติศาสตร์ของภพเซียน เหตุการณ์เช่นนี้บังเกิดบ่อยครั้ง ศัตรูปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่คาดคิดและทำลายล้างสำนักใหญ่ ความแค้นนี้อาจมาจากสำนักเล็ก ๆ ที่ถูกทำลายโดยไม่ตั้งใจเมื่อหลายแสนปีก่อน
เมื่อเยี่ยหมิงได้ยินวาทะของเป้าจือ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปมาหลายครั้ง แล้วจู่ ๆ ก็หัวเราะลั่นขึ้นมา
“ฮ่า ๆ เป็นเพียงเจ้าของหอวานิชเล็ก ๆ แต่ช่างกล้าหาญนัก เจ้าเก่งกาจในการทำการค้าใช่ไหม ข้าอยากจะดูนักว่าเจ้าเก่งแค่ไหนกันแน่!”
“ราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยของข้ากำลังวางแผนจะเปิดหอวาณิชในแดนจันทร์มายา ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองอวี่หวง เมื่อถึงฤกษ์เปิด ยินดีต้อนรับให้มาอุดหนุน”
“ผู้ที่ต่อกรกับราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยของข้า ไม่มีใครมีจุดจบที่ดีหรอก!”
กล่าวจบ เยี่ยหมิงก็ก้าวขึ้นรถศึกมังกรสามตัวและจากไปอย่างมีโทสะ
เขาเป็นถึงเซียนโดยกำเนิด การเชิญสตรีผู้หนึ่งถึงสามครั้งนับว่าให้เกียรติมากแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับไร้ยางอาย
มังกรเซียนที่ลากรถเอ่ยวาจาขึ้นว่า “นายท่านเยี่ย ราชวงศ์ให้ท่านใช้ความสามารถพิชิตสตรีนางนี้ แต่การกระทำของท่านดูจะเกินเลยไปหน่อย นี่เป็นการท้าทาย”
โดยทั่วไปแล้ว สตรีที่มีความสามารถเช่นนี้มักจะทะนงตน ชนชั้นสูงของราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยคาดเดาว่าเป้าจือจะไม่ยอมรับเยี่ยหมิง จึงให้เยี่ยหมิงสร้างหอวาณิชขึ้นมาเช่นกัน เพื่อใช้การแข่งขันระหว่างหอวาณิช ทำให้เป้าจือเกิดความชื่นชมในเยี่ยหมิง
ทว่าเยี่ยหมิงกลับท้าทายซึ่ง ๆ หน้า ซึ่งไม่ง่ายที่จะทำให้สตรีเกิดความรู้สึกดีได้
เยี่ยหมิงนั่งอยู่ในรถศึกมังกร โอบกอดหญิงสาวขอบเขตเซียนสองคนไว้ในอ้อมแขน สีหน้าแสดงความดูแคลน
“ข้าย่อมรู้ความหมายของราชวงศ์ดี แต่ข้าไม่มีความอดทนเช่นนั้น หญิงนางนี้เพียงเก่งกาจในการหาเงินเท่านั้น เหตุใดข้าต้องลดตัวลงไปด้วย?”
“หากนางไม่ยอมรับ ก็ทำลายหอวาณิชของนางเสีย!”
“เจียงเก๋อชื่อนี้ฟังแล้วน่ารังเกียจ”
ด้วยเหตุผลบางประการ ยามได้ยินคำว่า ‘เจียง’ เยี่ยหมิงก็รู้สึกหงุดหงิด