พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 157 ปฏิกิริยาของเหล่าพี่น้อง
เจิ้งหรูเชียนที่กำลังสาธยายหยุดชะงักกะทันหัน
สายตาของเด็ก ๆ ทุกคนจับจ้องมาทางเขาในทันที
เจียงเซิงน้อยถึงกับทำน่องเป็ดย่างในมือหล่นโดยไม่รู้ตัว นางจ้อง
มองฟางเหิงอย่างงงงวย พลางเอ่ยไม่อยากจะเชื่อว่า “พี่สาม? ท่าน
กำลังพูดอะไรอยู่?”
ฟางเหิงรู้สึกกดดันเล็กน้อย แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่ต้องเผชิญหน้าใน
อนาคต เขาก็ยืดตัวตรงและกล่าวอย่างจริงใจว่า “แม้ว่าหวังอวี้เหยาจะ
พูดจาทำร้ายข้าเพื่อรักษาการหมั้นหมาย แต่คำพูดของนางก็มี
เหตุผลอยู่บ้าง ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ตราบใดที่ข้ายังอยู่ในเขต
อันสุ่ย ตระกูลฟางก็จะไม่ยอมรามือแน่นอน”
“แทนที่จะอดทนต่อการระรานและการทำร้ายไม่รู้จบ และคอย
หวาดระแวงคนมาหาเรื่องที่อาจเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ ข้าคิดว่าการที่
ตัวเองจากไปให้ไกลที่สุดเพื่อให้ตระกูลฟางวางใจน่าจะดีกว่า”
เด็กหนุ่มวิเคราะห์อย่างจริงจังทีละคำ
พาให้เจิ้งหรูเชียนที่กำลังจะโกรธกับเจียงเซิงที่กำลังจะบ่นต้อง
ชะงัก
“แต่เจ้าจะไปที่ไหนได้เล่า?” สวี่โม่ถามเสียงเบา
สายตาของทุกคนในบ้านจับจ้องมาอีกครั้ง
ฟางเหิงเงียบแล้วมองไปทางเหนือ “เมื่อสามปีก่อน บิดาข้าได้ไป
ประจำการที่ชายแดนทางเหนือ เขาสาบานว่าจะขับไล่ชนเผ่าต๋าลู่และ
ปกป้องราชวงศ์”
น่าเสียดายที่จนกระทั่งบิดาจากไป ชายแดนของราชวงศ์ต้าอวี๋ก็
ยังคงอยู่ในสภาพย ่าแย่ ทุกครั้งฤดูหนาวที่มาถึง พวกชนเผ่าเร่ร่อนที่
ขาดแคลนอาหารและน ้าจะถือดาบบุกเข้าโจมตีหมู่บ้าน ฆ่าฟันคน
และปล้นสะดมโดยไร้ความปรานี
ความทุกข์เช่นนั้น หากไม่ได้ประสบด้วยตนเอง ใครไหนเลยจะ
เข้าใจ
ชาวบ้านในหมู่บ้านสิบลี้ยากจนและอดอยาก แต่พวกเขาไม่รู้ว่า
ชาวบ้านในเขตชายแดนอาจตายได้ทุกเมื่อ
เช่นเดียวกับเจียงเซิงน้อยที่ไม่อาจเข้าใจว่า นอกจากความหิว
โหยและความหนาวเหน็บแล้ว ยังมีกลุ่มคนขี่ม้าเร็วบุกเข้ามาจับเด็กผู้
บริสุทธิ์ตรึงไว้กับกำแพง
ชีวิตนี้มีความทุกข์ยากมากมาย แต่ความสุขมีเพียงความเรียบ
ง่ายธรรมดา
สามปีนี้ฟางเหิงฝึกฝนวิชายุทธ์อย่างหนัก นอกจากความแค้นที่
มีต่อตระกูลฟางแล้ว เขายังระลึกถึงความปรารถนาของท่านแม่ทัพ
ฟางผู้เป็นบิดาด้วย
ปกป้องชายแดน แผ่นดินสงบสุข
แปดตัวอักษรที่กล่าวได้อย่างง่ายดาย แต่การจะทำมันได้ช่าง
ยากเย็นเหลือเกิน
“เมื่อก่อนข้าเคยอยากเป็นแม่ทัพ นำทัพพันม้าหมื่นทหาร
ปราบปรามต๋าลู่ ปกป้องชายแดน” ฟางเหิงยิ้มขมขื่น “แต่ตอนนี้ข้า
เป็นเพียงคนธรรมดา ไม่ใช่คุณชายฟาง ไม่มีตระกูลฟางเป็นที่พึ่ง
บางทีชั่วชีวิตนี้ข้าอาจไม่มีโอกาสได้เป็นแม่ทัพเลย”
“แต่ข้าไม่อาจละทิ้งความปรารถนานี้ได้ ข้าต้องไปทางเหนืออัน
หนาวเหน็บ ต้องออกรบเพื่อสังหารศัตรู แม้จะช่วยได้เพียงหนึ่งชีวิต ก็
ยังดีกว่าต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในสถานที่ที่เต็มไปด้วยการหลอกลวง
เช่นนี้ ดีกว่าถูกจ้องมองราวกับเป็นเป้าให้ผู้อื่นมาทำร้ายอย่างไร้
ความเมตตา ดีกว่านำความทุกข์ใจและบาดแผลมาสู่พวกท่านทุก
คน”
หากคนเรายังมีชีวิตอยู่ ย่อมต้องรู้ถึงตัวตนและคุณค่าของตัวเอง
คุณค่าของฟางเหิงคือการออกรบ คือการสังหารศัตรู คือการ
ช่วยเหลือชีวิตน้อย ๆ แต่ละชีวิต
ไม่ใช่การคอยฝึกฝนอย่างน่าเบื่อหน่ายในเขตอันสุ่ย รอคอย
แผนร้ายครั้งแล้วครั้งเล่าของตระกูลฟาง
หลังเขากล่าวจบลง ทั้งเรือนดอกไม้ก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
ผู้ที่ฉลาดล้วนรู้ดีว่าการเลือกของพี่สามนั้นถูกต้องแล้ว ไม่ควร
ไปขัดขวางเขา
แต่ในแง่ของความรู้สึก ใครเล่าจะยอมรับได้กับการที่พี่น้องของ
ตนต้องไปเผชิญหน้ากับอันตราย ต้องใช้ชีวิตโดยที่ไม่รู้ว่าจะรอด
จนถึงวันพรุ่งนี้หรือไม่
ผ่านไปครู่ใหญ่
สวี่โม่จึงลุกขึ้นยืน ทำลายความเงียบเหงาในเรือน
แม้ว่าเขาจะไม่อยากให้ฟางเหิงไปและเป็นห่วง แต่เขาเป็นพี่ใหญ่
ต้องเป็นแบบอย่างให้น้องชายน้องสาวคนอื่น “เจ้าสาม พี่ใหญ่
สนับสนุนเจ้า พวกเราเกิดบนผืนแผ่นดินนี้ เติบโตบนผืนแผ่นดินนี้
พวกเรารักที่นี่ สมควรแล้วที่จะอุทิศตนเพื่อผืนแผ่นดินนี้”
หากปราศจากการเสียสละของเหล่าบรรพชน ทุกคนจะยังมีชีวิต
ที่แสนสงบสุขได้อย่างไร
ยามนี้วันเวลาได้หมุนเวียนมาถึงคนรุ่นเขาแล้ว ก็สมควรจะทุ่มเท
กำลังเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อสร้างความสุขสงบและความรุ่งเรืองของคนรุ่น
หลังสืบต่อไป
“ทว่า…” สวี่โม่เปลี่ยนน ้าเสียง “เจ้าคือพี่น้องของพวกข้า ไม่ว่าจะ
อยู่ที่ใดก็ขอให้รักษาตัวให้ดี ต้องรักชีวิตของตนและกลับมาพบกัน
อีกครั้ง”
ด้วยคำพูดเช่นนี้ เจิ้งหรูเชียนจึงกลืนคำพูดหยาบคายทั้งหมดลง
ไป แล้วเดินมาหาฟางเหิงก่อนจะต่อยตัวเขาหนึ่งหมัด
“เจ้าสามหน้าเหม็น ต่อไปนี้ทุกช่วงข้ามปีเจ้าต้องกลับมา ข้าไม่
อยากให้คนในบ้านขาดเจ้าไป”
ฟางเหิงยิ้มกว้าง
เวินจืออวิ่นกับจ่างเยี่ยนก็เดินเข้ามา
คนหนึ่งพึมพำสั่งว่า “พี่สาม ข้าจะไปเตรียมยาไว้ให้ท่านเยอะ ๆ
ท่านต้องห้ามบาดเจ็บเด็ดขาดนะ”
อีกคนขบกรามแน่น “พี่สาม ใต้หล้านี้จะสงบสุขขึ้น ท่านเองก็จะ
กลับมา”
ฟางเหิงลูบศีรษะน้องชายทั้งสอง “เมื่อไหร่ที่พวกเจ้าสูงเท่าข้า ข้า
ก็จะกลับมาแน่นอน”
เวินจืออวิ่นชะงัก
จ่างเยี่ยนสะบัดหน้าหนีด้วยความโกรธ
สุดท้ายสายตาของเขาก็ไปตกอยู่ที่เจียงเซิงน้อย เด็กสาวเพียง
คนเดียวในบ้านที่ควรจะได้รับความรักความเอ็นดู แต่กลับมีนิสัย
อ่อนโยนและเข้มแข็งมาก จนบางครั้งก็คล้ายกับพี่รองที่ทั้งดื้อรั้นและ
ฉลาดแกมโกง
ตอนนี้นางกำลังนั่งอยู่กับที่ ดูเหมือนจะอยากยิ้มแต่ขอบตากลับ
แดงก ่า น ้าตาใสเอ่อล้น มันอยากจะไหลออกมาแต่ถูกเจ้าตัวฝืนเอาไว้
ในที่สุดเจียงเซิงก็เม้มปาก เอื้อนเอ่ยเสียงเบา “พี่สามจะกลับมา
ใช่หรือไม่”
จะไม่เหมือนกับพี่ชายวัยเก้าขวบคนนั้นที่หายไปจากชีวิตของ
นางใช่หรือเปล่า
นางโดดเดี่ยวมามาก ระหกระเหินมาเจ็ดปีเต็มกว่าจะได้พบกับ
พวกพี่ชาย
พวกเขาพึ่งพาอาศัยกัน หยอกล้อเล่นสนุกกัน หาเงินเลี้ยงชีพ
ต่อต้านอำนาจ พวกเขาใช้สติปัญญาทำลายแผนการร้าย
เวลาสามปีเต็มนี้ เจียงเซิงเคยคิดว่าพี่ชายทั้งหลายจะอยู่กับนาง
ไปตลอด ไม่มีวันพรากจาก
เหมือนคำสัญญาในวันนั้นว่าพวกเขาจะไม่แยกจากกันตลอดไป
แต่ผลลัพธ์กลับเป็นพี่สามตัดสินใจจากไปในวันที่นางอายุสิบ
ขวบ
ความหวาดกลัวอันใหญ่หลวงถาโถมเข้าใส่ ร่างเจียงเซิงสั่น
สะท้านอย่างไม่อาจห้ามได้ นางกลัวการพลัดพรากเหลือเกิน กลัว
การสูญเสีย หากความผูกพันทั้งหมดถูกลิขิตให้ต้องแยกจาก ก็
ขอให้นางเป็นเด็กเร่ร่อนตั้งแต่แรกแล้วหิวโหยและหนาวตายอยู่ข้าง
ถนนเสียยังดีกว่า
“เจียงเซิง” ฟางเหิงเอ่ยด้วยน ้าเสียงจริงจัง ทำลายความกลัวของ
นาง “ไม่ใช่ว่าทุกการพลัดพรากจะนำไปสู่การสูญเสีย พวกเราจะได้
พบกันอีก พวกเรายังเป็นพี่น้องกัน”
“พี่สามจะยังเป็นพี่สามของเจ้าตลอดไป จะยืนอยู่ข้างหน้าคอย
ปกป้องเจียงเซิงน้อยของพวกเราเสมอ”
เด็กหญิงมวยผมเป็นกลมสวมเสื้อชุดใหม่สีแดงสด ใบหน้าเล็ก
ป้อม ปลายจมูกแดงเรือด้วยความหนาวเย็น ดวงตากลมโตเอ่อคล่อ
ไปด้วยน ้าตา แต่ก็ดื้อดึงไม่ยอมให้มันไหล
เด็กหนุ่มก้มตัวลง ลูบไล้แก้มของนางเบา ๆ แล้วเช็ดหยดน ้าตาที่
ไหลลงมาให้
สุดท้ายเจียงเซิงก็ไม่อาจกักเก็บอารมณ์ไว้ได้อีก นางเบะปาก
ร้องไห้น ้าตาไหลพรั่งพรูราวกับสายน ้าตก “ฮือ ๆ พี่สามคนไม่ดี พี่
สามใจร้าย ท่านไม่รักษาสัญญา ท่านโกหก”
เสียงกล่าวหาไร้เดียงสาของเด็กหญิงดังก้องไปทั่วเรือนดอกไม้
สวี่โม่กับเจิ้งหรูเชียนที่เข้มแข็งยังอดแดงก ่าไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูด
ถึงป้าจางและท่านป้าซุ่ยที่จิตใจอ่อนไหว พวกนางถือผ้าเช็ดหน้า
ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ตรงมุมห้องมานานแล้ว
แต่ไม่ว่าพวกนางจะเศร้าโศกเพียงใด การจากลาก็ต้องมาถึงอยู่
ดี
ในความทรงจำของฟางเหิง พวกชนเผ่าเร่ร่อนเองก็อยากฉลอง
ข้ามปีอย่างอิ่มหนำสำราญ ดังนั้นช่วงก่อนและหลังเทศกาลข้ามปีจึง
เป็นช่วงที่พวกเขาจะบุกโจมตีหนักที่สุด จึงตั้งใจว่าจะอยู่ที่เรือน
ดอกไม้ไปจนถึงวันแรกของปีใหม่แล้วรีบเดินทางไปชายแดนทาง
เหนือ
ด้วยเหตุนี้ เวลาจึงกระชั้นชิดยิ่งนัก
เวินจืออวิ่นรีบกลับไปยังสำนักแพทย์ ไม่เพียงนำยาสมานแผลที่
ทำไว้ของปีก่อนออกมา แต่ยังบดยาชุดใหม่ให้อีกมากมายหลายห่อ
วังเสี่ยวจูและวังเสี่ยวซงก็มาช่วยด้วย รีบเร่งบดยากระทั่งจนนิ้วมือเจ็บ
เป็นตุ่มน ้าก็ไม่บ่นแม้แต่น้อย
อาจเป็นเพราะเวลาใกล้เข้ามาแล้ว เจียงเซิงจึงไม่ซุกซนอีก นาง
ดึงแขนเสื้อของฟางเหิงพลางสะอื้นบอกว่า “ก่อนพี่สามจะจากไป
ท่านต้องอยู่กับพวกเราให้มาก ๆ นะ”