พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 1 พี่ชายคนแรก
ตั้งแต่จำความได้ เด็กหญิงก็รู้แล้วว่าตนเองเป็นเด็กกำพร้า
นางคุ้ยขยะเพื่อแย่งอาหารจากสุนัขและขโมยของจากสวนหลัง
บ้าน
เมื่ออายุได้ห้าขวบ นางก็ไปขโมยเศษอาหารจากบ้านคนรวยแต่
ถูกสาวใช้จับได้ พวกเขาเรียกชายรูปร่างกำย ่าสามสี่คนมารุมตีนาง
อย่างหนักก่อนจะโยนออกนอกกำแพง
ร่างบอบบางที่ยังไม่ทันโตนั้นนอนป่วยอยู่นานถึงสามวันกว่าจะ
ค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นมา
เมื่อนางลุกขึ้นได้ สิ่งแรกที่เด็กหญิงทำก็คือหาอาหารกิน
นางรู้ว่าการจะมีชีวิตอยู่ได้นั้นก็ต้องกินอาหาร
เมื่ออายุได้เจ็ดขวบ เด็กหญิงก็เรียนรู้ที่จะมีความสุขท่ามกลาง
ความทุกข์ยาก
แม้จะไม่มีพ่อแม่ ไม่มีใครรักใคร่เอ็นดูแต่ก็สามารถกินอาหาร
จากทุกบ้าน และสามารถยืนเลือกได้ว่าจะไปเก็บเศษอาหารจากครัว
ร้านอาหารหลี่จี้หรือจะไปแย่งกระดูกกับสุนัขที่ร้านขายเนื้อตุ๋นโจวจี้
หลังจากเลือกอยู่นาน เด็กน้อยก็เลือกไปหอนางโลมชื่อดังที่ชื่อ
ว่า ‘อี๋หงย่วน’ เป็นจุดหมาย
นางเป็นเด็กฉลาดจึงรู้ว่าแขกที่มาหออี๋หงย่วนไม่ได้มาเพื่อกิน
อาหารเท่านั้น พวกเขามักจะสั่งอาหารทั้งเนื้อสัตว์และปลาเต็มโต๊ะ แต่
ก็แทบจะไม่ได้แตะต้องเลย
เมื่อแขกจากไป คนงานในร้านก็จะแบ่งอาหารกันกินและส่วนที่
เหลือ เช่น หัวไก่ คอไก่ และขาไก่ที่เคี้ยวยากจะถูกทิ้งลงในถังขยะ
ใหญ่ในด้านหลังครัว
สำหรับนางแล้วนี่ถือเป็นอาหารชั้นเลิศหาได้ยากยิ่ง นางจะค่อย
ๆ กินจนอิ่มท้องและค่อยหยิบที่เหลือใส่ถุงเก็บไปกินบ้าน
“เฮ้อ” เมื่อนึกถึงความทรงจำอันแสนวิเศษของการเคี้ยวกินขาไก่
เจียงเซิงก็ได้แต่กลืนน ้าลายพลางถูฝ่ามือไปด้วย
เพียงแค่ข้ามกำแพงนี้ ก็จะถึงครัวหลังร้านอี๋หงย่วนแล้ว
นางเสียใจที่ส่วนสูงของนางไม่มากพอจึงต้องคลานผ่านโพรง
สุนัขไปเท่านั้น
เจียงเซิงก้มหน้ามองหารูเล็ก ๆ ที่นางเคยผ่านเข้าออกครั้งก่อน
แต่หาเท่าใดก็ไม่พบ ถ้าเป็นเช่นนี้คงถูกใครสักคนอุดรูไว้สินะ
นางเริ่มรู้สึกเป็นกังวล ทันใดนั้นประตูหลังครัวของหอนางโลมอี๋
หงย่วนก็ถูกเปิดออกและมีหญิงคนหนึ่งเดินย ่าออกมา
เจียงเซิงตัวน้อยหดตัวลงอยู่ในพุ่มหญ้าวิงวอนขออย่าให้ถูกเห็น
เป็นอันขาดเพราะนางไม่อยากโดนทุบตี
โชคดีที่ผู้นั้นไม่ได้มองมายังทางนี้ แต่พูดอย่างโหดร้ายว่า “ข้า
เลี้ยงไม่ไหวแล้ว อี๋หงย่วนแห่งนี้ก็เลี้ยงเจ้าไม่ไหวเช่นกัน ไปให้พ้น
หน้าซะแล้วอย่าบอกใครว่ารู้จักข้า…และอย่ากลับมาที่นี่อีก”
มีบางอย่างตกลงบนพื้น
ประตูหลังจึงปิดลงอีกครั้งและถูกดึงกลอนประตูไว้อย่างแน่นหนา
เจียงเซิงถอนหายใจออกมาแล้วค่อย ๆ ชะโงกหน้าขึ้นก็พบ
เด็กชายวัยแปดเก้าขวบสวมเสื้อคลุมผ้าป่านยาวนั่งลงด้วยความ
สับสน
โอ้…เด็กน้อยถูกทิ้งจากบ้านนี่เอง
เจียงเซิงเอียงคอมอง รู้สึกได้ว่าเขาคงเศร้าใจมาก
เพราะคนที่ไม่มีบิดามารดาย่อมไม่รู้ว่าการมีนั้นดีเพียงใดจึงไม่
คิดถึง
แต่คนที่เคยได้รับความรักจากมารดาทว่ากลับถูกมารดาทิ้งไป
จิตใจคงเปล่าเปลี่ยวเศร้าหมอง
เหมือนกับ…เพิ่งจะได้ก้อนเนื้อใหญ่แต่กลับถูกสุนัขจรจัดวิ่งมา
คาบหนีไป
เจียงเซิงถอนหายใจ
เด็กชายหันสายตามามองนางอย่างเศร้าหมองไม่พูดจา
เจียงเซิงสงสารเขาแต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้
แล้วนางก็พบโพรงสุนัขแล้วอยู่หลังหญ้ารกทึบนั่นเอง
หญิงน้อยวัยเจ็ดขวบใช้มือและเท้าคลานไปยังครัวด้านหลังแหวก
หาอาหารในถังสูงขนาดใหญ่
หัวไก่ คอไก่ ขาไก่ หางปลา ทุกสิ่งที่กินได้ถูกหยิบออกมาแล้ว
ห่อรวมไว้ในผ้าผืนเล็ก
วันนี้เจียงเซิงยังไม่ทันได้ลิ้มรส เพราะมีชายชราคนหนึ่งได้ยิน
เสียงผิดปกติจึงเดินวนเวียนเข้ามาพร้อมเสียงร้องเรียก “ขโมยตัว
น้อย เจ้ามาจากไหนกัน”
นางตกใจจนกอดผ้าผืนเล็กไว้แน่นก่อนจะหันหลังวิ่งหนีออกไป
หลังจากผ่านโพรงสุนัขแล้วเข้าไปในตรอก เด็กชายตัวน้อย
ยังคงนั่งรออยู่ที่เดิม
ชายชราเปิดประตูหลังแล้วปรึกษากันว่าจะลงโทษขโมยผู้ร้าย
อย่างไรดี
เจียงเซิงคิดว่าถ้าเด็กชายนั่งอยู่ตรงนี้อาจถูกตีจนตายได้
ตีให้ตาย…
นางไม่อาจนิ่งดูดายได้จึงวิ่งไปคว้ามือเขาแล้วพาวิ่งหนีไป
คนพวกนั้นยังคงตะโกนไล่ตามหลัง เจียงเซิงอาศัยความคุ้นเคย
กับสภาพแวดล้อมวิ่งผ่านตรอกสามแห่งแล้วข้ามถนนสี่สายจึง
สามารถหลบหนีพวกเขาได้สำเร็จ
หลบซ่อนในมุมสงบ เจียงเซิงปล่อยมือเด็กชายแล้วล้มนั่งลงกับ
พื้นหอบหายใจแรง
เด็กชายก็หอบหายใจถี่เช่นกัน แต่เขาประหลาดใจมากกว่าจ้อง
มองเด็กหญิงด้วยแววตาเปี่ยมด้วยคำถาม
“เจ้าคือใคร?” เขาถาม
เจียงเซิงไม่ได้สนใจเขา นางหิวโหยมากหลังจากวิ่งหนีมานาน
ตอนนี้ขอเพียงแค่ได้เติมกำลังเท่านั้น
เราควรจะกินสิ่งใดดีหนอ กินหางปลาก่อนแล้วกันเพราะมันมีก้าง
มากและเก็บได้ไม่นาน
นางเลือกหางปลาออกจากผ้าผืนเล็กลอกหนังปลาด้วยความ
ระมัดระวัง จากนั้นรับก็กินเนื้อปลาแม้แต่หางปลาก็ดูดกินจนหมด
เกลี้ยง
หนุ่มน้อยข้าง ๆ จ้องมองด้วยดวงตาเบิกกว้าง
“ท่านหิวด้วยหรือ” เจียงเซิงส่งต้นขาไก่ให้อย่างเสียดาย “กินเถิด
อย่าให้เสียเปล่า”
นางไม่ใช่คนใจกว้างขวางนักแต่ก็รู้ดีว่าความหิวโหยเป็นเช่นไร
เมื่อหิวจะปวดศีรษะและเป็นลม
หลังถูกทุบตีอย่างรุนแรงจนเกือบสิ้นใจ จนต้องพักฟื้นเป็นเวลา
ถึงสามวัน เจียงเซิงก็ได้ปรารถนาถึงสิ่งหนึ่ง
นางหวังว่าจะไม่มีผู้ใดต้องทนหิวโหยอีก
แม้ขาไก่ชิ้นนั้นนางจะชอบกินมาก
เจียงเซิงทิ้งหางปลาที่กินจนไม่มีเนื้อเหลือแล้วลุกขึ้นยืน
“เจ้าจะไปที่ใดหรือ?” หนุ่มน้อยแทะขาไก่ถามด้วยเสียงแหบพร่า
เจียงเซิงประหลาดใจ “ข้าจะกลับบ้าน”
“บ้าน?” หนุ่มน้อยอ้าปากค้างแล้วน ้าตาก็ไหลรินลงมา “ข้าไร้
บ้านแล้ว”
เด็กชายวัยเจ็ดถึงแปดขวบกอดขาไก่ร ่าไห้สะอึกสะอื้น
แม้แต่เจียงเซิงเองก็ไม่เคยร้องไห้รุนแรงปานนี้
นางกอดเศษอาหารที่เก็บมาได้รู้สึกความสงสารเด็กชายเช่นกัน
“อย่าร้องไห้อีกเลย ข้าจะแบ่งที่อยู่ให้ท่านครึ่งหนึ่ง”
ด้วยเช่นนี้พวกเขาจึงจะมีบ้านทั้งคู่
เด็กชายตัวน้อยค่อย ๆ หยุดร้องไห้ “จริงหรือ”
“แน่นอน แต่บ้านของข้านั้นค่อนข้างทรุดโทรม หวังว่าท่านจะไม่
รังเกียจ” เจียงเซิงเดินทางมาไกลและพาเด็กชายกลับบ้าน
ที่เรียกว่าบ้านนั้นคือ วัดร้างทรุดโทรม
สภาพผ่านกาลเวลายาวนาน ไม่มีการซ่อมแซม ด้านตะวันออกมี
ลมลอดผ่านเข้ามา ด้านตะวันตกก็ไม่สามารถกันฝนได้ เตียงนอนก็
คือพื้น
แต่สำหรับเจียงเซิง ที่นี่คือบ้านของนาง
“ตอนนี้ ที่นี่ก็เป็นบ้านของเจ้าเช่นกัน” เจียงเซิงแนะนำอย่าง
ภาคภูมิ “ข้าชื่อเจียงเซิง ส่วนท่านชื่ออะไร”
เด็กชายตัวน้อยมองนางด้วยสายตาเซื่องซึม “ข้าชื่อเจิ้งหรู
เชียน”
ดังนั้นที่นี่จึงเป็นบ้านของเจียงเซิงและเจิ้งหรูเชียนนับจากนี้เป็น
ต้นไป
เมื่อค ่ามาถึงเจียงเซิงก็แบ่งปีกไก่ให้เจิ้งหรูเชียนครึ่งหนึ่ง
เจิ้งหรูเชียนหยิบก้อนทองเม็ดเล็กจากอกเสื้อสองก้อน “ข้ามี
เท่านี้”
เจียงเซิงกำลังจมอยู่กับความเจ็บปวดที่ต้อง ‘แบ่งอาหารออกไป
ครึ่งหนึ่ง’ แต่เมื่อเหลือบไปเห็นสีทองวาววับ นางเกือบกระโดดขึ้นจาก
พื้น
แม้ว่านางจะไม่เคยมีทองมาก่อน แต่นางก็เคยเห็นลูกค้าของหอ
นางโลมอี๋หงย่วนคว้าทองแท่งออกมาสีเหมือนกันแบบนี้เลย
เด็กหญิงเลียนแบบท่าทางคนจากในหอนางโลมอี๋หงย่วนลองกัด
ดูสักครั้ง
เอ๋? เป็นของจริงนี่
เจียงเซิงแลกขาไก่และคอไก่กับทองคำสองเม็ด เป็นครั้งแรกที่
นางคิดว่าการแบ่งปันบ้านไม่ได้เสียหายเลย
“ถึงอย่างนั้น พวกเราก็ไม่มีวิธีปกป้องทองคำเหล่านี้ จึง
จำเป็นต้องซ่อนมันไว้” เจียงเซิงเดินวนรอบวัดร้างทำตัวเหมือนผู้ใหญ่
ตัวน้อย
ไม่มีที่ไหนที่รู้สึกปลอดภัยพอ
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน นางก็วางไว้ใต้เท้าพระพุทธรูปองค์หนึ่ง
หวังว่าท่านจะโปรดปกปักรักษาให้ทองคำไม่หายไป
เจียงเซิงกราบไหว้ด้วยความตั้งใจและขอพรให้ตนเองมีอาหาร
กินจนอิ่มตลอดไป