พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 225 จ่างเยี่ยนชี้แนะสวี่โม่
ในวันแรกของปีใหม่ ประชาชนทุกคนได้หยุดพัก แม้แต่ฝ่าบาทที่
แทบไม่เคยหยุดพักยังได้หยุดพักผ่อน
เจียงเซิงนั่งอาบแสงอาทิตย์อันอบอุ่น ข้าง ๆ มีพี่ชายทั้งสามคน
กำลังช่วยป้าจางห่อเกี๊ยว
แป้งถูกเตรียมไว้ก่อนหน้านี้แล้ว และแบ่งออกเป็นก้อน ๆ
พี่ใหญ่ฝีมือดีที่สุด เขาถือไม้คลึงแป้งหมุนกดแป้งสองรอบ
กลายเป็นแผ่นแป้งเกี๊ยวขอบบางและหนาตรงกลาง
ถ้าพี่รองอยู่ด้วย คงจะต้องพูดจาเย้าแหย่เขาว่า “สมกับเป็นมือ
ของท่านจวี่เหริน แค่คลึงแผ่นแป้งเกี๊ยวก็ยังดูดีกว่าพวกเราเสียอีก”
พี่สี่และพี่ห้าดูจะงุ่มง่ามกว่าเล็กน้อย ใส่ไส้เกี๊ยวลงบนแผ่นแป้ง
แล้วค่อย ๆ จีบเข้าด้วยกันอย่างระมัดระวัง ผลลัพธ์ที่ได้คือเกี๊ยวรูป
ครึ่งวงกลม
เมื่อมองเกี๊ยวที่ป้าจางห่อ แต่ละชิ้นล้วนดูสวยงาม กลมมน ลูก
ใหญ่ แม้แต่รอยจีบก็ยังสม ่าเสมอและเรียบร้อย ไม่มีใครเทียบได้จริง ๆ
ขณะเจียงเซิงกำลังชมในใจ ก็ได้ยินเสียงเรียกของพี่ห้า
“น้องสาว เจ้าก็มาช่วยกันห่อสักสองชิ้นสิ”
นางรีบส่ายหัวไปมาราวกับสั่นกระดิ่ง
ไม่ ๆ ๆ คนเราต้องรู้จักตัวเอง กระทั่งพี่ชายทั้งสองยังทำได้แค่
เกี๊ยวรูปครึ่งวงกลม แต่นางคงทำเสียของเปล่า ๆ ถึงจะพยายามทำให้
เป็นรูปเป็นร่าง แต่พอใส่ลงหม้อเกี๊ยวก็ต้องแตกอยู่ดี
การต้มเกี๊ยวมีหวังได้กลายเป็นน ้าแกงแผ่นแป้งกับก้อนเนื้อ
เด็กหญิงร่างอวบยกสองมือเท้าเอว พูดจาหนักแน่นว่า “ข้าจะไป
ก่อไฟ!”
เรื่องนี้นางถนัด ในช่วงที่นางเร่ร่อน พอโตขึ้นมาหน่อยก็เริ่มเก็บ
ฟืนก่อไฟ เพราะมีเพียงไฟเท่านั้นที่จะช่วยขับไล่ความหนาวเย็นและ
รักษาความอบอุ่นในคืนที่หนาวเหน็บ
แม้ว่าไม่กี่ปีมานี้จะได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี มีป้าจางคอยดูแล
มีพี่ชายคอยเอ็นดู แต่เจียงเซิงก็ยังไม่ลืมวิธีการก่อไฟ เพียงไม่กี่อึดใจ
ก็จุดกิ่งไม้แห้งให้ลุกโชนขึ้นได้
นางเทน ้าสะอาดลงในหม้อเหล็ก ใส่ฟืนให้เพียงพอ แล้วปล่อยให้
ไฟลุกอย่างสบายใจในเวลาเพียงหนึ่งถ้วยชา
เจียงเซิงเตรียมตัวจะขี้เกียจสักหน่อย ประตูไม้ของเรือนเล็กก็ถูก
กระแทกเสียงดังสนั่น
มันเป็นการกระแทกจริง ๆ
ราวกับมีสัตว์ขนาดใหญ่ใช้ร่างกายพุ่งชนประตูซ ้าแล้วซ ้าเล่า ทำ
ให้เกิดเสียงดังมาก แม้แต่คนแก่ที่กำลังอาบแดดอยู่ในลานบ้านข้าง ๆ
ก็ยังตื่นตระหนก
สวี่โม่ที่อยู่ในลานบ้านถึงกับโยนแผ่นเกี๊ยวในมือทิ้ง วางมือที่
เปื้อนแป้งไว้ข้างลำตัว ดวงตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
เจียงซานและเจียงซื่อคว้าไม้เดินเข้าไปใกล้ ๆ แล้วมองออกไปที่
รอยแยกของประตู
เห็นเงาร่างใหญ่ที่น่ากลัวเหมือนสัตว์ร้ายอยู่ข้างนอก เจียงซาน
อ้าปากกว้าง เจียงซื่อรีบปลดกลอนประตู ทั้งสองเปิดประตูพร้อมกัน
ฉีหวายพลันกลิ้งเข้ามาด้านใน
เด็กหนุ่มอายุสิบหกสิบเจ็ดปีควรจะมีความมั่นใจและสง่างาม แต่
ตอนนี้กลับกัดฟันแน่น น ้ามูกน ้าตาไหลพราก “พี่สวี่แย่แล้ว มีคนมา
จับตัวอันจวิ่นไปที่ท้องพระโรง”
ไม่เพียงอันจวิ่นเท่านั้น บิดาของเขาเองก็ถูกกักตัวไว้ ไม่อาจหนี
ได้ ต้องทนรับคำสบประมาทและข้อกล่าวหาจากตระกูลจูและตระกูล
ใหญ่ ไม่อาจแก้ต่างอะไรได้
“พี่สวี่ พวกเราทำพลาดใช่หรือไม่ การทุจริตสอบขุนนางมีคน
เกี่ยวพันกว้างขวางเกินไป ไม่ใช่เรื่องที่พวกเราจะเข้าไปยุ่ง” ฉีหวาย
สะอื้น “ท่านพ่อเคยเตือนข้า แต่ข้ามั่นใจเกินไป ตอนนี้กลับทำให้
ท่านถูกกักตัวอยู่ในราชสำนัก แม้แต่พี่อันก็จะถูกจับ…”
เห็นได้ชัดว่าเขากังวลเกี่ยวกับเจ้ากรมพิธีการมาก ถึงขนาดละ
ทิ้งความสง่างาม และแม้กระทั่งสงสัยในการกระทำของตัวเอง
สวี่โม่ยังคงสงบ ตบไหล่เขาทีหนึ่งแล้วพูดเสียงทุ้มว่า “ฉีหวาย
เจ้าใจเย็นก่อน”
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เจียงเซิงยกถ้วยน ้าชาเย็น ๆ มา
สวี่โม่เอื้อมมือไปหยิบ ราดลงบนหน้าผากของฉีหวาย
เจียงเซิงที่ตั้งใจจะส่งน ้าชาเย็น ๆ มาให้ดื่มเพื่อดึงสติ “…”
ดีที่มันได้ผล น ้ามูกน ้าตาของฉีหวายก็หยุดไหล อารมณ์กลับมา
สงบลงแล้ว
“ข้าเข้าใจว่าพี่ฉีเป็นห่วงบิดากับเรื่องอันจวิ่น” สวี่โม่กล่าวช้า ๆ
“การที่ตระกูลจูร่วมมือกับตระกูลอื่นที่มีผลประโยชน์ ร่วมกันใส่ร้าย
ป้ายสีช่างต ่าช้าจริง ๆ แต่เจ้าอย่าลืมว่าเหนือหัวพวกเรายังมีราชวงศ์
อยู่นะ”
“หากราชวงศ์ไร้ความสามารถและโหดร้ายทารุณ ราชวงศ์ต้าอวี๋
จะรุ่งเรืองเช่นทุกวันนี้ได้อย่างไร? ตราบใดที่การทุจริตสอบขุนนาง
เป็นเรื่องจริง และเรียงความนั้นเป็นของอันจวิ่นจริง ๆ ราชวงศ์ย่อมไม่
ปล่อยให้คนผิดลอยนวล ยิ่งไม่มีทางยอมให้พวกเขาทำร้ายขุนนางที่
จงรักภักดีแน่”
คำพูดนี้มีเหตุผล
ไม่ว่าชายแดนทางเหนือจะวุ่นวายเพียงใด จงหยวนก็ยังคงสงบ
สุข ชีวิตของประชาชนอาจไม่ได้ร ่ารวย แต่ก็ไม่ถึงกับต้องพลัดถิ่น
เร่ร่อน เรื่องนี้ราชวงศ์มีส่วนสำคัญที่ไม่อาจปฏิเสธได้
“สิ่งสำคัญที่สุดคือ เจ้ากรมพิธีการรับราชการมาหลายปี จะยอม
เอาชื่อเสียงและชีวิตมาเดิมพันเพียงเพราะโกรธบุตรชายได้อย่างไร?”
เมื่อสวี่โม่ถามทีละประเด็น ค่อย ๆ วิเคราะห์ปัญหา ในที่สุดฉี
หวายก็ตระหนักได้ “ข้าเข้าใจแล้ว หากบิดาของข้าไม่มีแผนสำรอง
คงถูกตัดสินความผิดไปนานแล้ว ไม่ใช่ให้สอบสวนอันจวิ่นก่อน”
“แต่…แต่พวกเราต้องปกป้องอันจวิ่นนะ ก่อนหน้านี้พวกเรา
สาบานว่าจะเขาช่วย แต่พอถึงเวลาจริงกลับส่งเขาขึ้นท้องพระโรง
ปล่อยให้ขุนนางซักถามตามใจชอบ นี่ไม่ใช่การทำลายอนาคตของ
เขาหรอกหรือ?”
เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ สีหน้าของสวี่โม่ด็ไม่สู้ดีนัก
เขาไม่กังวลเกี่ยวกับเจ้ากรมพิธีการ ขุนนางมากเล่ห์ที่รับ
ราชการมานาน ย่อมไม่มีทางยอมจำนนได้โดยง่าย
แต่สิ่งที่เขากังวลคืออันจวิ่น บัณฑิตผู้โดดเดี่ยวไร้อำนาจ ถ้าอีก
ฝ่ายพยายามเปิดเผยการทุจริตสอบขุนนางเพื่อช่วยพวกเขา หรือ
กระทั่งจะต้องตาย พวกเขาคงไม่มีวันสงบใจได้
แต่รับสั่งของฝ่าบาทนั้นต้องปฏิบัติ การไม่ไปก็เท่ากับขัดพระ
บัญชา ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงเช่นกัน
สีหน้าของสวี่โม่เคร่งเครียดขึ้นเรื่อย ๆ
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน เขากำหมัดแน่นแล้วเอ่ยเสียงเบา “ฝ่า
บาทเพียงรับสั่งให้ผู้เขียนเรียงความเข้าเฝ้า แต่ไม่ทรงรู้ว่าเป็นใคร
เจ้าแค่รายงานไปว่าข้าคืออันจวิ่น และอันจวิ่นก็คือข้า”
เขาตัดสินใจรับเคราะห์แทนอันจวิ่นทั้งหมด
ฉีหวายตกใจมาก สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เต็มใจ แต่เขาก็หา
วิธีที่ดีกว่านี้ไม่ได้เช่นกัน
ในขณะที่ทั้งสองกำลังจะยอมเดินเข้าไปในกับดัก
จางเยี่ยนซึ่งกำลังห่อเกี๊ยวอยู่พลันถอนหายใจออกมา “พี่ใหญ่
ใครบอกท่านว่าไปที่ท้องพระโรงแล้วจะต้องถูกตระกูลใหญ่ในเมือง
หลวงตามล่ากัน?”
ฝีเท้าของสวี่โม่และฉีหวายหยุดชะงัก
อันจวิ่นใช้เรียงความของตนเปิดโปงว่าการสอบขุนนางมีการ
ทุจริต และผู้ที่รู้เรื่องนี้มีเพียงตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงเท่านั้น การ
กระทำเช่นนี้แน่นอนว่าขัดใจคนตระกูลใหญ่เหล่านั้นทั้งสิ้น
“ข้าไม่ได้บอกว่าตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงมีใจเมตตา ข้าแค่บอก
ว่า…พวกเขาจะกล้าตามล่าท่านหรือ” ราวกับจ่างเยี่ยนรู้ว่าทั้งสองคน
กำลังคิดอะไร “ยังไม่ถึงการสอบในวังหลวง แต่กลับเคยเข้าไปในท้อง
พระโรงแล้ว ทั่วหล้านี้มีเพียงเขาผู้เดียว แล้วใครจะกล้าแตะต้องเขา”
สวี่โม่กับฉีหวายคิดว่าการปกป้องคือการซ่อนอันจวิ่นไว้เพื่อ
ไม่ให้ใครพบเห็น
แต่ในสายตาของจ่างเยี่ยน การปกป้องที่แท้จริงคือการวางเขาไว้
ต่อหน้าผู้คน ให้ทุกคนรู้จักเขา สนใจเขา จนไม่มีใครกล้าแตะต้อง
เขา
เมื่อทุกอย่างกระจ่าง ใครจะกล้าลอบทำร้าย ใครจะกล้าฝ่าฝืน
ความไม่พอใจของใต้หล้า ใครจะกล้าคิดบัญชีกับอันจวิ่น?
“ยิ่งไปกว่านั้น พี่ใหญ่ ท่านคิดว่าอันจวิ่นจะพลาดโอกาสตอบโต้
กับเหล่าขุนนางในท้องพระโรงหรือ” จ่างเยี่ยนยิ้มมีเลศนัย วางเกี๊ยวที่
ห่อได้สมบูรณ์แบบที่สุดลง “รออันจวิ่นไม่เต็มใจจะไป ท่านค่อยไป
ท้องพระโรงแทนเขาก็ยังไม่สาย”
ไม่ว่าพวกเขาจะคิดอย่างไร ท้ายที่สุดแล้ว เส้นทางนี้เป็นของอันจ
วิ่น ต้องให้อันจวิ่นเป็นผู้เลือกเอง
ฉีหวายและสวี่โม่สบตากัน แล้วพร้อมใจก้าวขึ้นรถม้า มุ่งหน้าไป
ยังเรือนพักตระกูลฉี
เมื่อรู้ว่าอันจวิ่นเต็มใจขึ้นท้องพระโรงเพื่อเป็นพยานในเรื่องการ
ทุจริตการสอบขุนนาง ทั้งสองก็พาเขาไปยังตระกูลฉี
ที่นั่นมีคนของราชสำนักกำลังรออยู่