พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 2 พบพี่ชายคนที่สอง
เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า พระพุทธองค์ไม่ได้รู้จักพวกเขา
หลังจากรับประทานอาหารเพียงสองมื้อเศษข้าวในถาดเล็กก็
หมดแล้ว
เจียงเซิงมองเด็กชายตัวน้อยด้วยสีหน้าวิตก คิดหาหนทางว่าจะ
ไปหาอาหารกินที่ไหนดี
เจิ้งหรูเชียนกลับเข้าใจผิด เพราะหลังจากถูกทอดทิ้งในครั้งก่อน
เขาจึงกระชับขาสองข้างแน่นสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว “ข้ากินให้
น้อยลงได้นะ”
เพียงแค่อย่าทอดทิ้งเขาอีกเท่านั้น
“ใช่แล้ว” เจียงเซิงตบมือ “พวกเราไปตลาดเก็บผักกินกัน”
ทางด้านตะวันออกของหมู่บ้านมีตลาดขายผัก ผู้ที่มาซื้อผักล้วน
แต่เป็นคนร ่ารวย พวกเขามักจะเด็ดผักชั้นนอกทิ้งให้เหลือเพียงแต่
ดอกผักที่อ่อนนุ่มที่สุด
คนจนที่ไม่มีเงินซื้อผักจึงมาเก็บผักชั้นนอกที่ถูกทิ้งเหล่านั้น แม้
จะเหี่ยวย่นไปบ้างแต่ก็ยังกินได้
เจียงเซิงก็เคยไปเก็บมาเช่นกัน แต่ฝีมือการทำครัวของนางไม่ดี
นักจึงทำได้เพียงแค่ต้มน ้าเปล่า ๆ พอให้กินได้อิ่มท้องเท่านั้น
“จริงอยู่ว่าผักต้มน ้าก็ไม่ได้รสชาติแย่นัก แต่ถ้าได้โรยด้วยเกลือ
สักนิดก็จะมีรสชาติอร่อยยิ่งขึ้น” เจียงเซิงกระซิบบอกเจิ้งหรูเชียน
“ท่านต้องคอยจับจ้องให้ดี ต้องแย่งชิงเอาไม่เช่นนั้นจะไม่ได้ผักสักใบ
เลย”
เจิ้งหรูเชียนอ้าปากค้างด้วยความงุนงง
เหตุใดแม้แต่เศษใบผักเน่า ๆ ก็ต้องแย่งชิงกันด้วย
ต่อมาเขาจึงได้รู้ว่าในโลกของคนจน แม้แต่ใบผักเน่า ๆ ก็ยังถือ
ว่ามีค่ายิ่งนัก
หลังจากเผชิญพายุฝน เด็กน้อยทั้งสองก็หนีออกมาจากฝูงชน
ด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนโคลนดิน พวกเขากอดกองใบผักไว้
ผมเปียของเจียงเซิงเปียกชื้น ส่วนเสื้อผ้าของเจิ้งหรูเชียนก็ยับย่น
แต่โชคดีที่พวกเขาได้รับผักมากมายถึงสองกำใหญ่
“คืนนี้เราจะกินผักที่เหี่ยวแล้ว ส่วนที่เหลือเก็บไว้กินได้อีกสอง
มื้อ…” เจียงเซิงดีใจมาก
แต่นางดีใจไม่ได้นานนักเพราะมีหนุ่มน้อยคนหนึ่งวิ่งออกมาจาก
พุ่มไม้ แล้วแย่งผักในอ้อมอกของนางไปครึ่งหนึ่ง
จากนั้นก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วราวกับฟ้าผ่า
เจิ้งหรูเชียนแทบจะร้องไห้นี่คือผักที่พวกเขาทุ่มเทแรงกายเพื่อ
แย่งชิงมา
แต่เจียงเซิงกลับดูคุ้นชินกับเรื่องนี้ดี นางลูบผมเปียของตนเอง
แล้วถอนหายใจพลางพูดว่า “ป้าจางเป็นคนเปียผมให้ข้า”
“เจียงเซิง” เจิ้งหรูเชียนมีสีหน้าบึ้งตึง “นั่นผักของพวกเรา”
“ปล่อยไปเถิด” เจียนเซิงเก็บผักที่เหลือขึ้นมา “พวกเขาเป็นกลุ่ม
ขอทานเร่ร่อนในละแวกนี้ พวกเราต่อสู้ไม่ได้จำต้องหลบเลี่ยงไป
ก่อน”
หากหลบไม่พ้นก็ต้องยอมแพ้ไป
ในโลกของคนจนการที่ผู้แข็งแกร่งแย่งชิงอาหารจากผู้อ่อนแอ
เป็นเรื่องธรรมดา
เจิ้งหรูเชียนมีน ้าตาคลอเบ้าตา ผ่านไปราวหนึ่งก้านธูปก็ยังพูด
ไม่ออก
เด็กสองคนเดินโซเซไปยังวัดร้างข้างหน้า
ระหว่างทางได้ยินเสียงคนตะโกนว่า “นายอำเภอถูกจับเข้าคุก
ข้าราชการคนใดคิดฆ่าคนจะต้องได้รับผลกรรมตามสนอง” เสียง
ปรบมือและเสียงร้องเฮของประชาชนดังลั่น
เจียงเซิงไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาถึงดีใจ แม้นางจะไม่รู้จัก
นายอำเภอ แต่ป้าจางเคยบอกว่านายอำเภอของอำเภอเซี่ยหยางเป็น
คนดี แล้วเหตุใดเมื่อมีคนดีตายจึงมีคนดีใจมากถึงเพียงนี้
เจิ้งหรูเชียนเองก็ยิ่งไม่เข้าใจ เขาขมวดคิ้วมองผักเน่าตรงหน้า
ผักที่เละเทะขนาดนี้แล้วสามารถกินได้จริงหรือ?
เจียงเซิงกำลังเดินกลับไปยังวัดร้าง
นางดีใจยินดีเป็นล้นพ้น เมื่อนึกถึงใบผักสดที่กำลังจะได้กิน
แต่พอหันกลับไปก็ได้ยินเสียงครางเบา ๆ
เจียงเซิงจึงพยายามแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน แต่เจิ้งหรูเชียนกลับ
คว้าตัวนางไว้ “เจียงเซิง…มีคนอยู่”
เด็กหญิงไม่อาจเพิกเฉยได้อีกต่อไปจึงขมวดคิ้วพลางพูดว่า “มี
แค่ท่านคนเดียวข้าก็กินไม่อิ่มแล้ว ถ้ามีคนอื่นมาอีกข้าคงต้องอดตาย
แน่”
“ไม่หรอกเจียงเซิง” เจิ้งหรูเชียนเอ่ยปลอบนาง “ไม่รู้สิ บางทีเขา
อาจมีครอบครัวแล้วนำอาหารมาขอบคุณเรา”
เจียงเซิงไม่เชื่อสภาพแวดล้อมรกร้างเช่นนี้จะมีผู้ใดยอมให้
ครอบครัวของตนนอนอยู่ที่แห่งนี่
เว้นแต่…เขาไม่มีครอบครัว
ใจของเจ้าเจียงเซิงอ่อนลงทันใด นางจึงวางใบผักกาดลงแล้วเงี้ย
หูฟังอย่างเงียบ ๆ
เมื่อแวดพงหญ้าแห้งออกก็เห็นเด็กหนุ่มสวมเสื้อคลุมสีเทาสนิท
นอนอยู่บนพื้นดวงตาปิดสนิทมีเสียงครวญครางเบา ๆ ออกมาจากริม
ฝีปาก
ร่างกายของเขามีรอยเลือด ขาทั้งสองข้างงอในท่าทางพิลึก
เหมือนกับลูกแมวตัวน้อยของลุงโจวที่กินหนูพิษเข้าไป
เหมือนลูกแมวกับแมวบ้านลุงที่กินหนูมีพิษนิดหน่อย
หัวใจของเจียงเซิงรู้สึกเจ็บปวด ครอบครัวลุงโจวไม่ชอบนางมี
เพียงแมวตัวนั้นที่ยินดีอยู่ข้างกายเป็นสหายค่อยพูดคุยกับนาง แต่
ต่อมาเมื่อแมวตัวน้อยจากไปด้วยความอ่อนแอก็ไม่มีผู้ใดยินดีคบค้า
สมาคมกับนางอีกเลย
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เจียงเซิงก็รวบรวมความกล้าหยิบถุงน ้าขึ้น
มาแล้วโน้มตัวลงเข้าไปใกล้ ๆ อย่างระมัดระวังเอาน ้าให้เขา
เจิ้งหรูเชียนกลัวว่าเขาจะสำลักจึงออกแรงอุ้มศีรษะของเขาขึ้น
หนุ่มน้อยผู้นั้นก็หายใจไม่ออกแล้วร้องออกมาคำเดียวว่า “เจ็บ”
เจียงเซิงไม่รู้จะทำอย่างไร
หากมีผู้ใหญ่อยู่ด้วย พวกเขาคงจะสอนว่าต้องวางคนป่วยในที่
ท่าราบแล้วหาแคร่ไม้แบกไปส่งไปยังโรงหมอและต้องหยุดเลือดให้เขา
ด้วย
แต่เด็กสองคนไม่มีใครรู้จึงได้แต่กลั้นน ้าตาไว้ให้น ้าเขาอย่างเบา
มือ
หนึ่งจิบ สองจิบ เหมือนกับการให้อาหารลูกแมวที่ใกล้จะตาย
ครู่ใหญ่หนุ่มน้อยผู้นั้นจึงฟื้นขึ้นมา
เขามองรอบข้างอย่างงุนงง ด้วยความเจ็บปวดจากขาสองข้าง
และสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยรวมถึงเด็ก ๆ ที่ไม่รู้จักทำให้เขานึกถึง
เหตุการณ์ร้ายที่เพิ่งเกิดขึ้น หนุ่มน้อยร้องไห้ออกมาน ้าตาไหลริน
เจียงเซิงคิดว่าตนเองทำให้เขาเจ็บจึงรีบบอกให้เจิ้งหรูเชียนปล่อย
มือออก
ตุบ!
หนุ่มน้อยผู้นั้นล้มกลิ้งลงพื้นอีกครั้ง เขาลืมตาค้างในชั่วขณะนั้น
ไม่รู้ว่าจะร้องไห้หรือโกรธดี
“พี่ชาย ท่านเจ็บมากหรือไม่” เจียงเซิงถามเสียงเบา
นางนึกถึงพี่ชายคนหนึ่งในหมู่บ้านที่โดนกับดักหนีบเท้า เมื่อ
ท่านหมอจะถอนกับดักออกให้เขาก็ร้องไห้คร ่าครวญเพื่อให้ตนเอง
สบายใจขึ้น ท่านหมอจึงต้องชกให้พี่ชายคนนั้นหมดสติไป
ถ้าพี่ชายคนนี้เจ็บมากนางคงต้องเสียสละมือของตัวเองชกเขา
แล้วกระมัง
“เจ้า…” หนุ่มน้อยมองดูหมัดที่เจียงเซิงชูขึ้นกลืนน ้าลายลงคอ
“ขาของข้าหักอยู่”
เจียงเซิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ นั่นคงหมายความว่าเขาต้องการ
หมัดของนาง
โชคดีที่เจิ้งหรูเชียนดึงนางไว้ก่อนแล้วพูดแนะนำ “ข้าเคยเห็น
ท่านป้าที่หอนางโลมอี๋ห่งย่วนขาหักจนต้องไปส่งที่โรงหมอ”
หนุ่มน้อยผู้นั้นกลั้นหายใจแล้วส่งสายตาซาบซึ้งใจไปทางเจิ้งหรู
เชียน
แต่คนขาหักจะไปโรงหมอได้อย่างไรกัน?
เจียงเซิงกับเจิ้งหรูเชียนปรึกษากันครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจ
ขโมยรถเข็นของลุงจ้าวมาใช้ก่อน
ลุงจ้าวมีนิสัยค่อนข้างดุร้ายแต่ที่บ้านของเขามีรถเข็นผูกไว้ที่เสา
ไม้หน้าหมู่บ้าน
เจิ้งหรูเชียนเป็นคนเฝ้ายามขณะที่เจียงเซิงไปดึงรถเข็นมา
เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบไม่เคยได้กินอาหารดี ๆ บ่าของนางสูงกว่า
รถเข็นไม่มากนัก แต่นางสะพายเชือกไว้บนหลังแล้วดึงไปข้างหน้า
ด้วยความยากลำบาก
ด้วยพละกำลังของทั้งสองคนหนุ่มน้อยผู้นั้นจึงถูกหามขึ้นรถเข็น
เด็กชายและหญิงวัยอายุราวเจ็ดแปดขวบ คนหนึ่งดึงไปข้างหน้า
อีกคนผลักจากด้านหลังใช้แรงสุดกำลังจนเข็นรถมาหยุดตรงหน้า
โรงหมอเพียงแห่งเดียวในเมือง
“ท่านหมอ ท่านหมอ” เจียงเซิงเคาะประตูด้วยมือที่มีแต่รอยช ้า
“พี่ชายของข้าขาหัก โปรดช่วยรักษาด้วยเถิด”
ประตูเปิดออก ชายวัยกลางคนมีผมหงอกหน้าตายิ้มแย้มเดิน
ออกมา
เจียงเซิงรู้สึกละอายใจจึงพึมพำว่า “แต่ว่า…พวกข้าไม่มีเงิน”
นางตั้งใจจะหลอกหมอให้รักษาก่อนแล้วจึงจะใช้กลวิธีไม่จ่ายค่า
รักษา แต่สายตาอ่อนโยนของหมอวัยกลางคนทำให้นางไม่กล้าทำ
เช่นนั้น
“ขาหักรึ?” หมอวัยกลางคนมองไปที่เด็กน้อยบนรถเข็นก่อนจะ
ขมวดคิ้วทันที “อย่าขยับ ให้ข้าดูแลเจ้า”
เขาอุ้มเด็กน้อยขึ้นจากรถเข็นมาวางบนเตียง แล้วตรวจสอบ
บาดแผลอย่างละเอียดก่อนจะนำยาสมุนไพรมารักษา
“ขาหักและบาดแผลค่อนข้างรุนแรง” ท่านหมอถอนหายใจ “ต้อง
พักรักษาตัวอย่างน้อยสามเดือนเปลี่ยนผ้าพันแผลทุกครึ่งเดือน ใน
ระหว่างนี้ห้ามขยับร่างกายมากและก็ต้องระวังแผลกดทับด้วย”
เขาอุ้มเด็กน้อยกลับขึ้นรถเข็นและนำยาต้มสมุนไพรครึ่งเดือนมา
วางไว้ที่ท้ายรถ
“ท่านหมอ” เจียงเซิงกัดริมฝีปาก “พวกข้าไม่มีเงินจริง ๆ”