พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 224 การสอบสวนนักเขียนเงา
ปีใหม่มาเยือนอีกครั้ง
เริ่มต้นปีใหม่อีกครา
ข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทำให้ชนชั้นสูงในเมืองหลวงปั่นป่วนอยู่ไม่
สุข บรรดาขุนนางถูกเรียกตัวไปสอบสวนอย่างต่อเนื่อง จนไม่มี
อารมณ์จะมาฉลองปีใหม่
โชคดีที่ชาวบ้านทั่วไปยังคงร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนาน ไม่ได้
รับผลกระทบอะไรแต่อย่างใด
สวี่โม่ยืนอยู่ที่ประตูเรือนเล็ก มองรถม้าที่สัญจรไปมาบนถนน
ผู้คนที่สวมเสื้อผ้าชุดใหม่ ซื้อขนม ประดับดอกไม้บนผม จุดประทัด
ด้วยความยินดี ในที่สุดเขาก็วางใจได้
เขากับพี่น้องตระกูลฉีวางแผนจะเปิดโปงเรื่องนี้ก่อนปีใหม่มา
นาน ก็เพื่อให้คนที่ทำผิดรู้สึกกระวนกระวายใจจนนอนไม่หลับ
อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มหัวข้อสนทนาให้คนเมืองหลวงในช่วงปีใหม่
เพื่อให้เรื่องนี้ยิ่งบานปลายออกไป
การทุจริตการสอบขุนนางไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย อิทธิพลที่อยู่
เบื้องหลังก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาและพี่น้องตระกูลฉีจะสั่นคลอนได้ หาก
ต้องการให้เบื้องบนสนใจและให้ฮ่องเต้กริ้วจนต้องสั่งสอบสวน ก็ต้อง
อาศัยชาวบ้านพวกนี้ช่วยผลักดัน
ได้ยินว่าเมื่อวานแม้แต่เจ้ากรมพิธีการก็ยังถูกตำหนิ ฝ่าบาท
รับสั่งให้สอบสวนเรื่องการทุจริตการสอบขุนนางนี้ให้กระจ่าง
ฉีหวายบอกว่านี่เป็นโอกาสดี รีบคว้าเรียงความของอันจวิ่นกลับ
บ้านไป
เรียงความนั้นเป็นเรียงความที่จูจื้อใช้สอบผ่านพอดี
ไม่ขาดไม่ตกไปแม้แต่ตัวอักษรเดียว
ไม่ว่าเหตุการณ์ต่อไปจะเป็นอย่างไร จูจื้อในฐานะตัวต้นเรื่อง
ย่อมต้องถูกจัดการอย่างแน่นอน
ตอนนี้แค่รอคอยอย่างอดทนก็พอ
สวี่โม่รู้สึกสบายใจ ไม่ได้มองชาวบ้านที่กำลังเฉลิมฉลองอีก
หมุนตัวจะกลับเข้าเรือน แต่ก็ต้องชนเข้ากับร่างกลมป้อม
“พี่ใหญ่” เจียงเซิงเกือบจะร้องไห้อยู่แล้ว “วันนี้เป็นวันที่สามสิบ
แล้ว แต่ยังไม่เห็นเงาพี่รองเลย”
ที่แท้เด็กหญิงก็คิดว่าพี่ใหญ่มายืนอยู่ที่ประตูเพื่อรอเจ้ารองเจิ้ง
นางไม่กล้าส่งเสียง กลัวจะทำให้พวกพี่ชายเศร้าใจ แต่ก็อยากให้
พี่รองกลับบ้านเร็ว ๆ จึงยืนเขย่งปลายเท้ารออยู่ด้านหลัง
รอแล้วรอเล่า รอจนพี่ใหญ่ยอมแพ้หมุนตัวจะกลับเข้าเรือนแล้ว
พี่รองก็ยังไม่กลับมา
ปีใหม่ในวัยสิบสองปีของนาง จะต้องขาดพี่ชายไปสองคนเลย
หรือ
สีหน้าสวี่โม่ชะงักไป
จิตใจของเขาจดจ่ออยู่กับเรื่องของนักเขียนเงาและการทุจริตการ
สอบ จนไม่ทันสังเกตว่านี่เป็นปีใหม่ที่ครอบครัวไม่ได้อยู่พร้อมหน้า
กัน
เจ้าสามอยู่ไกลถึงชายแดนทางเหนือ ส่วนเจ้าสองก็ไม่รู้ว่าไปอยู่
ที่ใด
พวกเขากระจัดกระจายไปตามที่ต่าง ๆ ของราชวงศ์ต้าอวี๋เพื่อ
พัฒนาและเข้มแข็งขึ้น ถึงแม้ปีนี้จะไม่มีเงาของพวกเขา แต่อนาคต
อันใกล้ พี่น้องหกคนจะต้องได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอย่างมี
ความสุขและปลอดภัย
“เจียงเซิง เจ้าเป็นเด็กดี พวกเขาจะต้องกลับมา” สวี่โม่มองไป
ไกล ๆ
เขามีลางสังหรณ์ว่าอีกไม่นานพี่น้องทุกคนจะได้กลับมาอยู่
พร้อมหน้ากัน
ในเวลาเดียวกัน
ณ ตระกูลฉี
ฉีหวายกลับมาที่จวนอย่างตื่นเต้น เมื่อเห็นเจ้ากรมพิธีการที่มีสี
หน้ากังวลเล็กน้อย จึงเอ่ยเสียงดังว่า “ท่านพ่อ ฝ่าบาทให้ท่านสืบสวน
เรื่องนักเขียนเงาใช่หรือไม่ขอรับ?”
สีหน้าเจ้ากรมพิธีการชะงักเล็กน้อย ค่อย ๆ หันมามองเขา “เจ้ารู้
เรื่องนี้ได้อย่างไร”
“ท่านพ่อไม่ต้องสนใจว่าข้ารู้ได้อย่างไร” ฉีหวายยิ้มมั่นใจ “ข้ามา
เพื่อมอบเรียงความฉบับหนึ่งให้ท่านพ่อ นี่เป็นเรียงความที่นักเขียน
เงาเขียนข้อสอบจวี่เหริน ข้าเชื่อว่ามันจะช่วยท่านพ่อได้บ้าง”
เมื่อกล่าวจบ เขาก็วางเรียงความที่อันจวิ่นเขียนด้วยลายมือ
ตนเองลงบนโต๊ะ
เจ้ากรมพิธีการยกมือหยิบขึ้นมา ยิ่งอ่านก็ยิ่งตกใจ ยิ่งอ่านสีหน้า
ก็ยิ่งโกรธมากขึ้นเรื่อย ๆ
ภายใต้เงื่อนไขการรักษาความลับของข้อสอบสำหรับการสอบจวี่
เหริน เพียงแค่นำเรียงความนี้ไปเทียบกับกระดาษคำตอบของผู้ที่สอบ
ผ่านในการสอบครั้งที่แล้ว หากพบว่าใครที่เขียนเหมือนกันทุก
ประการ ก็สามารถตัดสินได้ว่าเป็นการทุจริตอย่างแน่นอน
แต่ปัญหาคือเรียงความนี้มาจากที่ใด? และฉีหวายบุตรชายของ
เขามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร?
เจ้ากรมพิธีการพลันเงยหน้าขึ้น เอ่ยด้วยน ้าเสียงเฉียบขาด “ฉี
หวาย! เรื่องนี้เจ้าเป็นคนเปิดโปงใช่หรือไม่? เจ้าเลือกจะลงมือก่อน
ฉลองปีใหม่ เพื่อให้ผู้คนทั้งเมืองหลวงต้องวุ่นวายใช่หรือไม่?”
ฉีหวายรู้สึกใจหายวาบ ถอยหลังไปสองก้าว
สัญชาตญาณบอกเขาว่าไม่ควรยอมรับ แต่ความกล้าทำให้เขา
พยักหน้า “เป็นข้าแล้วทำไมหรือขอรับ”
“เจ้าลูกอกตัญญู!”
เจ้ากรมพิธีการยกมือตบหน้าบุตรชายคนโต “การทุจริตการ
สอบขุนนางไม่ใช่เรื่องเล็ก คนรับจ้างสอบแทนก็มีอยู่ทุกปี ทำไมต้อง
เป็นเจ้าที่ออกมาเปิดโปงเรื่องพวกนี้ ทำไมต้องเป็นเจ้าที่นำเรื่องนี้รู้ไป
ถึงหูฝ่าบาท”
“เจ้า…เจ้าก่อเรื่องใหญ่เสียแล้ว”
เห็นได้ชัดว่าเจ้ากรมพิธีการทั้งความโกรธทั้งเป็นห่วง
แต่ด้วยเหตุนี้เอง ฉีหวายจึงยิ่งโกรธและรู้สึกผิดหวังมากขึ้นไปอีก
“ท่านพ่อ ท่านรู้ว่ามีนักเขียนเงาใช่หรือไม่? ท่านรู้ว่าการสอบขุน
นางไม่เที่ยงธรรม เพียงเพราะมีผู้เกี่ยวข้องมากมายอยู่เบื้องหลัง ถึงได้
ยอมนิ่งเฉยปล่อยให้ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ถูกกดขี่หรือขอรับ?”
เขาถามเสียงดัง “ท่านเป็นถึงเจ้ากรมพิธีการ ท่านเป็นผู้ที่ต้อง
ดูแลการสอบขุนนางทั้งหมด เป็นผู้อาวุโสที่บัณฑิตเคารพนับถือที่สุด
แล้วท่านทำกับพวกเขาเช่นนี้หรือ?”
เจ้ากรมพิธีการนึกถึงใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความหวังมากมาย พวก
เขาต่างคำนับอย่างนอบน้อม ความใฝ่ฝันที่มีต่อกั๋วจื่อเจี้ยน ความ
คาดหวังต่อการสอบขุนนาง และความคาดหวังในอนาคต
แต่สุดท้ายแล้ว เพราะสถานะยากจนของพวกเขา ความหวัง
ทั้งหมดกลายเป็นความสิ้นหวัง พวกเขาต้องกลายเป็นนักเขียนเงา
เพื่อหาเลี้ยงชีพ กลายเป็นชนชั้นล่างที่เรียกว่า “นักเขียนเงา” จมดิ่งสู่
ความพินาศ ลอยคออย่างไร้ที่พึ่ง
“บัณฑิตยากจนเหล่านั้น น่าสงสารจริง ๆ” เจ้ากรมพิธีการถอน
หายใจ “แต่ฉีหวาย ที่นี่คือเมืองหลวง ที่นี่มีเครือข่ายของคนตระกูล
ใหญ่ที่แข็งแกร่ง อิทธิพลของพวกเขาเชื่อมโยงใหญ่โตเกินกว่าเจ้าจะ
จินตนาการได้ เรื่องนักเขียนเงาและการทุจริตสอบไม่อาจจัดการคน
ได้ในคราวเดียว หากเจ้าบุ่มบ่ามลงมือ เจ้าจะกลายเป็นเป้าโจมตีของ
ทุกคน พวกตระกูลใหญ่จะไม่ปล่อยเจ้าไปง่าย ๆ”
“ตระกูลใหญ่แล้วอย่างไร สามารถอยู่เหนือกฎหมายได้หรือ
ขอรับ?” ฉีหวายกำหมัดแน่น “ท่านพ่อ ราชวงศ์ไม่ใช่เครื่องประดับ
หากฝ่าบาทสนพระทัยเรื่องเหล่านี้ ย่อมหมายความว่ามีโอกาสที่จะ
เกิดความยุติธรรม พวกเราไม่อาจละทิ้ง และยิ่งไม่อาจยอมแพ้ได้”
ท่าทางจริงจังของเด็กหนุ่มช่างเหมือนกับอดีตอันเปี่ยมด้วยความ
มุ่งมั่นของเหล่าขุนนาง
ใครบ้างที่ไม่เคยผ่านช่วงเวลาเช่นนี้
แต่ใครเล่าจะไม่ค่อย ๆ เจ้าเล่ห์เจนจัด และเห็นแก่ตัวเพื่อเอาตัว
รอด
เจ้ากรมพิธีการเหมือนจะเห็นเงาตนเองในอดีตจากร่างบุตรชาย
เขาทั้งจนปัญญาทั้งขบขัน และมีความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก
“เจ้าคงไม่พอใจสินะ ก็ได้ ข้าจะให้เจ้าได้เห็นความร้ายกาจของ
ตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวง”
กล่าวจบ เขาก็หยิบเรียงความบนโต๊ะขึ้นมาแล้วเดินจากไปอย่าง
รวดเร็ว
เรียงความนั้นเป็นของอันจวิ่น และเหมือนกับเรียงความของจูจื้อ
ในการสอบของจวี่เหรินราวกับแกะ ซึ่งมันไม่มีทางปลอมแปลงได้
แต่เมื่อเจ้ากรมพิธีการนำเรียงความไปถวายแก่ฝ่าบาท ตระกูลจู
ก็ร้องขอความเป็นธรรมทันที พวกเขากล่าวหาว่าอันจวิ่น
ลอกเลียนแบบเรียงความของจูจื้อ และบอกเป็นนัยว่าเรื่องนี้อาจเป็น
ฝีมือของเจ้ากรมพิธีการที่ต้องการจะแก้แค้นตระกูลจู
กระทั่งตระกูลเถา ตระกูลฟาง และขุนนางอีกหลายคนต่าง
ร่วมกันกล่าวหาเจ้ากรมพิธีการ จนเกือบจะขุดคุ้ยเรื่องเก่าของเขา
ขึ้นมาเล่าทั้งหมด
ดูท่าว่าเจ้ากรมพิธีการกำลังจะถูกตัดสินความผิด พร้อมกับอันจ
วิ่นที่จะถูกประหารโดยไม่ต้องสอบสวน
ในที่สุด ตระกูลโต่วที่มีชื่อเสียงเทียบเท่าตระกูลฟางและตระกูล
เจียงก็ออกมา เจ้ากรมขุนนางโต้วเว่ยหมิงถึงกับเสนอให้นำตัวอันจ
วิ่นขึ้นมาไต่สวนที่ท้องพระโรง
ฝ่าบาทประทับอยู่บนบัลลังก์ ทอดสายตามองทุกคนด้วยสีหน้า
เรียบเฉย จนพาให้ทุกคนแทบจะกลั้นใจ
ในที่สุดพระองค์ก็เอ่ยขึ้น
“พาซิ่วไฉอันจวิ่นเข้ามา!”