พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 20 เจรจาการค้าครั้งแรก
เจียงเซิงตกใจ เดิมทีพวกนางคิดถึงเรื่องเห็ดกับเสื้อคลุมเท่านั้น
จึงรู้เพียงวิธีขายเห็ดกับเสื้อคุลมปุยฝ้ายด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว
ของทุกสิ่งก็สามารถค้าขายได้ไม่ใช่หรือ
เจิ้งหรูเชียนลุกขึ้นแล้ววิ่งพุ่งออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว
ส่วนเจียงเซิงตามหลังเขาไปติด ๆ
ตกเย็น สองพี่น้องอุ้มถั่วฝักยาวกับ มะเขือยาวกลับมาเต็มแขม
เจิ้งหรูเชียนหน้าแดงก ่า “ข้าอุ้มไม่ไหวแล้ว พรุ่งนี้ยังมีชาวบ้านจะ
นำมาให้อีก คงจะบรรทุกจนเต็มเกวียนแน่”
เจียงเซิงเหนื่อยหอบจนพูดไม่ออก นั่งพักหายใจอยู่ข้าง ๆ สวี่โม่
เวินจืออวิ่นเป็นคนขี้กังวล เขาขมวดคิ้ว “เจ้าแน่ใจว่าจะขายได้
จริงหรือ”
หากขายไม่ได้เล่า พวกเขาจะไม่ต้องกิน มะเขือยาวกับถั่วฝักยาว
ไปสองเดือนเลยหรือ
“น่าจะ…ต้องขายได้สินะ” เจิ้งหรูเชียนไม่แน่ใจนัก
แต่เขากับเจียงเซิงเคยเสียเปรียบจากความระมัดระวังมาแล้ว ครั้ง
นี้จึงตัดสินใจจะลงทุนครั้งใหญ่
อีกอย่าง ถั่วฝักยาวและ มะเขือยาวที่รับซื้อมาในราคาหนึ่งเหวิ
นต่อสองชั่ง แม้จะซื้อขายราคาปกติตามท้องตลาดก็ไม่ถือว่าขาดทุน
วันรุ่งขึ้น
เป็นไปตามที่เจิ้งหรูเชียนบอกไว้ ชาวบ้านหลายคนนำถั่วฝักยาว
มะเขือยาว และข้าวโพดที่ปลูกเองมาให้ ทุกคนที่ผลผลิตเท่าไหร่ก็ขน
มากันทั้งหมด
จนในที่สุดเกวียนลาก็เริ่มบรรทุกไม่ไหว ชาวบ้านจึงต้องกลับ
บ้านไป
เจียงเซิงนั่งอยู่หน้าวัดร้างด้วยสายตาเคลิ้มหลับ เมื่อดูจาก
เหตุการณ์นี้ นางคิดว่าสุดท้ายก็เข้าใจได้ว่าอะไรคือการนำสิ่งไร้ค่า
มาสร้างคุณค่า
มะเขือยาวกับถั่วฝักยาวเมื่ออยู่ในมือชาวบ้านนั้นไม่มีราคา ขาย
ไม่ได้ กินก็ไม่หมด
แต่หากรวบรวมพวกมันและนำไปส่งจำนวนมาก ๆ ก็มีโอกาส
แลกเปลี่ยนเป็นเงินได้
ยิ่งสามารถตกลงการค้าเช่นเดียวกับเห็ดได้ พวกนางก็สามารถ
เลี้ยงครอบครัวนี้ได้ด้วยการค้าขายผัก
เจียงเซิงยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น รีบเตรียมตัวไปที่เมือง
แต่เมื่อมาถึงเกวียนลา นางก็ตกใจ พืชผักมีมากเกินไป นอกจาก
คนจะไม่มีที่นั่งแล้ว กระทั่งคนขับรถก็ยังไม่มีที่นั่ง
แม้พยายามจัดระเบียบ ก็สามารถพาคนไปได้เพียงสองสามคน
เท่านั้น
ในวัดร้างมีพวกนางพี่น้องทั้งหมดหกคน การตัดสินใจว่าจะให้
ใครอยู่ที่นี่เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
สวี่โม่ขาไม่ดี เวินจืออวิ่นขี้อาย และจ่างเยี่ยนก็ทำอะไรไม่เป็น
ตามจริงควรเป็นพวกเขาที่อยู่ แต่เจียงเซิงไม่ค่อยวางใจ
หากผังต้าซานใช้โอกาสนี้มาแก้แค้น นางก็ไม่กล้านึกภาพเลย
“หรือให้ข้าอยู่ที่นี่” หลังต่อครุ่นคิดไปมา เด็กหญิงจึงตัดสินใจ
“พี่รองกับพี่สามไปส่งของ และพวกท่านอย่าลืมซื้อเสื้อคลุมปุยฝ้ายให้
ข้าด้วย”
“ไม่ ให้ข้าอยู่ดีกว่า” เจิ้งหรูเชียนตั้งมั่น “เจ้าเก่งเรื่องต่อรองราคา
ข้ากลัวว่าจะซื้อเสื้อคลุมปุยฝ้ายในราคาถูกไม่ได้”
ฟางเหิงกำลังจะเอ่ยปากแต่นึกขึ้นได้ว่ามีเพียงเขาเท่านั้นที่ขับ
เกวียนลาเป็น จึงต้องปิดปากเงียบไป
หลังเห็นพวกเขากำลังโต้เถียงกัน
สวี่โม่พลันหัวเราะเบา ๆ “วางใจได้เถอะ มีพวกข้าสามคนอยู่ที่นี่
ผังต้าซานคงไม่กล้าทำอะไร”
“นอกจากนี้ ที่นี่คือทางเข้าหมู่บ้าน ผู้คนผ่านไปมาล้วนเป็นผู้คน
ในหมู่บ้าน พวกข้าเรียกคนมาช่วยได้”
“ไปเถอะ แล้วรีบกลับมา”
พี่ใหญ่สมเป็นพี่ใหญ่ เขากล่าวเพียงสองสามประโยค ก็
ปลอบโยนจิตใจว้าวุ่นของเจียงเซิงได้
นางกับเจิ้งหรูเชียนแบกตะกร้าสานสะพายหลัง ขึ้นนั่งบนเกวียน
โดยมีฟางเหิงเป็นผู้บังคับเกวียนลา มุ่งหน้าไปยังทิศทางของเมือง
วัดร้างกับพี่ชายทั้งสาม กลายเป็นจุดสีดำเล็ก ๆ ที่ห่างไกล
ออกไป
เมื่อผ่านหมู่บ้าน ผู้คนที่เห็นผักเต็มเกวียนเล่มนั้นพากันตกใจ
คิดจะซื้อไว้สองสามกำมือ
แต่เกวียนลากลับไม่ได้จอดในหมู่บ้าน ล้อเคลื่อนไปยังตัวเมือง
หนึ่งชั่วยามต่อมา เกวียนลาจอดรออยู่หน้าประตูเรือนโยวหราน
เจียงเซิงกระโดดลงมา พร้อมกับตะกร้าสาน เมื่อเห็นเสี่ยวเอ้อร์ที่
ต้อนรับนางในครั้งก่อน เด็กหญิงจึงโบกมือเรียก “พี่ชายเสี่ยวเอ้อร์
เป็นพวกข้าเอง”
พี่ชายเสี่ยวเอ้อร์เห็นพวกนางก็ยิ้มแป้นเดินมาหา “มาส่งเห็ดใช่
หรือไม่”
แต่เมื่อพบว่าบนเกวียนลาบรรทุก มะเขือยาวและถั่วฝักยาวมา
เต็ม เขาถึงกับผงะด้วยความประหลาดใจ “นี่เป็นของของพวกเจ้า
หรือ”
“ใช่แล้ว” เจียงเซิงยิ้มหวาน “พี่ชายเสี่ยวเอ้อร์ เถ้าแก่อยู่หรือไม่
พวกเราอยากจะส่ง มะเขือยาวกับถั่วฝักยาวไปให้ร้านด้วยบ้าง”
ความจริงแล้ว เรือนโยวหรานไม่ขาดแคลนของสองอย่างนี้
แต่เพราะพวกเขามีข้อตกลงกันเรื่องเห็ด เจียงเซิงจึงนำผักมาส่ง
ถึงหน้าประตู ขอเพียงขายในราคาเหมาะสม เรือนโยวหรานก็
สามารถรับได้ทั้งหมด
ไม่นานนัก เจ้าของร้านก็เดินกลับมาธุระข้างนอก
เขากำถั่วฝักยาวกับ มะเขือยาวสองลูกเพื่อตรวจสอบความสด
ใหม่ จากนั้นก็พยักหน้าเอ่ยถาม “ราคาเท่าไหร่?”
เจียงเซิงกำลังจะบอก แต่เจิ้งหรูเชียนปิดปากนางไว้
ครั้งก่อนพวกเขาบอกราคาเห็ดเร็วเกินไป ครั้งนี้จึงไม่ควรตั้ง
ราคาก่อน
เจิ้งหรูเชียนเขินอายเล็กน้อย ก่อนจะคิดขึ้นได้ “เถ้าแก่บอกราคา
มาก่อนสิ ท่านสามารถให้ราคาเท่าไหร่ได้บ้าง”
เด็ก ๆ เริ่มฉลาดขึ้นแล้ว
เจ้าของร้านมองเจิ้งหรูเชียนอย่างจริงจัง พยักหน้ายิ้ม “ราคาใน
อำเภอคือหนึ่งเหวินต่อหนึ่งชั่ง ถ้าพวกเจ้าคิดราคานี้ ข้าก็จะไปซื้อใน
อำเภอได้โดยตรง”
พูดให้ถูกก็คือเขาแค่อยากต่อราคา และอยากได้กำไร
เจิ้งหรูเชียนพยักหน้า “เช่นนั้นเถ้าแก่คิดว่าราคาเท่าไหร่จึงจะ
ยอมรับได้”
ชายวัยกลางคิดอยู่สักพัก “หนึ่งเหวินต่อสองชั่ง พวกเจ้าคงไม่
พอใจ ถ้าอย่างนั้นก็สองเหวินต่อสามชั่งแล้วกัน”
เท่ากับว่าหนึ่งเหวินต่อหนึ่งชั่งครึ่ง
ราคานี้เจิ้งหรูเชียนยอมรับได้ แต่เขายังอยากต่อรองอีกสักหน่อย
“ห้าชั่งสี่เหวิน ถูกกว่าในอำเภอ แต่เถ้าแก่ก็ต้องให้พวกข้าได้เงิน
ค่าแรงด้วย”
การต่อรองแบบนี้คือการทดสอบขีดจำกัดของผู้อื่นตลอดเวลา
คนขายอยากขายให้ได้มากที่สุด คนซื้อก็อยากจะซื้อให้ถูกที่สุด
เจ้าของร้านไม่ใช่คนที่จะเสียดายเงินแค่ไม่กี่เหวิน เพียงแต่การ
ทำการค้าย่อมมีหลักการ เรือนโยวหรานซื้อผักในอำเภอมาตลอด
หากจู่ ๆ ไม่ซื้อของต่อ ก็ต้องมีเหตุผล
เช่นว่าพ่อค้าคนใหม่ขายผักราคาถูกกว่าหรือสดกว่าก็ดี
ผักที่สองเด็กนี้นำมาขายก็ทั้งสดและราคาถูก แต่ยังอายุน้อย
เกินไป เขาจึงสงสัยว่าพวกเขาจะทำเช่นนี้ไปนานได้หรือไม่
เจ้าของร้านเห็นว่าเพื่อความปลอดภัย เขาควรสั่งเฉพาะเห็ดป่า
สด ๆ
แต่เมื่อสบดวงตาคู่นั้นที่มองมาด้วยความคาดหวัง เขาก็พลันตก
ลงรับคำเสนอนั้นโดยไม่รู้ตัว
บางคนเกิดมาในโคลนตม บางคนเติบโตในฝุ่นผง หากไม่มีใคร
ให้โอกาส พวกเขาอาจไม่มีวันได้ผลิบาน
เขาได้แต่หวังว่าปีศาจน้อยสองตัวนี้จะไม่ทำให้เขาผิดหวัง
ในห้องส่วนตัวบนชั้นสองของเรือนโยวหราน เจ้าของร้านถือ
ลูกคิดมาคำนวณบัญชี เสียงดังต๊อกแต๊ก
“ห้าชั่งสี่เหวิน มะเขือยาวกับถั่วฝักยาวน ้าหนักเก้าสิบห้าชั่ง ควร
จ่ายเงินให้พวกเจ้าเจ็ดสิบหกเหวิน เห็ดราคาสี่เหวินหนึ่งชั่ง น ้าหนัก
รวมสิบชั่ง เป็นเงินหนึ่งร้อยสิบหกเหวิน”
หลังคำนวณเสร็จ เขาก็หยิบเงินหนึ่งร้อยสิบหกเหวิน พลางยิ้ม
กล่าวว่า “ข้าแซ่ไป๋ จากนี้ไปพวกเจ้าส่งผักตามฤดูกาลมาให้เรือน
โยวหรานทุกสองวัน ตกลงหรือไม่”
เจียงเซิงนำเงินใส่ถุง พยักหน้าขึ้นลง “ตกลง พวกเราจะส่งให้เถ้า
แก่ไป๋แน่นอน”
“แต่ต้องตกลงกันก่อนว่า หากพวกเจ้าไม่ส่งมาตามกำหนดโดย
ไม่มีเหตุผลสมควร ข้าจะยกเลิกข้อตกลงของเราทันที” แม้เถ้าแก่ไป๋
จะให้โอกาส แต่ก็ไม่ใช่คนมีเมตตาจนเกินไป
คนทำการค้าย่อมคำนึงถึงผลประโยชน์เป็นหลัก
หลังออกจากเรือนโยวหราน
เจียงเซิงกับเจิ้งหรูเชียนสบตากัน ประกายตาตื่นเต้นฉายผ่าน
ดวงตาของกันและกัน
หากการขายเห็ดนับเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่ตอนนี้ พวกนางก็
ได้เข้าสู่แวดวงการค้าอย่างแท้จริงแล้ว
ตราบใดที่พวกนางนำสินค้ามาขายให้เรือนโยวหรานอย่างขยัน
ขันแข็ง พวกนางก็ไม่ต้องอดอยากอีกต่อไป
“เงินก้อนนี้ พวกเราสามารถใช้ซื้อเสื้อคลุมปุยฝ้ายได้มากมาย”
ความทะเยอทะยานของเจียงเซิงเพิ่มขึ้น “ครั้งนี้ได้กำไรถึงห้าสิบเหวิน
หากขายเสื้อคลุมปุยฝ้ายอีกรอบ ย่อมได้กำไรอีกไม่ใช่น้อย”
เมื่อมาถึงร้านขายผ้า เจียงเซิงรีบเร่งเข้าไปด้วยความดีใจ สั่งซื้อ
เสื้อคลุมปุยฝ้ายสีเทาห้าสิบตัว แต่กลับได้รับคำตอบจากเจ้าของร้าน
ว่า
“หมดแล้ว”
“ไม่มีเหลือสักตัวเดียว”