พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 21 ถูกแย่งการค้า
เจียงเซิงไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ
ครั้งก่อนนางซื้อไปยี่สิบตัว ยังเห็นว่าในคลังสินค้ายังมีอีกสองห่อ
ใหญ่ อย่างน้อยก็ต้องมีสามสิบถึงห้าสิบตัว จะหมดไปได้อย่างไร
“หมดแล้วก็คือหมดแล้ว เมื่อวานมีคนมาซื้อพวกมันไปหมดเลย”
เจ้าของร้านบอกอย่างโมโห “เหตุใดข้าต้องหลอกเจ้าด้วย”
เจียงเซิงตกตะลึง
เสื้อคลุมปุยฝ้ายสีเทาซีดไม่เป็นที่นิยมในตัวเมือง ไม่เช่นนั้นพวก
มันคงไม่ถูกสะสมไว้มากมายขนาดนี้ อีกทั้งทางร้านก็คงไม่ยอมขาย
ในราคาถูกให้นาง
โอกาสเดียวที่เป็นไปได้ก็คือ มีคนรู้ว่านางขายเสื้อคลุมปุยฝ้ายที่
หน้าหมู่บ้านจนได้กำไร จึงรีบซื้อพวกมันไปหมดเพื่อไม่ให้นางทำ
การค้าและหาเงินไม่ได้
ทว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ใดกัน คนไร้ยางอายที่ไหนที่กล้ามาแย่งการค้า
ของนางแบบนี้
ประกายไฟในดวงตาเจียงเซิงเดือดพล่าน จนเจิ้งหรูเชียนถึงกับ
สะดุ้งตกใจ
“น้องสาว เสี่ยวเอ้อร์พูดถูกแล้ว หากเราทำการค้านี้ไม่ได้ ไม่สู้
พวกเราไปค้าขายอย่างอื่นกันเถอะ” เขาเตือนสตินางเบา ๆ
เจียงเซิงขบกรามแน่น “ไม่เกี่ยวว่าพวกเราจะทำการค้าอะไร แต่
สำคัญอยู่ที่มีคนมาตัดหน้ากิจกาจของข้า ข้อขอถามท่าน หากมีคน
มาแย่งการค้าผักให้เรือนโยวหรานท่านจะทำอย่างไร”
ก่อนหน้านี้เจิ้งหรูเชียนยังเอ่ยเตือนนาง กลับนึกโกรธขึ้นจน
กระทืบเท้า “ก็ต้องตีให้ตาย ตีให้ตายไปเลย”
หากไม่เคยถูกทุบตีสักครั้ง อีกฝ่ายคงไม่รู้ว่าเจ็บเป็นอย่างไร
ฟางเหิงนั่งอยู่บนเกวียนลา เอ่ยแนะนำ “เช่นนั้นจะไปร้านอื่นใน
เมืองหรือไม่ ที่นี่ยังมีร้านขายเสื้อผ้าอย่างน้อยสามสี่ร้าน”
คงไม่มีผู้ใดมีเงินมากพอจะซื้อเสื้อคลุมปุยฝ้ายสีเทาซีดไปหมด
ทุกร้านได้ คนที่มีเงินมากคงไม่สนใจทำการค้าแบบนี้อยู่แล้ว
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกตัว รีบพยักหน้าให้ราวกับเป็นไก่จิกข้าว “ใช่
แล้ว ใช่แล้ว น้องสาวเจ้าอย่าโกรธเลย พวกเราไปร้านอื่นกันเถอะ”
เจียงเซิงนิ่งเงียบไม่พูดจา
ความคิดแรกของนางคือ ขอเพียงซื้อเสื้อคลุมปุยฝ้ายที่ร้านอื่น
ได้ก็พอแล้ว
และเมื่อเด็กหญิงสงบลงและครุ่นคิดอย่างจริงจัง คนอื่นก็กำลัง
ร้องขายเสื้อคลุมปุยฝ้ายสีเทาอยู่แล้ว แม้นางจะซื้อมาใหม่ได้ แต่จะ
ขายต่อก็ยากเย็น
เว้นแต่นางจะลดราคาลง จนแทบไม่มีกำไร
แต่นางขายเสื้อคลุมปุยฝ้ายก็เพื่อหวังกำไร หากไม่ได้กำไรแล้ว
นางจะทำการค้านี้ไปทำไม
เจียงเซิงรู้สึกว่านางควรหาวิธีแก้ปัญหานี้ แต่ประสบการณ์ชีวิต
ของนางมีน้อยเกินไป แม้จะผ่านการต่อสู้ดิ้นรนมาตลอดก็ตาม
เจียงเซิงไม่รู้วิธีแก้ไข จึงนั่งนิ่งบนเกวียนลา
ขณะผ่านร้านเรือนโยวหราน นางบอกให้จอดเกวียนทันที
“พวกพี่ชายรอข้าอยู่ที่นี่” เจียงเซิงกล่าวเพียงเท่านั้น ก่อนวิ่งเข้า
ไปในร้าน
นางนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่พี่รองเพิ่งเจรจาการค้า เถ้าแก่ไป๋ยังลังเล
ว่าจะปฏิเสธหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ยอมตกลงร่วมมือ
การกระทำนั้นมาจากความเมตตาของเขา เจียงเซิงเข้าใจดี
ดังนั้นนางจึงอยากลองดูว่า เถ้าแก่ไป๋จะยอมช่วยนางได้อีกหรือไม่
นี่เป็นครั้งแรกที่เจียงเซิงเข้าใจคำว่า คนที่นางช่วยเหลือไปแล้ว
ไม่จำเป็นต้องช่วยนางกลับเสมอไป แต่คนที่เคยช่วยนางไว้แล้วหน
หนึ่ง ย่อมยินดีจะช่วยเป็นหนที่สอง
ดังนั้นเจียงเซิงจึงยืนเขย่งปลายเท้าที่โต๊ะด้านหน้า เรียกเถ้าแก่ไป๋
ด้วยน ้าเสียงหวานใส และถามปัญหาอย่างจริงใจ เถ้าแก่ไป๋ก็ลูบเครา
รู้สึกพึงพอใจเป็นพิเศษ
เขาไม่ได้เห็นแก่ตัว “คนที่แย่งการค้าของเจ้าไป เจ้าควรคิดดูว่า
ควรทำอย่างไรเพื่อนำการค้านั้นกลับมา ดีที่สุดคือทำให้พวกเขาไม่
สามารถค้าขายได้ แม้ว่าต้องแลกมาด้วยบางสิ่งบางอย่างก็ตาม”
เจียงเซิงครุ่นคิดอยู่นาน จึงค่อยคิดขึ้นได้
เด็กหญิงยิ้มหวานกล่าวลาเจ้าของร้าน “ขอบคุณเถ้าแก่ไป๋เจ้า
ค่ะ” ก่อนนางจะกระโดดโลดเต้นกลับขึ้นเกวียนลาไป
เถ้าแก่ไป๋มองนางพลางยิ้ม จิตใจอิ่มเอม
เสี่ยวเอ้อร์ไม่เข้าใจ “เถ้าแก่ เหตุใดท่านต้องช่วยพวกนางหลาย
ครั้งเช่นนี้”
“ยังเยาว์แต่รู้จักทำการค้าหาเงิน นับเป็นความสามารถและ
พรสวรรค์ที่เด็กทั่วไปไม่มี” เถ้าแก่ไป๋กล่าวอย่างผ่อนคลาย “ข้าพบ
พานพวกนางจึงได้ให้ความช่วยเหลือเท่านั้น ถือว่าสร้างบุญบารมี
เล็กน้อย”
ส่วนเด็กเหล่านี้จะประสบความสำเร็จในอนาคตเพียงใด ก็ขึ้นอยู่
กับพวกนางเอง
เสี่ยวเอ้อร์ไม่พูดอะไรอีก ก้มหน้าทำงานต่อไป
………
ในเวลาเดียวกัน
บนเกวียนลา
เจียงเซิงได้ตัดสินใจแน่วแน่ ไม่หันกลับ “พี่สาม ไปร้านขายเสื้อ
กันเถอะ”
ฟางเหิงคิดว่านางจะไปซื้อเสื้อคลุมปุยฝ้ายอีก จึงรีบมุ่งหน้าไปที่
ร้านขายเสื้อร้านใหม่
แต่ไม่คิดว่า เจียงเซิงที่เข้าไปนาน จะกลับออกมาพร้อมเสื้อคลุม
สีสดใสมากมาย
“เสื้อคลุมสีสดใสเหล่านี้ราคาเท่ากับเสื้อคลุมปุยฝ้ายหรือ” เจิ้งหรู
เชียนเอ่ยถามอย่างงุนงง
เจียงเซิงส่ายหน้า “เสื้อคลุมปุยฝ้ายตัวละสิบสองเหวิน แต่เสื้อ
คลุมสีสดพวกนี้ตัวละสิบสี่เหวิน”
ยังดีที่นางต่อรองกับเจ้าของร้านไปเสียนานจึงได้ราคานี้มา
“เสื้อคลุมสีสดมีราคาต้นทุนก็สิบสี่เหวินแล้ว คงไม่อาจขายสิบ
แปดเหวินได้” เจิ้งหรูเชียนช่วยนางขนเสื้อคลุมขึ้นเกวียนลา
เจียงเซิงนิ่งเงียบ ไม่กล่าวอะไร
รอจนเกวียนลาเดินทางกลับ นางจึงเอ่ยขึ้นว่า “หากไม่ขายสิบ
แปดเหวิน ก็ขายสิบสี่เหวินเถอะ”
เจิ้งหรูเชียนตกใจสุดขีด ซื้อมาราคาเท่าไรก็ขายไปราคาเท่านั้น
ไม่ใช่ว่าเปล่าประโยชน์หรอกหรือ
ไม่ใช่สิ นับว่าขาดทุนแล้วต่างหาก เพราะเพียงเกวียนลารับส่งคน
ไปกลับได้ถึงสี่คน ก็ยังพอได้กำไรสักแปดเหวินอยู่บ้าง
น้องสาวที่ฉลาดเฉลียว เหตุใดจึงทำการค้าขาดทุนเช่นนี้
เจิ้งหรูเชียนสงสัย ฟางเหิงก็ยิ่งไม่เข้าใจ
โชคดีที่ไม่นานก็มาถึงหน้าหมู่บ้าน
ฟางเหิงเห็นคนเร่ขายของอยู่หน้าหมู่บ้านจากไกล ๆ สิ่งนั้นคือ
เสื้อคลุมปุยฝ้ายตัวเดียวกันกับของพวกเขา ทั้งราคาร้องขายก็เท่ากัน
ดึงดูดให้สตรีในหมู่บ้านต่างยื้อแย่งกันอย่างคับคั่ง
เมื่อเดินเข้าไปดูให้ดี ก็พบอาหญิงจางที่มาถามซื้อเสื้อคลุมเมื่อ
วานพร้อมคนในครอบครัว
ฟางเหิงโกรธจนตัวสั่น แม้เขาจะเป็นเพียงคนธรรมดาที่รู้แค่
ทักษะการต่อสู้ แต่ก็มองเห็นเจตนาอันชั่วร้ายของคนพวกนั้นได้อย่าง
ชัดเจน
ดูเหมือนเมื่อวานนี้พวกนางจะมาเพื่อดูสินค้าของพวกเขาก่อน
จากนั้นจึงอาศัยจังหวะตอนที่เจียงเซิงยังไม่ไปซื้อมา พวกนางก็รีบเข้า
ไปรับซื้อจนหมด และนำมาขายต่อเพื่อแย่งลูกค้าของพวกเขาไป
ช่างเป็นแผนการที่ชั่วร้ายนัก!
ทว่าเจียงเซิงกลับยังคงสงบนิ่ง นางกระโดดลงจากเกวียนลา เข้า
ไปทักทายพี่สี่กับพี่ห้าที่นั่งอยู่หน้าวัดร้าง
“เจียงเซิง มีคนมาแย่งทำการค้าของเจ้า” เวินจืออวิ่นยังคงเป็น
คนขี้อายเช่นเคย แต่ในยามนี้เขากลับก้าวออกมาพูดด้วยความ
มุ่งมั่น “ข้าจะไปถามเหตุผลกับพวกเขา”
“ข้าจะไปด้วย” ฟางเหิงกับเจิ้งหรูเชียนรทำท่าจะตามไปเช่นกัน
ด้านสวี่โม่เป็นเพราะเขายังไม่สามารถขยับได้
จ่างเยี่ยนไม่กล่าวคำใด เพียงเอียงศีรษะจ้องมองเสื้อคลุมสีสัน
ต่าง ๆ บนเกวียนลา
เจียงเซิงรู้สึกซาบซึ้งในใจ ก่อนจะส่ายหน้าพลางบอกพวกเขาว่า
“พี่ชายไม่ต้องหรอก การค้าขายไม่มีใครมาก่อนหลัง หากพวกเขา
ต้องการจะขายก็ปล่อยให้ขายไปเถอะ”
“เสื้อคลุมหลากสีสันเหล่านี้ ทุกคนก็สามารถขายได้ ขอเพียงไม่
ทำให้ขุ่นเคืองกันก็พอ”
ทันทีที่นางพูดจบ จ่างเยี่ยนก็เดินเข้ามาหยิบชุดเสื้อคลุมสีสด
ออกมาจากสัมภาระ ก่อนลงมือเปลี่ยนจากชุดเสื้อคลุมปุยฝ้ายสีเทา
ตัวเก่า
เจิ้งหรูเชียนตั้งใจจะห้าม “เจ้าห้า อย่าวุ่นวายสิ”
แต่เมื่อจ่างเยี่ยนสวมเสื้อคลุมสีสดเรียบร้อยแล้ว เขากลับต้องนิ่ง
อึ้งไป
น้องชายคนนี้ นับแต่พบกันก็มีหน้าตารูปงามเกินกว่าปกติอยู่
แล้ว แต่หลังสวมชุดเสื้อคลุมสีสด กลับยิ่งดูงดงามราวกับหญิงสาว
หากเกล้าผมเป็นเปียยาว และบอกว่าเขาเป็นดั่งเทพธิดาก็คงมีคนเชื่อ
กระทั่งเสื้อคลุมที่สีสันเรียบงาย ก็ยังถูกเขาสวมใส่จนดูงามขึ้น
ขึ้นมาทันตา
เจิ้งหรูเชียนอ้าปากค้างมองจ่างเยี่ยนเดินเดินไปยังทางเข้า
หมู่บ้าน
ทันใดนั้นเขาพลันเข้าใจทันที จึงรีบหอบเสื้อคลุมหลายตัว ก่อน
จะลากตัวเจียงเซิงวิ่งตามไป
“ขายเสื้อคลุมลายดอกไม้ เสื้อคลุมสวย ๆ ราคาเพียงสิบสี่เหวิน
เท่านั้น!”