พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 158 ส่งพี่สาม
หลังจากได้รับอนุญาตแล้ว น้องสาวตัวน้อยก็ลากฟางเหิงไป
ถนนตะวันออก เลือกซื้อเสื้อผ้าทีละชุด รองเท้าทีละคู่
“ไม่ต้องหรอกเจียงเซิง” ฟางเหิงยิ้มจนใจ “ข้าไปเป็นทหารที่
ชายแดนทางเหนือ ไม่ได้ไปเที่ยวเล่นเสียหน่อย”
แค่เก็บของเตรียมใส่ห่อผ้าอย่างง่าย ๆ ก็พอแล้ว จะบรรทุก
สัมภาระไปได้ด้วยอย่างไร
เจียงเซิงได้ยินดังนั้นก็วางเสื้อคลุมลง แล้วลากเขาไปร้านขาย
ของเก่าบนถนนตะวันออก
ที่บอกว่าเป็นร้านขายของเก่า แท้จริงแล้วล้วนเป็นของใหม่ที่ทำ
ให้ดูเก่า ไม่มีกลิ่นอายโบราณใด ๆ ทั้งยังมีฝุ่นและคราบดินติดอยู่ด้วย
ฟางเหิงกำลังจะพูดเกลี้ยกล่อมนางอีกสองสามคำ
เจียงเซิงกลับเลือกกระจกป้องใจออกมาจากในร้าน พูดอย่าง
จริงจังว่า “ข้าเห็นในหนังสือที่ตัวเอกมักจะรอดชีวิตในช่วงเวลาสำคัญ
เพราะกระจกป้องใจ พี่สามเก็บเอาไว้กับตัวเถอะ ข้ากับกระจกอวยพร
ให้ท่านปลอดภัยไปพร้อมกัน”
ฟางเหิงชะงัก ยื่นมือรับมา มองดูมันครั้งแล้วครั้งเล่า
ในเมื่อเป็นคำอวยพรแสนงดงามจากน้องสาว เขาก็จะรับไว้
เพียงแต่ตอนหันหน้าไปถามราคา เจ้าของร้านขายของเก่าก็ยื่น
มือออกมาพลางกล่าวว่า “ห้าร้อยตำลึง”
เจียงเซิงน้อยตาเบิกโตด้วยความตกใจ
การฉวยโอกาสขึ้นราคานี้จะชัดเจนเหลือเกินไปแล้ว โชคดีที่นาง
ไม่ได้มาตัวคนเดียว
เจียงเซิงโผล่หน้าออกไปแล้วตะโกนเรียก “พี่รอง!”
คุณชายรองเจิ้งสะบัดพัดเดินเข้ามา
หลังจากโต้เถียง…ต่อรองกันอย่างดุเดือด ในที่สุดก็ตกลงราคา
กันได้ห้าตำลึง
เจียงเซิงจ่ายเงินอย่างมีความสุข แล้วยัดกระจกทองแดงใส่อ้อม
อกพี่สาม
พอหันไปมองเจ้าของร้านขายของเก่าอีกครั้ง ก็เห็นเขากำลัง
กลอกตาเหลืออด “ขอให้พวกเจ้าเดินทางโดยสวัสดิภาพ ข้าไม่ส่ง!”
ในคืนส่งท้ายปีเก่านี้ พวกเจียงเซิงได้ค้นหาสิ่งของทั่วทั้งเขต
อันสุ่ย
พวกเขาหาสิ่งของแปลก ๆ หลากหลายชนิดที่สามารถคุ้มครอง
ฟางเหิงให้ปลอดภัยได้ อย่างกระจกป้องใจ เครื่องรางโชคดี และ
เครื่องรางแคล้วคลาด
ตกค ่า
จางเซียงเหลียนยกเข่งเกี๊ยวมาวางตรงหน้าฟางเหิงทีละเข่ง
พร้อมทั้งขาหมูตุ๋นและลูกชิ้นปลา นางกล่าวด้วยความรักใคร่ว่า “เด็ก
ดี ชายแดนทั้งทุรกันดารและหนาวเหน็บ เจ้าคงหาอาหารเช่นนี้กินได้
ยากแน่ เพราะอย่างนั้นต้องกินให้มากสักหน่อยนะ กินให้เยอะ ๆ เลย”
พวกคนตระกูลใหญ่ ๆ ต่างกำลังจุดดอกไม้ไฟกันอีกแล้ว
พอเด็ก ๆ กินจนอิ่มแล้วก็ยืนเคียงข้างกันในเรือน แหงนหน้ามอง
ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยสีสัน
ท่ามกลางเสียงประทัด สวี่โม่ถามเสียงเบา “เจ้าตัดสินใจแล้วหรือ
ว่าจะพาใครไปบ้าง?”
ผู้ติดตามที่ฝึกฝนมาอย่างยากลำบากในตอนแรก ยามนี้ถึงเวลา
ได้ใช้ประโยชน์เสียที
มีพวกเขาอยู่ด้วย ทุกคนก็จะวางใจได้บ้าง
แต่สถานที่ที่กำลังจะไปนั้นเป็นชายแดนอันกันดารและหนาวเย็น
ฟางเหิงจึงไม่ได้บังคับ แต่ให้พวกเขาเลือกด้วยความสมัครใจ
“เจียงซานและเจียงซื่อขออยู่ที่นี่ ส่วนคนอื่นๆ จะตามข้าไป
ชายแดน” ฟางเหิงถอนหายใจเบา ๆ “ปฏิกิริยาของทุกคนนั้นเกิน
คาด พวกเขาฝึกวิชามาหลายปี ในที่สุดก็ได้ใช้ประโยชน์เสียที จึง
ต่างดีใจกันทั้งนั้น”
บางทีอาจเป็นเพราะพวกเขาส่วนใหญ่เป็นเด็กกำพร้า หรืออาจ
เป็นเพราะจิตใจของเด็กหนุ่ม เมื่อเทียบกับการฝึกฝนที่น่าเบื่อหน่าย
การออกรบกลับทำให้โลหิตของพวกเขาเดือดพล่าน
“เจียงอู่ก็ไปด้วยหรือ?” สวี่โม่ลังเลเล็กน้อย
ในบรรดาผู้ติดตามทั้งแปด มีสาวน้อยคนหนึ่ง นางเป็นผู้ติดตาม
คนที่ห้า จึงมีนามว่าเจียงอู่
แต่เดิมนางเป็นสาวใช้ที่ฟางเหิงเลือกให้เจียงเซิง แต่เพราะนาง
ฝึกวรยุทธ์ได้เป็นอย่างดี ท่วงท่าเฉียบคม และขยันยิ่งกว่าผู้ใด นางจึง
ติดตามฟางเหิงฝึกวิชามาโดยตลอด โดยไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้า
ผู้คน
“ข้าถามนางแล้ว นางอยากไปชายแดน” ฟางเหิงเม้มปาก “เจียง
อู่เป็นพี่สาวคนโต ตอนข้าซื้อนางมาก็ใช้เงินเพียงห้าตำลึง เพราะบิดา
มารดาของนางอยากขายนางมาก เพื่อนำเงินไปให้น้องชายคนเล็ก
เรียนหนังสือ ดังนั้นนางจึงเป็นคนที่ราคาถูกที่สุด และเป็นคนที่ฝึกวร
ยุทธ์ทุ่มเทที่สุด”
ในบรรดาผู้ติดตามทั้งแปดคนนี้ มีเด็กห้าคนที่เป็นเด็กกำพร้า ไร้
ญาติขาดมิตร
มีเพียงเด็กสามคนที่ยังมีครอบครัว อย่างเจียงซานที่ยังมีทั้งบิดา
มารดา ตอนขายเขามาก็เพราะความจำเป็นทั้งนั้น ดังนั้นหลายปีมานี้
เจียงซานจึงกลับไปเยี่ยมบ้านทุกครั้งเมื่อมีเวลา
แต่เจียงอู่นั้น แม้รู้ว่าบิดามารดาอยู่ไม่ไกล แต่นางกลับไม่เคยพูด
ถึง ในสายตาของนางมีเพียงการฝึกวรยุทธ์ นางขยันขันแข็ง มุ่งมั่น
ศึกษา ชีวิตของนางเหมือนเหลือเพียงการพยายาม พยายาม และ
พยายามขึ้นอีก
คนเช่นนี้ แม้จะเป็นเพียงสตรีก็ทำให้ผู้คนไม่อาจมองข้าม
ฟางเหิงอยากให้โอกาสนาง ส่วนอีกฝ่ายจะคว้าไว้ได้หรือไม่ ก็
ขึ้นอยู่กับตัวนางเอง
ในคืนนั้น พี่น้องทั้งหกคนอยู่ด้วยกันจนถึงรุ่งสาง
พวกเขาไม่กล้าพักผ่อน เพราะกลัวว่าเวลาจะผ่านไปเร็วเกินไป
พอลืมตาขึ้นมา เจ้าสามก็จะต้องจากไปแล้ว
ในที่สุดก็ทนรอจนพระอาทิตย์ขึ้น และเวลาแห่งการแยกจากกัน
ก็ใกล้เข้ามาแล้ว
เวินจืออวิ่นอุ้มตะกร้าสานมา ข้างในเป็นห่อกระดาษเล็ก ๆ
มากมาย บางห่อยังมีคราบเลือดติดอยู่ด้วยซ ้า “พี่สาม ในนี้มียาสมาน
แผลมากที่สุด ยาถอนพิษก็มีส่วนหนึ่ง ยาแก้ร้อนแก้หนาวก็มี ทั้งหมด
เขียนไว้อย่างชัดเจนในนั้นแล้ว”
เจิ้งหรูเชียนหยิบเงินก้อนใหญ่ออกมาจากอกเสื้อ พูดอย่าง
เสียดายว่า “พอไปถึงชายแดนแล้ว อย่าตระหนี่กับเรื่องกินเรื่องใช้ มี
พี่รองอยู่ เจ้าอยากกินอะไรก็ได้กิน อยากใส่อะไรก็ได้ใส่!”
ไม่รู้ว่าหวังฝูเฟิงก็มาถึงด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่
เขามองฟางเหิงด้วยสายตาอิจฉา โบกมือส่งตั๋วเงินห้าร้อยตำลึง
ให้ “น้องชาย ช่วยดูแลแผ่นดินอันงดงามของราชวงศ์นี้แทนพี่ชาย
ด้วย”
เจิ้งหรูเชียนตาโตด้วยความตกใจ แล้วรีบหยิบเงินออกมาอีกก้อน
พี่รองอย่างเขาจะให้เงินน้อยกว่าพี่ชายที่เป็นลูกพี่ลูกน้องได้
อย่างไร
ฟางเหิงแทบจะใส่มันไว้ในอกเสื้อไม่หมดแล้ว จึงกล่าวขอบคุณ
ยิ้มทั้งน ้าตา
แต่ขณะที่ทุกคนหันหลังไป เขาก็ยัดตั๋วเงินกับเงินเหรียญส่วน
ใหญ่ใส่ในอ้อมอกของเจียงเซิง พร้อมกำชับนางว่า “ชายแดนนั้น
หนาวเหน็บมาก ไม่มีอะไรให้ซื้อหรอก ข้าเก็บเงินไว้เล็กน้อยก็พอแล้ว
ที่เหลือเจ้าช่วยเก็บไว้ให้ข้าด้วย”
เจียงเซิงพยักหน้าอย่างจริงจัง “ได้ ข้าจะเก็บไว้ให้พี่สามแต่ง
ภรรยานะ”
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เจียงอีก็จูงม้าแดงมา
นึกย้อนกลับไปเมื่อก่อน ม้าตัวนี้ยังเป็นม้าที่เอามาจากมือของ
เจ้าหน้าที่เกา ภายหลังจึงหาพ่อค้าม้ามาจัดการทำให้ถูกต้องตาม
กฎหมาย และจดทะเบียนเจ้าของในนามของฟางเหิงอย่างเป็น
ทางการ
ยังจำได้ว่าอานม้าบนหลังม้าตัวนั้น ทำให้เจิ้งหรูเชียนต้องเสียเงิน
ถึงหนึ่งตำลึง ทำเอาเขารู้สึกไม่สบายใจอยู่นานทีเดียว
ตอนนี้พวกเขามีเงินหนึ่งตำลึงมากมาย และสามารถซื้อม้ากับ
อานม้าที่แพงมากกว่านั้นได้ แต่ฟางเหิงกลับต้องจากไปแล้ว
ไม่รู้ว่าใครเริ่มทำสีหน้าเคร่งขรึมและใครที่เริ่มส่งเสียงสะอื้นเบา ๆ
บ้าง
บรรยากาศแห่งการอำลาแผ่ปกคลุมเรือนดอกไม้ในที่สุด
ฟางเหิงรู้สึกสับสน ไม่รู้จะปลอบใครดี ได้แต่ก้าวขึ้นหลังม้า
มองดูคนในครอบครัวที่ตนรัก
คำพูดที่ว่า ‘รอข้ากลับมา’ ยังคงติดอยู่ในลำคอ
จู่ ๆ เสียงรถม้าก็ดังมาแต่ไกล ตามด้วยเสียงด่าทอของเปียนเห
วินซวน “ฟางเหิงเจ้าตัวดี! เด็กบ้าคนนี้! จะไปไหนโดยไม่บอกกล่าว
ข้า! เจ้ายังไม่ได้รับเงินปีเลยนะ!”
ถุงเงินอันประณีตถูกโยนมา ฟางเหิงรับไว้อย่างคล่องแคล่ว เขา
หยิบทองคำห้าสิบตำลึงออกมา แล้วถามคำถามที่ค้างคาใจมาตลอด
“ท่านนายอำเภอเปียน ข้าขอถามสักคำได้หรือไม่ ทำไมท่านป้า
ถึงไม่ยอมมาพบข้า แต่ต้องให้ท่านมาทำแทนทุกครั้ง?”
เปียนเหวินซวนชะงักไป
เขาพยายามเรียบเรียงคำพูด แล้วตอบอ้อมค้อมว่า “ตอนนี้นาง
ไม่สะดวก รอจนกว่าเจ้ากับข้าจะมีความสามารถเพียงพอแล้วค่อยพบ
กัน”
ฟางเหิงพยักหน้าเบา ๆ มองคนในบ้านอีกครั้ง แล้วหันม้ามุ่งสู่
แดนไกล
ผู้ติดตามทั้งหกนั่งรถม้าติดตามเขาไป
พวกเขาเดินทางอย่างยิ่งใหญ่ เต็มเปี่ยมด้วยความหวังและไม่มี
ทางถอยหลังกลับ
หลังคนควบม้าไปหลายลี้ ผ่านตัวเมืองมานับไม่ถ้วน ฟางเหิงก็
ครุ่นคิดถึงคำพูดของเปียนเหวินซวนอีกครั้ง แล้วจู่ ๆ ก็รั้งบังเหียนม้า
“คุณชายมีอะไรหรือขอรับ?” เจียงอีโผล่หน้าออกมาจากรถม้า
ฟางเหิงแสดงสีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจกลับปั่นป่วนราวกับคลื่น
ทะเลถาโถมใส่
เขาคิดว่าตนเองเข้าใจถึงสถานการณ์ของท่านป้าแล้ว