พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 15 เจียงเซิงทำลายทรัพย์สิน
เกวียนลาหยุดที่หน้าประตูเรือนโยวหราน
เจิ้งหรูเชียนกอดตะกร้าเห็ดกระโดดลงมา ตามด้วยเจียงเซิง ส่วน
เวินจืออวิ่นลังเลสักพักจึงลงมาด้วย
ฟางเหิงกลับบอกว่าเขาต้องดูแลเกวียนกับสวี่โม่ จึงจะรออยู่ด้าน
นอก
เจียงเซิงไม่นึกสงสัย รีบพาพี่ชายทั้งสองเข้าเรือนโยวหรานไป
อย่างง่ายดาย
เมื่อได้ยินว่าเจียงเซิงมาส่งเห็ด พี่ชายเสี่ยวเอ้อร์ก็ตะโกนเรียกเถ้า
แก่ให้ออกมาทันที
เขาคือชายวัยกลางคนที่สวมเสื้อสีอ่อนในวันนั้น
เขาไว้หนวดเคราเล็กน้อยย เมื่อเห็นเจียงเซิงก็มีสีหน้าท่าทางที่ดี
ยิ้มแย้มกล่าวต้อนรับ “ข้านึกว่าเป็นใคร ที่แท้เป็นสหายตัวน้อยที่มา
ส่งเห็ด มาสิเถอะ นั่งก่อน”
พี่ชายเสี่ยวเอ้อร์รีบยกน ้าชามาให้และปล่อยให้พวกเขาคุยกัน
“เถ้าแก่ นี่เป็นเห็ดที่ท่านต้องการ พวกข้านำมาส่งให้แล้ว” เจียง
เซิงยิ้มเอ่ย “ข้อตกลงของพวกเราก่อนหน้านี้ เถ้าแก่ยังจำได้หรือไม่”
เด็กสาวกล่าวความคิดของตัวเอง
ตั้งแต่แรก เจ้าของร้านคนนี้เพียงพูดตามประสาทำการค้า จะ
ยอมรับหรือปฏิเสธก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ แต่นางกลับใช้คำว่า
‘ข้อตกลง’ มาทำให้เขาต้องคิดจริงจังกับเรื่องนี้
“เด็กน้อย” ชายวัยกลางคนไม่นึกโกรธ พลางลูบหนวดเคราของ
เขา “แน่นอน ข้าคิดราคาสี่เหวินต่อหนึ่งชั่ง หากส่งมามากก็จ่าย
มาก”
เขาโบกมือ เสี่ยวเอ้อร์ที่รออยู่จึงเดินเข้ามารับห่อผ้ากับตะกร้า
จากเจิ้งหรูเชียนไปชั่งน ้าหนักในครัว
เจิ้งหรูเชียนสงสัย เขาอยากจะเข้าไปดูแต่ก็กลัวเจ้าของร้านไม่
พอใจ
เจียงเซิงเห็นแล้วจึงหัวเราะ พลางผลักตัวพี่ชายเบา ๆ “พี่ชาย
เสี่ยวเอ้อร์คงจะยุ่งไม่น้อย พี่รอง ทำไมท่านไม่รีบช่วยเขาเล่า”
เจิ้งหรูเชียนจึงติดตามเสี่ยวเอ้อร์ไป ทั้งยังเก็บเห็ดที่ตกพื้นอีกสอง
ดอกขึ้นมา
บุรุษวัยกลางคนมองพินิจ ก่อนพยักหน้าเบา ๆ จากนั้นจึงหัน
หน้ามาหาเจียงเซิง พบว่าเด็กหญิงตัวน้อยนั่งบนเก้าอี้สูง สองขาแกว่ง
ไปมา ไม่ได้รู้สึกกระวนกระวายหรือหวาดกลัวแต่อย่างใด นางเพียง
แค่นั่งรอพวกเขาอยู่เงียบ ๆ
ท่าทางของนางราวกับเป็นคุณหนูผู้ได้รับการอบรมมาเป็นอย่าง
ดี
ไม่นานนัก พี่ชายเสี่ยวเอ้อร์ก็กลับมาพร้อมน ้าหนักที่ชั่งแล้ว
“เถ้าแก่ สินค้าทั้งหมดยี่สิบสองชั่ง”
หากคิดราคาสี่เหวินต่อหนึ่งชั่ง ยี่สิบสองชั่งจึงเท่ากับแปดสิบแปด
เหวิน
เจ้าของร้านหยิบเงินออกมาเป็นจำนวนไม่มากไม่น้อย ส่งให้ถึง
มือเจียงเซิง
เขาเป็นคนมีสายตาที่ดีเยี่ยม จึงมองออกตั้งแต่แรกแล้วว่า แม้
เด็กหญิงจะอายุยังน้อย แต่กลับใส่ใจรายละเอียดมากที่สุด การ
จ่ายเงินให้นางจึงเป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิดแน่นอน
เจียงเซิงพยักหน้ารับ เก็บเงินใส่อกเสื้อ กล่าวว่า “เช่นนั้นพวกข้า
จะมาส่งเห็ดให้เถ้าแก่ทุก ๆ สามหรือห้าวัน ส่วนเรื่องปริมาณคงไม่
สามารถรับประกันได้ แต่จะพยายามหามาให้มาก เพื่อเถ้าแก่จะได้รับ
สินค้ามากขึ้น”
ชายวัยกลางคนหัวเราะ
แท้จริงแล้วเป็นพวกนางต่างหากที่ต้องการหาเงินได้เยอะ ๆ แต่
กลับพูดเหมือนพวกนางกกำลังทำเพื่อเขา
“ช่างเป็นเด็กน้อยที่ฉลาดจริง ๆ” เขายืนขึ้น “เรือนโยวหรานของ
เราเป็นร้านใหญ่ มีกิจการอยู่ทั่วทุกมุมเมือง หากพวกเจ้ามีเห็ดก็
สามารถนำมาส่งให้ได้ ไม่มีปริมาณสินค้าใดที่เรือนโยวหรานรับ
ไม่ได้”
เพียงเขาเอ่ยประโยคนี้ เจียงเซิงก็สบายใจอย่างยิ่ง กล่าวลา
เจ้าของร้านอย่างพอใจ จากนั้นก็จูงมือพี่รองเดินจากไป
เมื่อออกจากเรือนโยวหรานแล้ว ก็เห็นฟางเหิงขับเกวียนลาไปมา
อยู่บนถนน ความเร็วในการบังคับค่อย ๆ มั่นคงขึ้น ฝีมือเขาจึงยิ่ง
ชำนาญมากขึ้น
หลังเห็นน้องชายกับน้องสาว เขาจึงพาเกวียนลาเข้ามา
พวกนางต่างนั่งลงข้างกายสวี่โม่ ตกลงกันว่าจะไปที่ใดต่อไป
“ข้าจะไปซื้อยาสักหน่อย” เวินจืออวิ่นเอ่ยเสียงเบา “ยาที่ให้
ตระกูลโจวไปหมดเมื่อวันก่อนแล้ว”
ฟางเหิงสอบถามที่ตั้งร้านขายยาไว้แล้ว จึงขับเกวียนไปทันที
เมื่อมาถึง เขาผูกลาไว้กับต้นไม้ แล้วพาเวินจืออวิ่นเข้าไปซื้อยา
สมุนไพรในร้าน
เจียงเซิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตามเข้าไปด้วย
ไม่ใช่ว่านางคิดอยากจะเห็นร้ายขายยา แต่บรรยากาศบนเกวียน
นั้นแปลกไป
พี่รองเจิ้งหรูเชียนนั้นนิ่งเงียบ พี่ใหญ่สวี่โม่ก็ก้มหน้า ท่าทางของ
ทั้งสองราวกับจะปะทะกันได้ทุกเมื่อ
แต่พวกเขาทั้งคู่ก็พูดคุยและหัวเราะกันมาระหว่างทางไม่ใช่หรือ
เฮ้อ บุรุษทั้งหลายช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่ประหลาด
เจียงเซิงส่ายหน้าเหนื่อยใจ พลางมองเวินจืออวิ่น
ไม่รู้ว่าเพราะถูกกลิ่นยาสมุนไพรจีนกระตุ้นหรือไม่ พี่สี่ผู้อ่อนแอ
จึงกลายเป็นคนคล่องแคล่วว่องไว ชี้บอกตัวยาแต่ละชนิด “ข้า
ต้องการโสมซานชีสองตำลึง ชุมเห็ดเทศสองตำลึง ยาตัวนี้ก็สอง
ตำลึง”
เจียงเซิงขยี้ตาตัวเอง หากนางมองไม่ผิด ข้างหน้ายาเหล่านั้น
ระบุราคาไว้ว่า ‘ห้าเหวินต่อตำลึง’ ‘สิบเหวินต่อตำลึง’ และ ‘แปดเหวิ
นต่อตำลึง’
พี่ชายที่รัก ในเวลาสั้น ๆ ท่านก็ใช้เงินไปตั้งสี่สิบหกเหวินแล้ว
หรือ
เจียงเซิงเพิ่งตระหนักได้ว่าถึงแม้การเป็นหมอจะสามารถหาเงิน
ได้ แต่นางไม่รู้เลยว่าการซื้อยาจะแพงเช่นนี้
นางเกือบจะพุ่งเข้าหาเวินจืออวิ่น จับแขนเขาให้แน่น แล้วบอก
เขาอย่างยากลำบาก “พี่สี่ ท่านอย่าซื้อมากเกินไปนะ”
เวินจืออวิ่นตกใจชั่วขณะ ก่อนชี้ตัวยาชนิดสุดท้าย “เอายานี้อีก
สองตำลึงด้วย”
พี่ชายเสี่ยวเอ้อร์รีบหยิบยามาห่อและคิดเงิน เพราะกลัวว่าพวก
เขาจะเปลี่ยนใจ
“รวมทั้งหมดห้าสิบเหวิน”
เจียงเซิงแทบเป็นลม วันนี้พวกเขาหาเงินได้แปดสิบแปดเหวิน ซึ่ง
มีเงินสี่สิบสี่เหวินเป็นต้นทุน มาตอนนี้ต้องจ่ายค่ายาสมุนไพรไปถึงห้า
สิบเหวิน
เงินไม่ใช่เงิน แต่ก็ไม่ควรใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย
เจียงเซิงจ่ายเงินด้วยความปวดใน คิดว่าต่อไปควรปรับค่ารักษา
ขึ้นบ้าง เรียกเก็บเพียงสองเหวินนั้นถูกเกินไป
พวกเขาเดินออกมาจากร้านขายยา
จากก่อนหน้านี้ที่มีคนสีหน้าเครียดอยู่สองคน ก็เพิ่มมาอีกเป็น
สามคนแล้ว เจียงเซิงทำหน้าห่อเหี่ยว
“น้องสาว เจ้าวางใจเถอะ เงินเหล่านี้จะได้คืนมาในอนาคตแน่”
เวินจืออวิ่นจับแขนเสื้อของนาง เอ่ยเบา ๆ “ยาพวกนี้เป็นยาสำหรับ
รักษาอาการฉุกเฉิน ไม่สามารถรอช้าได้”
จากหมู่บ้านไปยังอำเภอ แม้จะนั่งเกวียนลาก็ต้องใช้เวลาหนึ่งชั่ว
ยาม ไปกลับก็สองชั่วยาม กว่ายารักษาจะมาถึงคนอาจไม่รอดแล้ว
เจียงเซิงเข้าใจเขา แต่ก็ยังรู้สึกเสียดายอยู่
เวินจืออวิ่นเป็นคนละเอียดอ่อน จึงรีบกล่าวรับประกันกับนางว่า
“เงินห้าสิบเหวินนี้ ข้าจะหากลับมาสองเท่า”
เจียงเซิงหวั่นไหว “ท่านจะรักษากี่ครั้งเล่า”
“อย่างน้อยก็ต้องสี่ครั้ง” เวินจืออวิ่นกล่าวจริงจัง “สำหรับโรค
ร้ายแรงนั้นยากแก่การรักษา แต่ก็รักษาได้แปดครั้ง”
ค่ายาที่ใช้รักษาโรคเสียเงินจ่ายไปห้าสิบเหวิน สี่ครั้งย่อมเป็นสอง
ร้อยเหวิน หากรักษาคนไปแปดครั้งก็คือสี่ร้อยเหวิน นับว่าเป็นค่า
รักษาที่มากทีเดียว
ดวงตาของเจียงเซิงเปล่งประกาย จิตใจก็ไม่ได้เจ็บปวดอีกต่อไป
สีหน้าผ่องใสขึ้น
นางกอดเวินจืออวิ่นแน่น พลางพูดอย่างสดใสร่าเริง “เมื่อครู่นี้ข้า
เพิ่งตรวจดูสมุนไพรสองชั่งเห็นว่ามีมากพอสมควร แม้จะเสียเงินห้า
สิบเหวินก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว ข้าพร้อมสนับสนุนให้พี่สี่ซื้อยารักษาโรค
ไม่ว่าจะเป็นเงินเท่าใดก็ตาม!”
เวินจืออวิ่นฉีกยิ้มกว้าง แก้มขาวนวลแดงระเรื่อ
ฟางเหิงหันกลับมามองพวกนาง ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง “ต่อไปพวก
เราจะไปที่ใดกัน”
แม้ว่าค่ายารักษาสี่ครั้งหรือแปดครั้งนั้นจะยังไม่ได้คืนมา แต่เจียง
เซิงก็รู้สึกสบายใจขึ้น นางผายมือออกไป “แน่นอนว่าต้องไปตลาด
ซื้อเนื้อและผัก”
เกวียนลาแล่นไปยังตลาดอย่างราบรื่น
หลังจากการซื้อยาสมุนไพรครั้งนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างเวินจื
ออวิ่นกับเจียงเซิงก็สนิทสนมกันมากขึ้น เด็กหนุ่มผิวขาวนวลผอม
บางมองสีหน้าของเหล่าพี่ชายทั้งสอง ก่อนกระซิบถามข้างหูเจียงเซิง
“พี่ใหญ่กับพี่รองมีความหลังอะไรกับที่นี่หรือเปล่า”
เจียงเซิงเหลือบมองเจิ้งหรูเชียน แล้วกล่าวเสียงเบา “ข้าพาพี่รอง
มาจากอำเภอนี้ เขาถูกมารดาทิ้งไว้”
ดังนั้นเมื่อเข้ามาในอำเภอ เจิ้งหรูเชียนจึงไม่ค่อยแสดงท่าทาง
อะไรมากนัก และผ่านหน้าประตูหอนางโลม สีหน้าของเขาก็ดำคล ้า
ราวก้นกระทะ
ส่วนสวี่โม่ เจียงเซิงก็ไม่ทราบรายละเอียด
รู้เพียงแต่ว่าบิดามารดาของเขาสิ้นชีพแล้ว และตัวเองก็ถูกศัตรู
ทำร้ายจนขาเจ็บ ซึ่งโชคร้ายกว่าเจิ้งหรูเชียนเสียอีก
แต่เวินจืออวิ่นก็ยังโชคร้ายกว่าเขา
คงเป็นคนที่ทุกข์ทรมานมากที่สุดในพวกเขาห้าคนด้วย
สวี่โม่ได้ยินเสียงพึมพำของน้องชายน้องสาว จึงถอนหายใจ “ข้า
ไม่เป็นไร เพียงแค่นึกถึงเรื่องราวในอดีตเท่านั้น พวกเจ้าไม่ต้องห่วง”
เจียงเซิงและเวินจืออวิ่นมองหน้ากัน ก่อนจะปิดปากเงียบ
ไม่นานนัก พวกเขาจึงมาถึงตลาด