พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 156 พี่สามตัดสินใจไปจาก
ถ้อยคำแสนอ่อนโยนกลับทำให้น ้าตาของเจียงเซิงไหลพรากยิ่ง
กว่าเก่า
เด็กหญิงตัวน้อยกำเสื้อของพี่สามแน่น พลางสะอื้นไห้พูดว่า “พี่
สาม ข้านึกว่าท่านจะไม่สนใจข้าแล้ว ท่านไม่พูดกับข้า ท่านนิสัยไม่
ดี…”
“ใช่ ๆ ๆ พี่สามของเจ้าเป็นคนนิสัยไม่ดี ทำให้เจียงเซิงน้อยตกใจ
แล้ว” ฟางเหิงกล่าวอย่างอดทน พยายามใช้แขนเสื้อเช็ดน ้าตา
น้องสาวอย่างงุ่มง่าม
เมื่อเสียงร้องไห้หยุดลงในที่สุด ฟางเหิงจึงถอนหายใจ พอเงย
หน้าขึ้นมาก็เจอกับสายตาตำหนิอีกสามคู่
เขากลืนน ้าลาย อธิบายว่า “ข้าไม่เป็นไร แค่กำลังคิดอะไร
บางอย่าง”
“พี่สามคิดอะไรอยู่ถึงได้ไม่ขยับเขยื้อนเหมือนเป็นรูปปั้นหิน
ขนาดนั้น” เวินจืออวิ่นไม่พอใจ “หรือว่าเป็นภูตหินแปลงกายมา”
“ข้าว่าเขาคงไม่เห็นว่าพวกเราเป็นพวกเดียวกัน มีเรื่องอะไรถึง
ได้คิดอยู่คนเดียว” จ่างเยี่ยนพูดจาประชดประชันไม่เกรงใจใคร
เม็ดเหงื่อผุดซึมบนหน้าผากของฟางเหิง
พอมองไปทางสวี่โม่ เขาก็ภาวนาในใจว่าพี่ใหญ่คนดีคงไม่คิด
เหมือนน้องชายพวกนี้
แต่ไม่คิดว่าพี่ใหญ่จะยิ้มน้อย ๆ แล้วเอ่ยว่า “ข้าพูดเตือนสติเจ้า
อยู่ตั้งนาน กลับสู้น ้าตาสองหยดของเจียงเซิงไม่ได้ ดูท่าในใจของเจ้า
สาม พวกเราพี่น้องชายคงถูกจัดไว้รั้งท้ายเสียแล้ว”
หากเป็นอย่างนั้นเขาไม่พูดช่วยเสียยังดีกว่า
ฟางเหิงรู้สึกเสียใจยิ่งนัก หากรู้เช่นนี้แต่แรกเขาน่าจะปล่อยให้
สถานการณ์ดำเนินต่อไปอีกสักพัก ยอมทำตัวเป็นรูปปั้นหินดีกว่า
ต้องเผชิญหน้ากับพี่น้องชายสามคนนี้
“พอเถอะ ๆ”
สุดท้ายเจ้าสี่ผู้อ่อนโยนก็เป็นคนไกล่เกลี่ย “ใกล้เที่ยงแล้ว ป้าจาง
คงทำอาหารเสร็จแล้ว พวกเรากลับไปกินข้าวกลางวันเถอะ”
ฟางเหิงรีบพยักหน้าตาม “ใช่ ๆ ๆ กลับไปกินข้าวเถอะ”
ทุกคนจึงเข้าไปนั่งในรถม้า
ขณะรีบเดินทางจากชานเมืองฝั่งตะวันตกของเขตอันสุ่ยกลับไป
ยังเรือนดอกไม้ ระหว่างทางก็บังเอิญพบกับพวกเจิ้งหรูเชียนที่ดู
เหนื่อยล้าจากการเดินทาง
นับดูแล้วพวกเขาจากไปราวยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดวัน ไม่รู้ว่าไปที่ใด
มา เสื้อผ้าที่เคยสะอาดตอนนี้กลับขาดไปหมด มวยผมที่เคยเรียบร้อย
ก็ยุ่งเหยิง รองเท้าก็มีรูสองรู หากบอกว่าหนีภัยพิบัติมาก็คงมีคนเชื่อ
เมื่อเห็นเจียงอี แววตาของเจิ้งหรูเชียนก็เป็นประกาย เขาขับรถ
ม้าตรงมาหา “พวกเจ้าไปไหนกันมา!? เจ้าสามเล่า? คนอื่น ๆ เล่า?”
วังเสี่ยวซงอธิบายอยู่ด้านหลัง “พวกเรากลับไปถึงเรือนดอกไม้
ป้าจางบอกว่าพวกท่านถูกคุณหนูใหญ่หวังเรียกตัวไป เขาเป็นห่วงจึง
ออกมาตามหา ไม่ทันได้เปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยซ ้า”
นี่แหละคือพี่น้อง
นี่แหละคือญาติพี่น้อง
พี่รองเพิ่งกลับถึงบ้านด้วยความเหนื่อยล้า ยังไม่ทันได้ดื่มน ้าสัก
อึกก็รีบออกมาตามหาคน พี่ใหญ่กับเจ้าสี่เจ้าห้าที่แม้จะเป็นห่วง แต่ก็
ยังใช้คำพูดมาตำหนิเพื่อให้เขาสนใจเรื่องอื่น และเจียงเซิงน้อยที่เดิม
นิสัยเข้มแข็ง นางถูกตีถูกว่าก็ไม่ยอมร้องไห้ แต่กลับร้องไห้โฮเพื่อ
เขา
ในเมื่อมีครอบครัวแบบนี้อยู่ เขาจะพ่ายแพ้ได้อย่างไร เขาควร
ต้องเข้มแข็งขึ้นต่างหาก
ฟางเหิงกลั้นน ้าตาที่เอ่อคลอ โผล่หน้าออกมาจากรถม้า แสร้งทำ
อารมณ์ดีแล้วพูดว่า “พี่รอง! ข้าไม่เป็นไร ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น”
เจิ้งหรูเชียนจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เจียงเซิงหันมาโผล่หน้าออกมาบ้าง ฟ้องเขาว่า “ใช่แล้ว เมื่อครู่พี่
สามทำข้าตกใจแทบแย่”
สีหน้าของเจิ้งหรูเชียนกลับมาเคร่งขรึมอีกครั้ง เหลือบมองไปทาง
ฟางเหิงด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่า ข้าจะคิดบัญชีกับเจ้าทีหลัง
ทุกคนรีบเร่งกลับมาที่เรือนดอกไม้
ป้าจางเตรียมน ้าร้อนและเสื้อผ้าชุดใหม่ไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อเห็น
เจิ้งหรูเชียนกลับมาในที่สุด นางรู้สึกสงสารจึงไล่เขาเข้าไปในห้อง
“เจ้ารีบไปอาบน ้าเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วค่อยมาเถอะ รองเท้าก็เตรียมไว้ให้
แล้ว ทั้งหมดเป็นของใหม่ที่เจียงเซิงซื้อมา”
วังเสี่ยวจูก็ทำหน้าเคร่งเครียดเอ่ยเร่งพี่ชาย “ท่านรีบไปล้างเนื้อ
ล้างตัวให้สะอาดเถอะ”
นางทำงานเป็นหมอหญิงที่สำนักแพทย์ หาเงินได้มากมาย นับดู
แล้วยังมากกว่าวังเสี่ยวซงเสียอีก ดังนั้นในช่วงข้ามปีนางจึงใจกว้าง
ผิดปกติ ซื้อเสื้อผ้าตัวใหม่ให้วังเสี่ยวซงด้วย
เสื้อผ้าชุดใหม่ที่ซักแล้วมีกลิ่นหอมของแสงแดด เนื้อผ้าที่นุ่ม
คุณภาพดีทำให้วังเสี่ยวซงลูบคลำไปมาอย่างรักใคร่ สุดท้ายสูดกลิ่น
หอมเข้าลึก ๆ แล้วกอดไว้แนบอก “ท่านแม่ น้องสาวซื้อเสื้อผ้าให้ข้า
ได้แล้ว”
การพึ่งพาอาศัยกันไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งต้องคอยพึ่งพิงอีกฝ่าย แต่เป็น
การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ก้าวเดินไปด้วยกันและร่วมมือกัน
ในที่สุดคนสองคนที่เหมือนหนีภัยร้ายมาก็กลับมาสะอาดสะอ้าน
และแต่งตัวเรียบร้อย
ป้าจางยกอาหารร้อน ๆ มาวางบนโต๊ะใหญ่ในเรือนดอกไม้ แล้ว
เรียกทุกคนมา “กินข้าวได้แล้ว กินข้าว ๆ”
ไม่มีอะไรจะเทียบได้กับข้าวร้อน ๆ สักชามท่ามกลางฤดูหนาวอัน
หนาวเหน็บ
พอได้ยินเสียงเรียกนี้ พวกพี่น้องที่เดิมทียังทำตัวเย่อหยิ่งอยู่บ้าง
ต่างก็รีบวิ่งกรูกันเข้ามา ไม่ทะเลาะ ทำตัวไม่เย็นชา กระทั่งกลอกตา
ใส่กันก็ไม่ทำ
พวกเขาต่างหาที่นั่งของตนเอง ในมือถือถ้วย ทำราวกับเป็นลูก
หมูรอคอยอาหารอย่างโหยหิว “ป้าจาง ข้าขอหนึ่งทัพพี ข้าขอข้าว
หนึ่งทัพพี ให้ข้าด้วยหนึ่งทัพพี”
ป้าจางอุ้มหม้อใบใหญ่มาพลางยิ้มตาหยี ค่อย ๆ นึกถึงความรู้สึก
เมื่อครั้งต้องเลี้ยงหมูในหมู่บ้านสิบลี้
หลังทานอาหาร
ในที่สุดเจิ้งหรูเชียนก็ผ่อนคลายอารมณ์ ถอนหายใจยาว “ชีวิต
ภายนอกช่างไม่เหมือนชีวิตของมนุษย์เลย ทั้งหนาวทั้งหิว ทั้งยังต้อง
คอยเร่งเดินทางให้กลับมาก่อนวันสิ้นปี ข้ากลัวว่าจะกลับมาไม่ทัน
แล้วเจียงเซิงจะร้องไห้”
เจียงเซิงเบ้ปาก “ข้าไม่ร้องไห้หรอก”
นางพูดทั้ง ๆ ที่เพิ่งร้องไห้ไปเมื่อครู่นี้
“แต่การเดินทางไปไกลขนาดนี้ก็มีข้อดีเหมือนกัน ในที่สุดข้าก็
ได้ออกจากเขตอันสุ่ย โลกนี้กว้างใหญ่จริง ๆ นอกเขตอันสุ่ยนั้นยังมี
เมืองอีกมากมาย สภาพอากาศของพวกเขาแตกต่างจากพวกเรา ผัก
ที่ปลูกก็ต่างกัน แม้แต่รสชาติอาหารก็ยังต่างกันด้วย” เจิ้งหรูเชียน
โบกไม้โบกมือเล่าเรื่องจนน ้าลายกระเด็น “จากเขตอันสุ่ยเดินทางไป
ทางใต้ก็จะถึงอำเภออันหยาง หากลงใต้ไปอีกก็จะเข้าเขตตันหยาง
ผู้คนที่นั่นชอบกินรสหวาน อาหารของพวกเขาหวานมาก หวานจน
เกือบทำข้าตายเลย…”
“แต่เป็ดของพวกเขาอร่อยมาก” วังเสี่ยวซงกล่าวเสริม
เจิ้งหรูเชียนหันไปจ้องเขา “ห้ามแย่งข้าพูด”
วังเสี่ยวซงหดตัวกลับ ไม่กล้าส่งเสียงอีก ใครใช้ให้อีกฝ่ายเป็น
คุณชายของเขาเล่า
“เขตตันหยางมีเป็ดเป็นของขึ้นชื่อ เป็ดของที่นั่นถูกย่างด้วยไม้
ผลในเตาจนหนังกรอบเนื้อนุ่ม แล้วจุ่มในน ้าจิ้มรสหวาน รสชาติ
อร่อยเป็นที่สุดเลย” เจิ้งหรูเชียนหยิบห่อสองห่อออกมาจากห่อผ้าราว
กับกำลังโอ้อวดสิ่งล ้าค่า “ข้าสั่งให้คนห่อมาสองตัว แม้จะไม่อร่อยเท่า
ตอนเพิ่งออกจากเตา แต่หากนำไปอุ่นให้ร้อนก็น่าจะยังกินได้”
เพราะมันเป็นอาหารจากแดนไกล ทุกคนจึงมองดูอย่างสนใจ
“พี่รองเดินทางถึงแค่เขตตันหยางแล้วกลับมาหรือ?” เจียงเซิง
ถาม
เจิ้งหรูเชียนโบกมือ “จะเป็นไปได้อย่างไร จากที่นี่ไปเขตตันหยาง
ก็ใช้เวลาแค่เจ็ดแปดวัน การเดินทางครั้งนี้ข้าใช้เวลาถึงสิบห้าวัน
เต็ม”
“ถูกต้อง เพราะคุณชายเดินทางไปถึงเขตอวี๋หัง” วังเสี่ยวซงเอ่ย
ปากอีกครั้ง
คราวนี้ได้รับสายตาคมกริบราวกับใบมีดจากเจิ้งหรูเชียน
กระทั่งวังเสี่ยวจูก็จ้องมาทางเขาด้วย
วังเสี่ยวซงก้มหน้าเหมือนนกกระทาตัวน้อย ตัดสินใจจะปิดปาก
เงียบจริง ๆ
“เขตอวี๋หังอยู่ที่ไหนหรือ?” เจียงเซิงผู้เคยเดินทางไปไกลสุดแค่
เขตอันสุ่ยถามอย่างสงสัย
“เขตอวี๋หังอยู่ทางใต้ของเขตตันหยาง ได้ยินว่าหากเดินทางลง
ใต้ต่อไปอาจได้เห็นทะเล น่าเสียดายที่เวลามีไม่พอ ไม่อย่างนั้นข้าคง
นำของฝากสด ๆ มาให้แน่” เจิ้งหรูเชียนยังคงพูดจาอย่างคล่องแคล่ว
โลกภายนอกนั้นกว้างใหญ่นัก ทางใต้มีเขตตันหยางกับอวี๋หัง
ทางเหนือมีหลางหยาและเจียวตง ทางตะวันออกมีซินอันและเป่ยเฉียว
ทางตะวันตกมีฮั่นจงและเมืองหลวง
ทุกที่มีขนบธรรมเนียมประเพณีมากมายนับไม่ถ้วน มีคนแปลก
หน้าให้พบเห็นไม่รู้จบ แล้วเหตุใดจึงต้องรั้งตัวเองให้อยู่แค่ในเขต
อันสุ่ย ทั้งยังนำพาความทุกข์ยากมาสู่พวกพี่น้องด้วย
ฟางเหิงสีหน้าเคร่งเครียด อ้าปากอยู่หลายครั้งก่อนจะรวบรวม
ความกล้า “ข้าตั้งใจจะไปจากที่นี่”