พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 227 พบผู้ว่าการเขตอันสุ่ยอีกครั้ง
เสียงแค่นโกรธนี้ไม่เพียงทำให้สวี่โม่ชะงัก แต่ยังทำให้พ่อลูกฉี
หวายต่างประหลาดใจ
เจ้ากรมพิธีการเอ่ยด้วยน ้าเสียงห่วงใย “เหล่าโต่ว ท่านพบคน
รู้จักหรือ”
โต้วเว่ยหมิงสีหน้าเคร่งขรึม พูดด้วยน ้าเสียงเย็นชา “จะเป็นไปได้
อย่างไร ข้าผู้นี้จะไปรู้จักบัณฑิตของกั๋วจื่อเจี้ยนที่มาจากเขตอันสุ่ยอ
ย่างสวี่เจี้ยหยวนได้อย่างไร”
เจ้ากรมพิธีการ “…”
พูดถึงประวัติของคนอื่นจนหมดแล้ว ยังจะบอกว่าไม่รู้จักอีก ช่าง
ดื้อด้านปากแข็งจริง ๆ
เขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวจึงพับแขนเสื้อยืนดูเหตุการณ์อยู่ข้าง ๆ
พลางส่งสัญญาณให้ฉีหวายปิดปาก
โต้วเว่ยหมิงไม่พูดอะไร เพียงแต่ยืนฮึดฮัดอยู่ด้านข้าง
ผ่านไปสักพัก สวี่โม่จึงกล้ายืนตัวตรง เมื่อเห็นชายวัยกลางผู้สง่า
งาม เขาก็ยิ้มขื่นพลางคำนับ “ข้าบัณฑิตสวี่โม่ คารวะท่านผู้ว่าการ
นับแต่จากกันที่เขตอันสุ่ย เวลาก็ผ่านไปเกือบสองปีแล้ว ไม่รู้ว่าท่าน
ยังสบายดีหรือไม่”
ตอนที่พวกเขาจากกัน สวี่โม่ยังเป็นเพียงซิ่วไฉเท่านั้น
เมื่อพบกันอีกครั้ง เขากลายเป็นเจี้ยหยวนไปแล้ว และกำลัง
เตรียมตัวเพื่อสอบะดับแคว้นอีก
การพบกันอีกครั้งที่ควรจะมีความสุข กลับกลายเป็นเรื่องอึดอัด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด แม้แต่เจี้ยหยวนผู้
ฉลาดเฉลียวก็ยังเสียการควบคุม ได้แต่ฝืนยิ้มพลางคำนับ ไม่กล้าเงย
ขึ้นมาอยู่นาน
เจียงเซิงที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ อดรู้สึกสงสารพี่ชายไม่ได้ จึงพึมพำว่า
“พี่ใหญ่โค้งตัวคำนับอยู่อย่างนี้ เกรงว่าตัวจะหักเป็นสองท่อนแล้ว”
จ่างเยี่ยนรีบปิดปากนาง กลัวว่าจะมีคนได้ยิน
พี่ใหญ่ฉลาดขนาดนี้ แม้จะคำนับอยู่นานไม่ยอมยืนตรง ก็เพราะ
ต้องมีแผนการของตนแน่นอน
เป็นไปตามคาด
เวลาผ่านไปราวครึ่งถ้วยชา โต่วเว่ยหมิงทนไม่ไหว สะบัดแขน
เสื้อเดินเข้าไป แล้วใช้มือข้างเดียวดึงสวี่โม่มา แล้วตวาดด้วยความ
โมโหว่า “เจ้าจะโค้งอยู่อย่างนี้ตลอดไปหรือ การสอบระดับแคว้นใน
เดือนสองนี้ เจ้าคิดจะนอนสอบเหมือนการสอบระดับเขตหรืออย่างไร”
ท่านผู้ว่าการเขตห่วงใยผู้มีความสามารถ คงไม่อาจทนดูบัณฑิต
ที่เก่งกาจที่สุดในสายตาเขาให้ตายเพราะความเหนื่อยล้าที่นี่แน่
สวี่โม่เม้มปาก กล่าวอย่างจริงใจ “ข้าน้อยรู้สึกผิด เป็นความผิด
ของข้าที่ผิดสัญญา ข้าผิดเองขอรับ”
พูดจบเขาก็จะโค้งตัวคำนับอีกครั้ง
ครั้งนี้โต้วเว่ยหมิงเปลี่ยนมาใช้สองมือประคองเขา แต่ปากยังพร ่า
บ่นไม่หยุด “ข้าบอกเจ้าให้มาหาข้าทันทีเมื่อถึงเมืองหลวง แต่เจ้า
กลับมาอยู่ที่นี่ตั้งครึ่งปีกลับไม่มีวี่แววอะไรเลย ถ้าไม่ใช่เพราะภรรยา
ของข้าอยากกินไส้กรอกรมควันพวกนั้น แล้วไปชิมรสชาติเก่า ๆ ที่
ร้านเรือนโยวหราน ข้าก็คงไม่รู้ว่าเจ้ามาถึงตั้งนานแล้ว”
“เรื่องนี้ช่างเถอะ แต่เจ้าเป็นถึงบัณฑิตที่กำลังเตรียมตัวสอบ กลับ
กล้าไปพัวพันกับเรื่อง…” เสียงเขาลดต ่าลงทันที เหลือบมองซ้ายขวา
พอเห็นว่าไม่มีใครจึงพูดต่อ “กล้าไปพัวพันกับเรื่องทุจริตการสอบ ถ้า
ไม่ใช่เพราะเหล่าฉีเตือนข้าเอาไว้ก่อน กระทั่งเขาก็ยังถูกลากเข้าไป
เกี่ยวด้วย”
เจ้ากรมพิธีการที่อยู่ข้าง ๆ เห็นด้วยอย่างยิ่ง เขาพยักหน้าพลาง
เหลือบมองฉีหวาย
ทำให้ฉีหวายหน้าแดงด้วยความอับอาย อยากจะเอาศีรษะซุกเข้า
ไปในกางเกงให้พ้น ๆ เสีย
สวี่โม่ใช้โอกาสนี้อธิบายอย่างจริงใจ “ข้ากลัวจะทำให้ท่าน
เดือดร้อน จึงไม่กล้าไปเยี่ยมท่าน คดีทุจริตการสอบขุนนางเป็นเรื่อง
ใหญ่ ข้าเองก็กลัวเช่นกัน…”
โต้วเว่ยหมิงกล่าวแทรกทันที “เจ้าเองก็รู้ว่าเป็นเรื่องใหญ่ เจ้าเอง
ก็รู้จักกลัว!”
สวี่โม่ชะงัก ไม่กล้าเอ่ยปากอีก
“เจ้าคิดว่าเบื้องหลังตระกูลจูมีแค่คนตระกูลจูหรือ? ความสัมพันธ์
ของบรรดาตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงซับซ้อนมาก พวกเขาต่างก็มี
เครือญาติและการค้าร่วมกัน เชื่อมโยงกันราวกับต้นไม้ใหญ่ ไม่มีใคร
สั่นคลอนพวกเขาได้” โต้วเว่ยหมิงพูดช้า ๆ “เจ้าเป็นเพียงบัณฑิต
อ่อนแอคนหนึ่ง คิดจะถอนรากถอนโคนพวกเขาหรือ? ที่นี่ไม่ใช่เขต
อันสุ่ย และพวกเขาก็ไม่ใช่คนตระกูลซุน”
นี่เป็นความจริง
เมืองหลวงซับซ้อนกว่าเขตอันสุ่ยมากนัก อิทธิพลของคนตระกูล
ใหญ่ในเมืองหลวงก็เหนือกว่าคนตระกูลหวัง ตระกูลซุน และตระกูล
เปียนด้วย
เมื่อครั้งก่อน ตระกูลซุนโอหังอวดดีก็เพราะได้รับการสนับสนุน
จากตระกูลฟาง ส่วนการที่ฮูหยินและบุตรสาวตระกูลหวังไล่ล่าตัวฟาง
เหิง ก็เพื่อหวังพึ่งพาตระกูลฟางเช่นกัน แม้แต่ท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อก็
ถูกตระกูลฟางบีบบังคับ จนต้องจำใจลงมือกับพวกเด็ก ๆ ในเรือน
ดอกไม้
แต่เมืองหลวงเป็นที่ประทับของฝ่าบาท มีราชวงศ์ปกครองดูแล
ไม่สมควรจะยุติธรรมและเที่ยงตรงมากกว่าหรือ?
ราวกับอ่านความสงสัยของสวี่โม่ออก โต่วเว่ยหมิงจึงยิ้มแล้ว
กล่าวว่า
“ฝ่าบาททรงพระปรีชา การทุจริตการสอบขุนนางก็ไม่ใช่สิ่งที่ฝ่า
บาทปรารถนาจะเห็น แต่เจ้าอย่าลืมว่าคนตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง
ซับซ้อนยิ่งนัก แม้แต่ฝ่าบาทก็ไม่อาจเคลื่อนไหวโดยพลการได้” เขา
กล่าวเสียงนุ่มนวล “ถอนหัวผักกาดย่อมติดดินมาด้วย ฝ่าบาทก็ยัง
ต้องพึ่งพาคนตระกูลใหญ่ จะโค่นล้มคนตระกูลใหญ่เพียงเพราะ
นักเขียนเงาไม่กี่คนได้อย่างไร”
แม้จะทำได้จริง ๆ แต่หลังจากโค่นล้มแล้ว ฝ่าบาทจะทรงใช้งาน
ผู้ใดปกครอง?
คนตระกูลใหญ่เหล่านั้นจะไม่ประท้วง โกรธแค้น หรือแม้แต่ก่อ
กบฏหรือ?
แม้แต่เขาซึ่งเป็นเพียงขุนนางยังรู้ว่าการปกครองแคว้นหนึ่งอยู่ที่
ความสมดุล แล้วฝ่าบาทจะไม่ทรงเข้าใจได้อย่างไร
“อาโม่ เจ้ายังไม่เข้าใจ แม้ฝ่าบาทจะประทับอยู่บนบัลลังก์ ก็ไม่
อาจทำตามความต้องการหรือทำอะไรตามใจชอบได้” โต่วเว่ยหมิ
งพูดเสียงขมขื่น “เจ้าอาจเชื่อในพระปรีชาของฝ่าบาท แต่อย่าได้
คาดหวังมากเกินไปเลย”
ดำคือดำ ขาวคือขาว
สิ่งที่ถูกอาจไม่จำเป็นต้องถูก สิ่งที่ผิดก็อาจไม่จำเป็นต้องผิด
คำสอนของบิดาเรื่องความซื่อตรง ไม่เกรงกลัวอำนาจ ไม่
หวั่นไหวต่อผลประโยชน์ ในยามนี้แตกสลายกลายเป็นภาพใหม่
สวี่โม่คิดมาตลอดว่าเมื่อตนเองเข้ามาในเมืองหลวงแล้วฉลาด
เฉลียวขึ้น กระทั่งตอนนี้จึงเข้าใจว่าเขายังห่างไกลนัก
ตระกูลใหญ่เมืองหลวงไม่อาจสั่นคลอนได้ การทุจริตสอบขุนนาง
ก็เปิดโปงไม่ได้ คนที่รับจ้างเขียนสอบก็ยังคงมีอยู่ ยังถูกกดขี่ ยังเป็น
นักเขียนเงาให้บุตรหลานของคนตระกูลใหญ่
ดวงตาของสวี่โม่ชื้นขึ้น เขากำมือแน่น พูดเสียงสั่นเครือว่า “แล้ว
อันจวิ่นเล่า…อันจวิ่นเล่าขอรับ”
หากเบื้องบนไม่จัดการเรื่องการทุจริตสอบขุนนาง ก็เท่ากับพวก
เขาทำร้ายอันจวิ่นไม่ใช่หรือ
“วางใจเถอะ เขาไม่เป็นไร” โต่วเว่ยหมิงเพิ่งรู้ตัวว่าคำพูดของตน
รุนแรงเกินไป จึงตบไหล่สวี่โม่แล้วกล่าว “การทุจริตสอบขุนนางไม่ใช่
ว่าจัดการไม่ได้ แต่ไม่สามารถจัดการอย่างง่าย ๆ ได้ เรื่องนี้
เปรียบเสมือนฝี ทุกครั้งที่ผ่าเบา ๆ ผิวด้านนอกก็จะหาย แต่ข้างใน
ยังคงเน่าเหม็น”
เจ้ากรมพิธีการกล่าวต่อว่า “หากต้องการถอนรากถอนโคนจริง
ๆ จำเป็นต้องอดทน แทงมีดเข้าไปถึงก้นบึ้ง ถึงจะสามารถสังหารได้
ในคราวเดียว”
ดังนั้นครั้งนี้ไม่ใช่ว่าพวกเขาผิด ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่ควรเปิดโปง
การทุจริตการสอบ แต่พวกเขาไม่ควรรีบร้อนเปิดโปงใช่หรือไม่
สวี่โม่เงยหน้าขึ้น สบตากับดวงตาเป็นประกายของฉีหวาย
หากมีข้อผิดพลาด พวกเขาสามารถแก้ไขได้ หากมีข้อบกพร่อง
พวกเขาสามารถปรับปรุงได้ หากมีสิ่งที่ขาดไป พวกเขาสามารถเติม
เต็มได้
ตราบใดที่หนทางเบื้องหน้ายังสว่างไสว ยังคงมีความหวัง พวก
เขาก็กล้าที่จะก้าวเดินต่อไป
ความน่ากลัวที่สุดคือการเดินเข้าสู่หนทางที่มืดมิด ไม่ว่าพวกเขา
จะพยายามเพียงใด มันก็ยังคงไร้ประโยชน์
“ราชสำนักไม่ได้จัดการกับนักเขียนเงาอย่างถึงที่สุด เพราะเรื่อง
นี้เกี่ยวข้องกับผู้คนมากมายเกินไป มีคนตระกูลใหญ่ยุ่งเกี่ยวมาก
เกินไป” เจ้ากรมพิธีการลูบเคราบาง ๆ ของตน “แต่ราชสำนักก็
พยายามลงโทษคนตระกูลจูที่จ้างให้อันจวิ่นเขียนข้อสอบแทนแล้ว จะ
มีพระราชโองการถอดถอนยศถาบรรดาศักดิ์ของบุตรหลานตระกูลจู”
“เพื่อปกป้องอันจวิ่น ราชสำนักสั่งให้เขาเข้าเรียนที่กั๋วจื่อเจี้ยน
และอนุญาตให้เขาข้ามขั้นไปสอบระดับแคว้นได้ หากได้รับตำแหน่ง
ก่งเซิ่ง หลังจากการสอบในวังหลวงแล้วก็จะได้เป็นจิ้นซื่ออย่าง
แน่นอน”
นี่เกือบจะเป็นการคืนตำแหน่งจวี่เหรินให้อันจวิ่นแล้ว
แม้จะไม่สามารถเปิดโปงการทุจริตการสอบขุนนางของคน
ตระกูลใหญ่ และช่วยเหลือนักเขียนเงาทั้งหมดได้ แต่การจัดการของ
ราชสำนักที่มีต่ออันจวิ่นก็ช่วยปลอบประโลมจิตใจของบัณฑิตที่เป็น
นักเขียนเงาได้อย่างแน่นอน
ในที่สุดพวกเขาก็ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องหวาดผวาว่า การเป็น
นักเขียนเงาของตนจะทำลายอนาคตและเส้นทางรับราชการ
ข่าวนี้ช่างทำให้สวี่โม่และฉีหวายรู้สึกฮึกเหิม ขับไล่เมฆหมอกใน
ใจของพวกเขาไปจนหมดสิ้น
แม้ว่าราชวงศ์จะไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดและไม่อาจ
เที่ยงตรงได้มากพอ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ได้ลำเอียงโดยไร้
เหตุผล และไม่ได้มองบัณฑิตสามัญเป็นเพียงคนรากหญ้า
นั่นก็เพียงพอแล้ว
เชื่อว่าในอนาคต หากพวกเขาพยายามมากพอ และราชวงศ์ไม่
ต้องพึ่งพาคนตระกูลใหญ่อีกต่อไป การสอบขุนนางในเมืองหลวงไม่
ว่าจะเป็นการทุจริตหรือคดีที่ไม่เป็นธรรมใด ๆ ก็สามารถถูกเปิดโปง
ถูกพิจารณาคดี และถูกจัดการได้
สายตาของเหล่าคนรุ่นหลังพลันเปล่งประกาย แผ่นหลังยืดตรง
เงยหน้ามองท้องฟ้า
สายลมพัดผ่านไป พาให้ชายเสื้อของพวกเขาพลิ้วไหว และทำ
ให้สวรรค์เห็นถึงความเชื่อมั่นและความมุ่งมั่นของพวกเขา
พวกเขาก้าวไปข้างหน้าอย่างองอาจ พวกเขาเปล่งประกายแวว
วาว พวกเขาเหมือนโต้วเว่ยหมิงและฉีกงเจิ้นเมื่อยี่สิบปีก่อนยิ่งนัก
ชายวัยกลางคนสองคนสบตากัน ในช่วงเวลาที่ยิ้มให้กันนั้น ราว
กับว่าเวลาได้ย้อนกลับไปสู่ยุคสมัยที่…เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและ
ความกระตือรือร้น