พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 14 พี่สามผู้บังคับเกวียนลา
ในที่สุดพวกนางก็เก็บเห็ดทั้งหมดเสร็จ เจิ้งหรูเชียนอุ้มผ้าห่อถือ
สิ่งของเตรียมออกเดินทาง
เจียงเซิงดึงชายเสื้อเขาไว้
เจิ้งหรูเชียนหันกลับมา “เจ้าเป็นหญิง ข้าจะให้เจ้าแบกของหนัก
ได้อย่างไร”
เจียงเซิงหัวเราะ “พี่รอง ไม่มีใครต้องแบกของหนักหรอก”
“ถ้าไม่แบกแล้วจะส่งไปที่เมืองได้อย่างไร” เจิ้งหรูเชียนสงสัย
“หรือเจ้าจะลากไปกับพื้นดินรึ”
เจียงเซิงรู้สึกทึ้งกับการจินตนาการของพี่ชายตนเอง นางโบกมือ
ก่อนชี้ไปยังทางเข้าหมู่บ้านที่มีเงาร่างคนอยู่
บ้านเมืองในเขตสิบลี้นี้เป็นเขตยากจน ทำให้หมู่บ้านสิบลี้ก็ไม่
ร ่ารวยไปด้วย
ชาวบ้านส่วนใหญ่เดินทางด้วยการเดิน ถ้าจะขนของก็ต้องใช้รถ
ลากเล็กเป็นระยะทางสิบลี้
แต่ความจริงแล้วยังมีวิธีทางแบบอื่นอยู่บ้าง เช่น เกวียนลา
มีลาตัวหนึ่งลากเกวียนเล็กไป คนขับสะบัดแส้ควบคุมลาให้เดิน
ไปอย่างสม ่าเสมอ
เกวียนเล็กสามารถบรรทุกคนได้ประมาณเจ็ดแปดคน หากจะขน
สินค้าก็คิดราคาแยกต่างหาก
ครั้งก่อนฟางเหิงเสนอให้ไปที่เมืองเพื่อรักษาบาดแผลสวี่โม่ แต่
พวกเขาห้าคนก็ต้องจ่ายเงินคนละสองเหวิน รวมไปกลับแล้วก็ต้อง
จ่ายยี่สิบเหวิน
เจียงเซิงไม่เคยเห็นเงินมากขนาดนั้น นางรู้สึกเสียดายจึงไม่
อยากจ่าย ยอมเดินเท้าไปไกลกว่าสี่ชั่วยามจนถึงที่เมืองมากกว่า
แต่ไม่กี่วันมานี้ นางเห็นความสามารถในการหาเงินของเหล่า
พี่ชาย และเห็นความโดดเดี่ยวเงียบเหงาของสวี่โม่ จึงตัดสินใจ
จ่ายเงินครั้งใหญ่นี้อย่างเต็มใจ
“เจ้า…เจ้าจะเช่าเกวียนลาแล้วหรือ” เจิ้งหรูเชียนประหลาดใจไม่
แพ้กัน หลังเรียกคืนสติได้เขาก็รู้สึกปวดใจ “ต้องใช้เงินมากแค่ไหน
เล่า ข้าเกรงว่าเงินที่หาได้ในวันนี้จะไม่คุ้มค่าเดินทาง”
เจียงเซิงกัดฟันกล่าว “ข้าไม่ได้เช่า”
“ไม่เช่าหรือ” เจิ้งหรูเชียนสับสนมาก หันมองคนอื่น ๆ
ฟางเหิงกับสวี่โม่งุนงงอยู่บ้าง มีเพียงเวินจืออวิ่นที่ยังคงสงบนิ่ง
เป็นเพราะเจียงเซิงได้หารือกับพี่สี่ไว้ก่อนแล้ว นางยังมีก้อน
ทองคำอยู่สองเม็ด ซึ่งตั้งใจจะให้ท่านหมอผู้นั้นเป็นค่ารักษา แต่เพราะ
เขาเกิดเรื่องเสียก่อน ก้อนทองคำอยู่สองเม็ดนั้นจึงยังอยู่ในมือนาง
นางครุ่นคิดไปมา รู้สึกว่าการเดินทางไปส่งเห็ดในเมืองทุกครั้งด้วย
การเดินเท้าสี่ชั่วยามนั้นโหดร้ายเกินไป แต่หากจะนั่งรถลากก็ไม่
คุ้มค่า จึงตัดสินใจกัดฟันจ่ายเงินซื้อเกวียนลาเล่มหนึ่ง
เวินจืออวิ่นเองก็สนับสนุนนาง เขาไม่คิดจะเก็บของมีค่าเช่นนั้น
ไว้ให้บิดามารดา แค่บอกว่าหากเจียงเซิงต้องการจะใช้ก็ใช้ไป
เจียงเซิงจึงจ่ายเงินซื้อเกวียนลามา
ราคาของลาแก่คือเงินสองตำลึง ส่วนเกวียนราคาถูกจึงจ่ายไป
เพียงสามเหวิน
เจียงเซิงจ่ายก้อนทองคำออกไปและได้รับเงินกลับมาอีกมากมาย
“ก้อนทองคำสองเม็ดนั่นเท่ากับเงินสามตำลึง หนึ่งตำลึงเงิน
เท่ากับหนึ่งพันเหวิน เจ้าต้องการเงินเจ็ดร้อยเหวินหรือเงินครึ่งตำลึง
เล่า” คนขายเกวียนถาม
เจียงเซิงไม่ลังเล “ข้าต้องการเงินเจ็ดร้อยเหวิน”
นางอยากลองสัมผัสความรู้สึกที่เงินในถุงส่งเสียงกระทบกันบ้าง
คนขายเกวียนนิสัยดี อดทนนับเงินให้นางถึงเจ็ดร้อยเหวินต่อ
หน้าและส่งให้ ก่อนจากไปยังถามพวกเขา “พวกเจ้าบังคับเกวียนลา
เป็นหรือไม่”
เด็ก ๆ ทุกคนหันมองฟางเหิงพร้อมกัน
ฟางเหิงผู้ซึ่งทุกคนต่างไว้วางใจในฝีมือ ก็รู้สึกตกใจไม่น้อย เขา
เคยขับรถม้ามาแล้ว แต่นั่นคือรถม้า
ไม่มีผู้ใดสอนเขาว่าต้องบังคับเกวียนลาอย่างไร
ทว่าเมื่อคิดดูแล้ว ลาก็เป็นสัตว์ใกล้เคียงกับม้า รูปร่างก็…ไม่
ต่างกันนัก เขาน่าจะทำได้
ฟางเหิงไม่เคยเปิดเผยความอ่อนแอ แม้ในใจจะรู้สึกหวั่น แต่ก็
พยักหน้ารับด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ผู้ที่พบเห็นต่างรู้สึกว่าเด็กคนนี้มีสติหนักแน่น หากเขาพูดว่าทำ
ได้ก็ต้องทำได้อย่างแน่นอน
คนขายเกวียนไม่กล่าวอะไร หมุนกายเดินจากไปพร้อมกับก้อน
ทองคำในมือ
เด็กคนอื่นๆ วิ่งดูรอบเจ้าลาแก่
ทั้งลูบหัวเล่นหางลา แม้แต่เวินจืออวิ่นก็อดลูบแผ่นไม้เรียบ
แข็งแรงของเกวียนไม่ได้
นับจากนี้ พวกเขาก็จะเป็นคนที่มีเกวียนลาแล้ว
เจียงเซิงพยายามกลั้นยิ้มจนแก้มปริ แต่ก็ยังมีความสุขมาก “พี่
รอง พี่สาม พวกท่านพวกท่านช่วยอุ้มพี่ใหญ่ขึ้นเกวียนลาที พวกเรา
จะได้ไปส่งเห็ดกัน”
………
“ข้า?” สวี่โม่งุนงง
แต่ไม่นานเขาก็เข้าใจ ก่อนจะประหลาดใจนัก
เขาคิดว่า เจียงเซิงที่กระทั่งจะซื้อแป้งก็ยังซื้อแป้งหยาบมา จะไม่มี
วันตัดสินใจซื้อเกวียนลาเช่นนี้ได้ เป็นเพราะนางไม่อยากให้เขาต้อง
โดดเดี่ยว
น้องสาวเขายังเด็กมาก แต่ในใจกลับคิดละเอียดอ่อน
สวี่โม่รู้สึกแสบจมูก แต่เมื่อมีน้องชายและน้องสาวอยู่มากมาย
เช่นนี้ เขาก็เขินอายนัก จำต้องอดทนเอาไว้ และปล่อยให้ความรู้สึก
แสบจมูกนั้นจางหายไป
ด้วยกำลังร่วมกันของเจิ้งหรูเชียนกับฟางเหิง ทำให้สวี่โม่ถูกยก
วางลงบนเกวียนลาอย่างนุ่มนวล
เจียงเซิงกระโดดโลดเต้น นั่งอยู่ข้างกายเขา
เวินจืออวิ่นถือตำราแพทย์ นั่งลงอีกด้านหนึ่ง
เจิ้งหรูเชียนวางเห็ดไว้ท้ายเกวียน ก่อนนั่งตามคนอื่น
ตอนนี้ถึงคราวพี่สามแล้ว
ดวงตาเป็นประกายกลมโตหลายคู่จ้องมองมา ฟางเหิงรู้สึกหนัก
อึ้งและเส้นทางยังอีกไกล เขากัดฟัน สะกดความหวาดหวั่นที่ไม่อาจ
สังเกต นั่งลงอยู่เบื้องหลังลา หยิบแส้ขึ้นมาแล้วสะบัด
“ไป!”
ลาแก่ส่งเสียงร้องดัง พุ่งตัววิ่งพรวดออกไป
คนทั้งสี่บนเกวียนแทบกลิ้งตก
ฟางเหิงตกใจ รีบดึงเชือกบังคับลา เกวียนลาหยุดกะทันหัน ผู้คน
บนเกวียนตั้งตัวไม่ทัน จึงล้มหงายไปตาม ๆ กัน
“โอ้ย…” เจิ้งหรูเชียนร้องลั่น ทุ่มเทปกป้องเห็ดทุกดอก
เวินจืออวิ่นกับเจียงเซิงคว้าจับไม้สองด้าน กลัวว่าตัวพวกเขาจะ
ทับขาที่เจ็บของสวี่โม่
“พี่สาม” เจียงเซิงน ้าตาคลอ “ท่านขับเกวียนลาได้หรือไม่กันแน่”
ฟางเหิงตอบด้วยการฟาดแส้อีกรอบ เขาขับได้ เขาขับได้จริงๆ
เพียงแต่ลาตัวนี้แก่แล้วและไม่เชื่อฟังอยู่บ้าง
ตลอดทางจึงสะดุดหินโยกเอนไปมากระเด้งกระดอนจนปวดก้น
ใช้เวลาราวหนึ่งชั่วยาม จนในที่สุดพวกเขาก็มาถึงเมือง
เจียงเฉิงกระโดดลงจากเกวียนลา อ้าปากคายน ้าสีเหลืองออกมา
“เจียงเซิง ไม่เป็นอะไรน” เหล่าพี่ชายต่างเป็นกังวล
เจียงเซิงส่ายหน้า ก่อนจะอาเจียนอีกครั้ง “ข้าไม่เป็นไร…เพียง
แค่…รู้สึกวิงเวียนจากการนั่งเกวียนเท่านั้น”
พวกเขาเคยเห็นคนที่เวียนหัวจากการนั่งม้าหรือรถม้า แต่ไม่เคย
เห็นใครเมาเกวียนลามาก่อน
ชาวบ้านที่ผ่านไปมาต่างเหลียวมองด้วยสายตาแปลกใจ แต่เมื่อ
เห็นว่าคนบังคับลาเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ จึงพากันยิ้มเอ็นดู
“เจียงเซิง เป็นพี่สามไม่ดีเอง ขากลับจะไม่ทำให้เจ้าเวียนหัวอีก
แน่” กล่าวขอโทษอย่างจริงใจ ใบหน้าสงบเยือกเย็นนั้นเต็มไปด้วย
ความรู้สึกผิด
เจียงเซิงอาเจียนจนเสร็จ พลางกลืนน ้าลายลงคอ จึงค่อย ๆ รู้สึก
สบายขึ้นได้
นางตบไหล่เขา “พี่สามเพิ่งเริ่มบังคับ ยังไม่คล่องแคล่ว รออีกสัก
พักท่านต้องจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการขับเกวียนลาที่ดีได้
แน่นอน”
ฟางเหิงเม้มริมฝีปาก ไม่เอ่ยอะไรอีก
พวกเขาต่อแถวหน้าประตูอำเภอเซี่ยหยาง ก้าวเข้ามาไปในตัว
เมือง
ถ้าหากว่าหมู่บ้านสิบลี้เป็นตลาดขนาดใหญ่ ขายเนื้อและผัก ซ ้า
ยังมีสินค้าเรียงรายละลานตา บรรยากาศเปี่ยมด้วยกลิ่นอายชีวิตชีวา
อำเภอเซี่ยหยางก็มีบรรยากาศสงบนิ่งและยิ่งใหญ่ อาคารสูงตระหง่าน
และพื้นที่กว้างขวาง
ไม่มีแผงลอยเล็ก ๆ แน่นขนัดเหมือนในหมู่บ้าน แต่เป็นร้านค้าตั้ง
เรียงรายอย่างเป็นระเบียบสองข้างทาง
ผู้คนที่สันจรไปมาต่างแต่งกายด้วยผ้าไหมเนื้อละเอียดแทนผ้า
ป่านเนื้อหยาบ บุรุษบางคนสวมกวานประดับหยก บางคนสะบัดพัด
กระดาษ จังหวะก้าวย่างคล่องแคล่วสง่างาม แตกต่างจากบุรุษผิวคล ้า
ในหมู่บ้านอย่างเห็นได้ชัด
เจียงเซิงเคยมาที่เมืองนี้ แต่ทุกครั้งก็มาเพื่อขโมยอาหาร จึงไม่
เคยสังเกตบ้านเมืองที่นี่อย่างละเอียด
และยิ่งไม่รู้ด้วยซ ้าว่า เรือนโยวหรานตั้งอยู่ที่ใด
โชคดีที่นางถามไปชาวเมืองสองสามคน จึงพบร้านที่ว่ากันว่า
เป็นร้านสาขาของตระกูลมหาเศรษฐีแห่งเมืองหลวง
เรือนโยวหราน
เกวียนลาจอดเทียบหน้าโรงเตี๊ยมหรูหรา เพียงเงยหน้ามองป้าย
ชื่อ สีหน้าของฟางเหิงก็เปลี่ยนไปทันที
นี่ไม่ใช่…กิจการของตระกูลเจียงหรอกหรือ