พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 228 สวี่โม่เติบโต
ณ เวลานี้
ผู้คนที่ประตูวังเดินออกไปเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงคนสองกลุ่ม
และรถม้าสี่คัน
กลุ่มหนึ่งคือพ่อลูกตระกูลฉี โต้วเว่ยหมิงกับสวี่โม่ ทั้งหมดต่าง
กำลังเดินเล่นไปอย่างสบายใจ
อีกกลุ่มหนึ่งคือเจียงเซิงและพี่ชายทั้งสองคน พวกเขาเอียงศีรษะ
น้อย ๆ พร้อมกัน มองกลุ่มคนฝั่งตรงข้ามด้วยความสงสัย
“พี่สี่ พี่ห้า พวกท่านได้ยินชัดหรือไม่ว่าพวกเขากำลังคุยอะไร
กัน?” เจียงเซิงกระซิบเสียงเบา
เวินจืออวิ่นพยักหน้าครุ่นคิด “ข้าได้ยินนิดหน่อย บิดาของฉี
หวายพูดเรื่องฝีไม่ค่อยถูกต้องนัก แค่บีบหนองออกให้หมดแล้วทายา
ก็สามารถรักษาให้หายได้ ไม่จำเป็นต้องใช้มีดผ่าออก”
เห็นเจียงเซิงยังสงสัย เขาจึงพูดเสริมอีกประโยค “หมอที่ทำให้ฝี
กลับมาเป็นอีกรอบล้วนเป็นหมอเถื่อน ไม่ได้จัดการสิ่งสกปรกให้
สะอาด คำพูดนี้ไม่ใช่ของข้านะ แต่เป็นท่านหมออู๋พูด”
จ่างเยี่ยน “…”
พวกเขากำลังพูดถึงเรื่องฝีนี้หรือ! ใช่หรือ?! ใช่จริง ๆ หรือ?!
แต่ใต้เท้าผู้ใหญ่ทั้งสองพูดถูกอยู่ประโยคหนึ่ง คดีการทุจริตสอบ
ขุนนางยังไม่อาจเปิดโปงได้ถึงที่สุด หนึ่งคือเพราะหลักฐานยังไม่
เพียงพอ สองคือราชสำนักให้ความสำคัญกับคนตระกูลใหญ่เกินไป
ในอดีต ฮ่องเต้พระองค์ก่อนออกไปพิชิตดินแดน ส่งผลให้
ท้องพระคลังของราชวงศ์ต้าอวี๋ร่อยหรอและบัลลังก์ก็ไม่มั่นคง
ราชสำนักต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อรักษาเสถียรภาพ
ของแคว้น และทำให้ประชาชนมีชีวิตที่สงบสุข ความปรารถนาที่จะ
ปกป้องความสงบสุขนี้เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ และความต้องการให้
บ้านเมืองมั่นคงก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้
แต่การรักษาเสถียรภาพเพียงอย่างเดียว จะเป็นผลดีต่ออนาคต
ของราชวงศ์จริงหรือ
จ่างเยี่ยนไม่ได้แสดงความเห็นใด ๆ เพียงแต่มองไปยังวังหลวง
อย่างลึกซึ้ง ราวกับมองทะลุผ่านประตูแดงอันหนาหนัก เห็นบุรุษผู้นั่ง
อยู่บนบัลลังก์มังกร สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลและขมวดคิ้วอยู่
ตลอดเวลา
เพื่อรักษาบัลลังก์นี้ไว้ เขาสนับสนุนผู้คนไปมากมาย และก็ทำ
ร้ายผู้คนไปมากมายเช่นกัน
ความกังวลใจ? นั่นคือผลกรรมที่ตามสนองเท่านั้น
เช่นเดียวกับจูจื้อ แม้ว่าคดีลอบสังหารพวกเขาจะยังไม่ถูก
เปิดเผย และการทุจริตในการสอบขุนนางก็ยังไม่จบ แต่เขาทำผิด
ต่อสวี่โม่ จึงต้องกลายเป็นเป้าหมายที่ถูกจัดการ
การถูกถอดยศเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การสร้างปัญหาถึงสองครั้ง
ติดต่อกันเช่นนี้ แค่มีลมพัดมาเบา ๆ ตระกูลจูก็พร้อมจะทอดทิ้งเขา
แล้ว
จ่างเยี่ยนหันหน้าไปเรียกเจียงซานมา และกระซิบบางอย่างข้างหู
เขา
เจียงซานเบิกตากว้าง ตอนแรกมีท่าทีประหลาดใจ จากนั้นจึง
พยักหน้าด้วยความตื่นเต้น แล้วรีบขับรถม้าจากไป
เจียงเซิงมองอย่างเหม่อลอย แต่รีบดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว “พี่
ห้า พวกเรามีรถม้าเพียงคันเดียว ท่านให้เจียงซานขับไปแล้ว พวกเรา
จะทำอย่างไรเล่า”
เวินจืออวิ่นก็มองตามไปด้วย
ดวงตาของสองพี่น้องเปียกชื้น เพียงแต่สายตาคนหนึ่งเต็มไป
ด้วยอำมหิต อีกคนเต็มไปด้วยความไร้เดียงสา
จ่างเยี่ยนถอยหลังไปสองก้าว กวาดมองรถม้าสองคันของตระกูล
ฉี “ดูเหมือนว่าคงต้องรบกวนพี่ชายตระกูลฉีส่งพวกเรากลับบ้าน
แล้ว”
ทั้งสี่คนที่กำลังครุ่นคิดเรื่องราวต่าง ๆ สะดุ้งรู้สึกตัว ฉีหวายรีบ
หัวเราะอย่างยินดี “ได้สิ ส่วนข้าจะนั่งไปกับท่านพ่อก็ได้”
ทุกคนกล่าวลากัน
สวี่โม่ค้อมคำนับอย่างนอบน้อมอีกครั้ง “ขอบคุณท่านผู้ว่าการ
เขตที่ชี้แนะ ข้าน้อยเข้าใจแล้ว วันหน้าข้าจะไปเยี่ยมคารวะท่านผู้ว่า
การ ขอท่านผู้ว่าการโปรดต้อนรับข้าด้วยขอรับ”
โต้วเว่ยหมิงยังไม่ได้เอ่ยปาก
ฉีกงเจิ้นที่อยู่ในรถม้าข้าง ๆ ก็หัวเราะออกมาก่อน “เหล่าโต้ว
ทำไมยังไม่บอกความจริงกับเด็กน้อยไป เมืองหลวงที่ไหนจะยังมีผู้ว่า
การเขตอีก”
ในเมืองหลวงมีแต่ท่านเจ้ากรมขุนนางโต้วเท่านั้น
เมื่อเทียบกับตระกูลฟางที่สูญเสียตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ไปแล้ว ทำ
ให้สถานะของตระกูลดูลดลงไปเล็กน้อย ตระกูลโต้วยังคงมีฐานะสูง
กว่าอีกขั้น กระทั่งเทียบกับตระกูลเจียงก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน
เห็นสวี่โม่เบิกตาโต โต้วเว่ยหมิงก็ยิ้มอย่างจนใจ “อย่าไปฟัง
คำพูดเหลวไหลของเหล่าฉีเลย แม้ข้าจะเป็นคนตระกูลโต่ว แต่
ตำแหน่งผู้ว่าการเขตอันสุ่ยนั้นข้าได้มาด้วยความสามารถของตนเอง
ไม่ได้อาศัยอิทธิพลของตระกูลเข้าช่วยแต่อย่างใด”
เพียงแต่สุดท้ายแล้ว การมีตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงคอย
สนับสนุน ก็ทำให้เขาสามารถปกป้องชาวบ้านในเขตอันสุ่ยได้อย่าง
เที่ยงตรงและบริสุทธิ์ใจมาถึงสามปี อีกทั้งยังสามารถหลับตาข้างหนึ่ง
เพื่อการจัดการกับซุนอวี้ และยังสามารถไปจากเขตอันสุ่ยได้อย่าง
ปลอดภัย โดยไม่ต้องเกรงกลัวว่าตระกูลซุนและตระกูลฟาง
จะมาหาเรื่อง
ที่แท้ นี่คือกุญแจสำคัญ
ดวงตาของสวี่โม่แดงก ่า เขานึกถึงบิดามารดาที่ฆ่าตัวตายขึ้นมา
กะทันหัน หากพวกเขามีที่พึ่งอยู่เบื้องหลัง ก็คงไม่ถูกจูจื้อบีบคั้นจน
ต้องตายไปอย่างทรมาน
น่าเสียดายที่พวกเขาไม่มี
เด็กหนุ่มก้มหน้าลง เก็บซ่อนความโศกเศร้าอันเข้มข้นเอาไว้
สายตาของเขาเห็นเพียงเสื้อคลุมสีฟ้าที่ใส่เป็นประจำ และรองเท้า
ผ้าสีดำหลายชั้น ตอนนั้นเองที่จู่ ๆ ก็มีมือเล็กอวบอ้วนยื่นเข้ามา
“พี่ใหญ่” เจียงเซิงเข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ “มือท่านเย็นจัง
ข้าจะช่วยทำให้มันอุ่นนะ”
จากนั้นฝ่ามือของเขาก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันที
ทันใดนั้น มือขวาของเขาก็ถูกจับไว้ด้วยเช่นกัน
เจ้าสี่กำนิ้วมืออ่อนนุ่มที่ใช้ตรวจคนไข้ แล้วกล่าวเสียงเบาว่า “มือ
ข้าอาจจะไม่อุ่นเท่าน้องสาว แต่ก็สามารถช่วยให้พี่ใหญ่อุ่นขึ้นได้
บ้าง”
จ่างเยี่ยนไม่ได้พูดอะไร แค่ยืนหันหลังชนกับสวี่โม่
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่น้องชายสองคนนี้สูงขึ้นมาก สูงจนเท่าไหล่
ของเขาแล้ว
สายลมพัดผ่านไป นอกจากแก้มที่รู้สึกเย็นเล็กน้อยแล้ว ร่างกาย
ทั้งหมดของเขาถูกปกป้องอย่างแน่นหนา
แม้เด็กพวกนี้จะเป็นจุดอ่อนของเขา แต่ก็กลายเป็นเกราะป้องกัน
ของเขาด้วย
สวี่โม่หัวเราะเบา ๆ ดวงตาเปียกชื้นและแดงเรื่อ แต่อารมณ์กลับ
สดชื่นขึ้นมาฉับพลัน
เขาไม่มีที่พึ่งก็ไม่เป็นไร แต่ในอนาคต น้องชายน้องสาวของเขา
จะต้องมีที่พึ่ง สามารถปกป้องพวกเขาได้ไม่ว่าจะในอำเภอเซี่ยหยาง
เขตอันสุ่ย และนำพาพวกเขาฝ่าฟันอุปสรรคจากตระกูลใหญ่แห่ง
เมืองหลวง
ยิ่งไปกว่านั้น…ใครบอกว่าข้าไม่มีที่พึ่งเลย
สวี่โม่เงยหน้าขึ้น มองไปที่พ่อลูกตระกูลฉี แล้วมองไปทางโต้ว
เว่ยหมิง ก่อนจะกล่าวเสียงจริงจังว่า “ขอบคุณใต้เท้าฉี ขอบคุณใต้
เท้าโต้ว และขอบคุณพี่ฉีด้วย วันหน้าหากผู้น้อยไปเยี่ยมเยียน หวัง
ว่าท่านผู้อาวุโสทั้งสองจะชี้แนะและสั่งสอน ครั้งนี้ผู้น้อยรู้สึกซาบซึ้งใจ
ยิ่งนัก”
ครั้งแรกเขาเพียงหวังว่าใต้เท้าโต้วจะไม่ปฏิเสธตนเอง เพราะ
ความรู้สึกส่วนใหญ่เป็นความสำนึกผิด
มาตอนนี้กลับหวังว่าผู้อาวุโสทั้งสองจะสั่งสอนเขา เจตนาเพื่อ
สร้างความสนิทสนมนั้นชัดเจนเป็นพิเศษ
ฉีกงเจิ้นลูบเครา ไม่พูดอะไร
โต้วเว่ยหมิงพยักหน้าพอใจ ราวกับรอคอยประโยคนี้มาตลอด
“เด็กดี เช่นนั้นข้าจะรอเจ้าที่จวนเจ้ากรมขุนนาง”
พูดจบ เขาก็ขึ้นไปนั่งบนรถม้า
ฉีกงเจิ้นรีบแสดงท่าทีตาม “เจ้ากับอาหวายล้วนเป็นเด็กดี วัน
หน้าต้องก้าวหน้าไปด้วยกัน เติบโตไปพร้อมกัน”
สวี่โม่โค้งคำนับอีกครั้ง ส่งผู้อาวุโสทั้งสองจากไป
ในขณะที่เงยหน้ามา เขาก็เติบโตขึ้นหลายปีทีเดียว
“พี่ใหญ่ ท่าน…” จ่างเยี่ยนอยากพูดแต่ก็หยุดไว้
สวี่โม่ส่ายหน้าแล้วขึ้นรถม้า “ไปเถอะ กลับบ้านกัน”
ผู้คนล้วนเปลี่ยนแปลงได้ ในสถานที่ต่างกันก็เกิดการ
เปลี่ยนแปลงที่ต่างกัน
ในห้วงเวลาที่ต่างกัน ก็ผ่านการเปลี่ยนผ่านที่ต่างกัน
แต่ตราบใดที่จิตใจยังมั่นคง ความภักดีไม่เปลี่ยนแปลง ความ
เชื่อมั่นไม่แปรผัน เขาก็ยังคงเป็นเขา เป็นเด็กหนุ่มผู้ซื่อตรงสดใส ทำ
เพื่อชาติเพื่อประชาชน
เสียงฝีเท้าม้าดังขึ้น รถม้าแล่นจากประตูวังหลวงมุ่งหน้าสู่เรือน
เล็ก
อีดด้านหนึ่งซึ่งระยะทางใกล้เคียงกัน ในรถม้าที่คล้ายกัน มี
ผู้โดยสารสามคนที่ใกล้จะสิ้นใจ
“อีกนานแค่ไหน…” เป็นเสียงแหบพร่าของเด็กหนุ่มวัยสิบสี่
“เกือบถึงแล้ว อีกไม่นาน”
อีกแค่ครึ่งชั่วยามก็จะถึงบ้านแล้ว