พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 155 บทโทษของหวังอวี้เหยา
เด็กหนุ่มที่ผ่านการสูญเสียทั้งบิดาและมารดา ผ่านการถูกคุมขัง
ทารุณ ผ่านการระหกระเหินดิ้นรนต่อสู้ แต่ยังคงยืนหยัดอย่างสง่างาม
ทว่าบัดนี้เขากลับมีสายตาเลื่อนลอย จ้องมองไปยังสถานที่อัน
ห่างไกลอย่างเหม่อลอย
เจียงเซิงรู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก นางคว้ามือของฟางเหิงไว้ หวังจะ
ให้เขารู้สึกดีขึ้น “พี่สาม ท่านลืมแล้วหรือว่าพวกเราผ่านอะไรกันมา
บ้าง? ท่านจะแพ้ไม่ได้นะ ท่านยังมีแค้นของบิดามารดาที่ต้องชำระ ยัง
ต้องช่วงชิงตระกูลฟางคืนมา ท่านไม่เคยยอมแพ้แม้จะถูกคนใส่ร้าย
และตามล่าขนาดไหน แล้วจะมาหวั่นไหวเพียงเพราะคำพูดแค่นี้หรือ”
“เจ้าสาม นางตั้งใจทำเช่นนี้ก็เพราะรู้ว่าเจ้ายิ่งถูกบีบคั้นก็ยิ่ง
เข้มแข็ง จึงจงใจใช้วิธีนี้ทำร้ายเจ้า” สวี่โม่พูดรัวเร็วอย่างไม่เคย
เป็นมาก่อน “หากเจ้าจิตใจอ่อนแอลง ก็เท่ากับตกหลุมพรางของนาง
กับตระกูลฟางแล้ว!”
เวินจืออวิ่นน ้าตาคลอเบ้า เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่
กลับถูกจ่างเยี่ยนคว้าตัวไว้ แล้วพาวิ่งไปตรงขอบหน้าผา
เจียงอีและเจียงเอ้อร์คุมตัวหวังอวี้เหยาไว้แล้ว พร้อมจะโยนนาง
ลงไปได้ทุกเมื่อ
จ่างเยี่ยนยกมือห้ามไว้ก่อน
เขาย่อตัวลงตรงหน้าหวังอวี้เหยา มองพินิจสาวน้อยผู้มีใบหน้า
งดงามอย่างละเอียด แล้วจู่ ๆ ก็เอ่ยปากถามว่า “เจ้ากำลังพิสูจน์อะไร
ให้ตระกูลฟางเห็น?”
หวังอวี้เหยารู้สึกตกใจ
“ตระกูลฟางมีท่าทีต่อพี่สามราวกับมดปลวกมาโดยตลอด การ
พยายามใช้วิธีง่าย ๆ เพื่อบดขยี้เขา พวกเขาถึงขั้นไม่สนใจจะส่งมือ
สังหารตัวจริงมา เพียงแค่มอบหมายให้ตระกูลหวัง หรือไม่ก็ให้
ท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อจัดการ”
“คำพูดโหดร้ายเหล่านี้ เป็นไปได้ว่าคงมีแค่เจ้าหรือไม่ก็คน
ตระกูลหวังบ้านใหญ่เท่านั้นที่เป็นคนวางแผน”
“ให้ข้าลองเดาสิว่าเหตุใดเจ้าถึงทำเช่นนี้? เพราะตระกูลหวังบ้าน
ใหญ่กำลังล่มสลาย ตระกูลซุนล่มสลาย ตระกูลฟางต้องการยกเลิก
การหมั้นหมายกับเจ้า? หรือเป็นเพราะเจ้าคิดจะทำร้ายพี่สามเพื่อ
รักษาการหมั้นหมายของตัวเองไว้?”
หวังอวี้เหยาค่อย ๆ ซีดเผือดราวกับกระดาษตามคำพูดที่จ่าง
เยี่ยนคาดเดาทีละประโยค
เวินจืออวิ่นยืนอยู่ข้าง ๆ ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ปิดปากไม่ลงอยู่
นาน
ความจริงแล้วจ่างเยี่ยนเดาได้แม่นยำเกือบทั้งหมด แต่ไม่ใช่เรื่อง
ที่ตระกูลฟางเสนอให้นางยกเลิกการหมั้นหมาย
ทว่าเป็นเพราะตระกูลฟางยังไม่ทันเอ่ยปาก ตระกูลหวังบ้านใหญ่
ก็ตื่นกลัวไปเสียก่อน ฮูหยินใหญ่หวังรู้ว่าฟางเหิงอยู่ที่เรือนดอกไม้ จึง
ยุยงให้หวังอวี้เหยาใช้วิธีพูดจาทำร้ายคนอื่นแบบนี้
เหมือนประโยคที่ว่า ‘อย่างไรเสียก็เป็นแค่การเอ่ยปากขอร้อง
ส่วนคนจะตายหรือไม่ตายนั้นเป็นเรื่องของอีกฝ่าย คนพูดไม่ได้ลงมือ
ฆ่าเองกับมือ ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดอะไรทั้งนั้น’
แต่ความจริงแล้ว จะไม่รู้สึกผิดอะไรได้เลยหรือ?
“เพื่อความมั่งคั่งและเกียรติยศของเจ้า เพื่อการหมั้นหมายของ
เจ้า เจ้าถึงกับทำร้ายพี่ชายที่เคยเป็นเพื่อนเล่นวัยเด็กมาด้วยกัน”
จ่างเยี่ยนมองหวังอวี้เหยาอย่างสงบนิ่ง “หากเขาเกิดเรื่องขึ้นมาจริง ๆ
เจ้าจะหลับตานอนได้อย่างสบายใจหรือ?”
หากเขาตายจริง ๆ หากเขาหายไป หากโลกนี้จะไม่มีฟางเหิง ไม่
มีคุณชายฟางอีกต่อไปเล่า
ช่วงเวลาเหล่านั้นที่เคยเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก มันสลาย
หายไปในความทรงจำหมดแล้วกระมัง
หวังอวี้เหยาโงนเงนคล้ายจะล้ม ดูเหมือนนางกำลังจะกลัว แต่ใน
ชั่วพริบตาก็ตวาดเสียงดังราวกับปีศาจร้าย “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำร้าย
เขา! ข้าไม่ได้ตั้งใจ! แต่ข้ามีมารดาที่ต้องปกป้อง ข้าก็ต้องมีชีวิตอยู่
ต่อ ข้าแค่อยากมีชีวิตที่ดีกว่านี้ ข้าทำผิดตรงไหนกัน?”
“ข้าแค่อยากมีชีวิตที่ดี ข้าแค่อยากมีชีวิตที่ดีเท่านั้น”
นางร้องไห้โฮออกมาทันที ราวกับกำลังปลดปล่อยความทุกข์และ
ความขมขื่นในใจออกมา
แต่เมื่อจ่างเยี่ยนได้ยิน กลับรู้สึกแค่ว่ามันน่ารำคาญนัก
ความทุกข์สุขของมนุษย์นั้นไม่ได้เชื่อมโยงถึงกัน
ไม่ว่าหวังอวี้เหยาจะคับแค้นใจเพียงใด แต่การที่นางทำร้ายพี่
สามก็เป็นความจริง จ่างเยี่ยนไม่มีทางปล่อยนางไปเด็ดขาด
“ข้ามียาพิษร้ายแรงที่ทำให้ลำไส้คนขาดได้อยู่” เวินจืออวิ่น
ตัดสินใจเด็ดเดี่ยว หยิบห่อยาที่ยังอุ่น ๆ ออกมาจากอกเสื้อ
หวังอวี้เหยาตกใจจนสะดุ้ง เสียงร้องไห้พลันหยุดชะงัก
“พวกเจ้าฆ่าข้าไม่ได้ ข้าเป็นคนของตระกูลหวัง ข้ามีชื่อมี
ตำแหน่ง ถ้าฆ่าข้าไป พวกเจ้าก็ต้องถูกขังคุกเหมือนกัน!” นางพูด
ด้วยน ้าเสียงแข็งกร้าวแต่ภายในใจกลับหวาดกลัว
เวินจืออวิ่นเหลือบมองอย่างเย็นชา แล้วล้วงขวดใบเล็ก ๆ ออกมา
จากแขนเสื้อ “ข้ายังมีกำมะถันเขียว มันสามารถกัดกร่อนเลือดเนื้อ
คนได้”
แม้เขาจะได้ยินแค่ท่านหมออู๋พูดถึงแต่ยังไม่เคยเห็น แต่การนำ
มันออกมาข่มขู่ก็เพียงพอแล้ว
แค่ดูจากอาการสั่นเทาที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ของหวังอวี้เหยาก็รับรู้ได้
จ่างเยี่ยนสีหน้าเย็นชา หันไปมองเวินจืออวิ่น ความคิดที่จะ
สังหารคนเริ่มก่อตัวขึ้น
เวินจืออวิ่นถึงกับตกใจ รีบเก็บกำมะถันเขียวและพิษไส้ขาดกลับ
แล้วกระซิบเบา ๆ “เจ้าห้า พวกเราไม่อาจฆ่านางได้นะ”
เหตุผลที่ตระกูลหวังกล้าใช้วิธีนี้ก็เพราะไม่อาจหาหลักฐานมา
ยืนยันการทำร้ายคน พวกเขาจึงไม่สามารถฟ้องร้องศาลเขตได้เลย
ในทางกลับกัน การฆ่าหวังอวี้เหยาเพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำก็ไม่
สมเหตุสมผล
“แต่พวกเราสามารถทำให้นางตายทั้งเป็นได้” เวินจืออวิ่นยังคง
พยายามเกลี้ยกล่อม “เจ้าห้า เจ้าต้องใจเย็นไว้ ที่นี่คือเขตอันสุ่ย พวก
เราล้วนต้องเคารพกฎหมาย”
ในเมืองหลวงอันแสนห่างไกล ชีวิตมนุษย์มีราคาถูกกว่าสุนัข
ความเป็นความตายเป็นเรื่องที่ตัดสินเพียงชั่วพริบตา
แต่ที่นี่คือเขตอันสุ่ย ชื่อของชาวบ้านทุกคนถูกบันทึกไว้ หาก
เกิดเรื่องอะไรขึ้น ทางการจะทำการสอบสวน ขุนนางผู้ปกครองก็ต้อง
มีงานยุ่งวุ่นวายไม่หยุดหย่อน
บรรดาขุนนางผู้ปกครองและผู้ว่าการนับไม่ถ้วนใช้ชีวิตของ
ตนเองเพื่อปกป้องและคุ้มครองประชาชนทุกคนบนดินแดนแห่งนี้
พวกเขาคงไม่อยากเห็นหยาดโลหิตกระเซ็นเปื้อนดิน และไม่อยาก
เห็นความหวาดกลัวและบรรยากาศน่าหดหู่ในช่วงเทศกาลอันเป็น
มงคลเช่นนี้
จ่างเยี่ยนพลันหัวเราะเยาะ ในที่สุดแววจิตสังหารก็จางหายไป
เขาเอ่ยเสียงเบาทั้งยังเย็นชายิ่งกว่าเมื่อครู่ “โทษประหารอาจ
ยกเว้นได้ แต่โทษจำคุกหนีไม่พ้น”
พูดจบ ก็กระซิบข้างหูเวินจืออวิ่นสองสามคำ
“อะไรนะ เจ้าอยากจะทำแบบนั้นจริงหรือ?” เวินจืออวิ่นตกใจ
“นี่…นี่มันจะโหดร้ายเกินไปแล้วนะ”
จ่างเยี่ยนสีหน้าเย็นชา ไม่พูดอะไร
เวินจืออวิ่นเห็นแบบนั้นก็ไม่มีทางเลือก จึงได้แต่หยิบเม็ดยา
ขนาดเท่าหัวแม่มือห้าเม็ดออกมา พึมพำว่า “หญ้าฝรั่นปริมาณมาก
ผสมกับยาที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและกำจัดเลือดคั่ง เดิมใช้
สำหรับสตรีขับชำระมดลูกหลังแท้ง กินครั้งละไม่เกินหนึ่งเม็ด”
หากกินสองเม็ดอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อร่างกายของสตรี
จนยากเกินแก้ไข ถึงขั้นไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีกตลอดชีวิต
จ่างเยี่ยนยกมือรับยามา แล้วยัดทั้งห้าเม็ดเข้าไปในปากของ
หวังอวี้เหยา
หวังอวี้เหยารู้ว่ามันไม่ใช่ของดีอะไรแน่นอน นางจึงพยายามเค้น
คอตัวเองเพื่อคายออกมา แต่ถูกเจียงอีตีหลังอย่างแรงจนสำลักแล้ว
กลืนยาทั้งหมดลงไป
“พวกเจ้าให้ข้ากินอะไร! หากพวกเจ้าฆ่าข้า ท่านผู้ว่าการจะไม่
ปล่อยพวกเจ้าไปแน่” นางตะโกนด้วยความหวาดกลัวสุดเสียง
จ่างเยี่ยนไม่สนใจ เขายกมือสั่งให้เจียงอีผลักนางลงจากหน้าผา
หน้าผานี้ไม่สูงนัก ไม่ตกลงไปตายแต่จะทำให้คนบาดเจ็บ
ทุกคนที่ทำผิดต้องได้รับการลงโทษ แต่การลงโทษของแม่ลูก
หวังอวี้เหยายังไม่จบแค่นี้
เสียงกรีดร้องดังขึ้นแล้วก็หายไปในที่สุด
สองพี่น้องจูงมือกันกลับไปหาฟางเหิงด้วยความกังวล
หลังจากสวี่โม่พยายามโน้มน้าวหลายครั้ง และเจียงเซิงพูดจน
ปากแห้งคอแห้ง ฟางเหิงก็ยังคงไม่มีปฏิกิริยา ราวกับเขากำลังจมดิ่ง
อยู่ในความทรงจำของตัวเอง หรืออาจกำลังตัดสินใจบางอย่างอยู่
“พี่สาม ท่านมีสติสักทีสิ” เจียงเซิงทรุดนั่งบนพื้นอย่างหดหู่ “ท่าน
เป็นเช่นนี้ ข้ากลัวมากนะ ข้าไม่อยากอยู่โดยไม่มีท่าน”
พวกเขาพี่น้องอยู่ด้วยกันมาสามปีแล้ว พวกเขาพึ่งพาอาศัยกัน
และกัน ฝ่าฟันความยากจวบจนได้กินอิ่มท้องและมีเงินเก็บเล็กน้อย
แล้ว
พวกเขาถูกรังแก ถูกคิดร้าย ถูกกดขี่
พวกเขาลำบากมาตลอดทางจนถึงตอนนี้ ความทุกข์ใกล้จะ
กลายเป็นความสุข แล้วเหตุใดพวกเขาถึงต้องมาพบเจอกับเรื่อง
เช่นนี้ด้วย
เจียงเซิงยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ นางทนไม่ไหวอีกต่อไป ร้องไห้เสียงดัง
ออกมา “ฮือ…”
จ่างเยี่ยนกับเวินจืออวิ่นคิดจะเข้าไปปลอบโยนน้องสาวทันที
แต่สวี่โม่สังเกตเห็นว่าฟางเหิงขยับเล็กน้อย เขารีบห้ามน้องชาย
ทั้งสองไว้ และมองเจียงเซิงอย่างให้กำลังใจ น้องสาวร้องดัง ๆ เลย!
เจียงเซิงไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นางนึกถึงการพบกันครั้งแรกกับ
พี่ชายคนที่สาม นึกถึงตอนที่นางกอดขาพี่สามไม่ยอมปล่อย นึกถึง
ตอนที่พี่สามผู้โง่เขลายอมเป็นพี่ชายให้นาง นึกถึงฉากต่าง ๆ ของ
เหล่าพี่น้อง น ้าตานางพลันไหลพรั่งพรูราวกับเปิดประตูระบายน ้า
กระทั่งเจียงเซิงร้องไห้จนเสื้อคลุมตัวใหม่เกือบจะเปียกชุ่ม ฟาง
เหิงก็ย่อตัวลงอย่างจนใจ แล้วยกมือเช็ดน ้าตาให้นาง “เจ้าเด็กขี้แย
เลิกร้องไห้ได้แล้ว”