พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 24 ความเจ้าเล่ห์ของพี่ห้า
หลังจากให้คำมั่นสัญญากันแล้ว ความรู้สึกสนิทสนมระหว่าง
พวกเขาก็มากขึ้นอย่างชัดเจน
กล่าวได้ว่าในเวลาที่ผ่านมา พวกเขาอาศัยอยู่ภายใต้ชายคา
เดียวกัน เป็นเพียงเพราะด้วยเหตุผลบางอย่าง แต่ตอนนี้ พวกเขาคือ
เหล่าพี่น้องที่คอยห่วงใยและนึกถึงกันอย่างแท้จริง
พวกเขาเป็นเด็กกำพร้าไร้บิดามารดา เป็นเด็กกำพร้าที่ไม่มี
สถานที่ให้พึ่งพิง พวกเขาพบเจอกันท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ จึง
จับมือกันเพื่อมอบความอบอุ่นและพึ่งพาซึ่งกันและกัน
แม้จะมีอดีตอันเลวร้ายซึ่งไม่อาจเปิดเผยได้ หรือมีความลับมืดดำ
ที่น่าสะพรึง แต่ในตอนนี้ จิตใจพวกเขารู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลายมาก
จริง ๆ
หากจะบอกว่าผู้ที่ไร้ความกังวลใจที่สุดในวัดร้างแห่งนี้เป็นผู้ใด
คำตอบย่อมเป็นเจียงเซิง
จากขอทานตัวน้อยที่ถูกคนอื่นด่าทอ มาวันนี้นางสามารถหาเงิน
เลี้ยงชีพได้ ทั้งยังมีพี่ชายทั้งหลายคอยปกป้อง ทำให้ชีวิตของเจียง
เซิงเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
นางรู้สึกยินดียิ่งนัก กระทั่งหลับไปแล้วใบหน้าก็ยังเปื้อนยิ้ม
………
วันรุ่งขึ้น เจียงเซิงถูกเสียงโวยวายปลุกให้ตื่น
เด็กหญิงตกใจจนสะดุ้ง นางคิดว่าวันคืนอันอบอุ่นและน่า
ประทับใจเป็นเพียงความฝัน จึงรีบหยิกแขนตนเองสองครั้งเพื่อยืนยัน
หลังจากเจ็บจนร้องโอ้ยออกมา นางจึงคลายใจ คลานออกมา
จากวัดร้าง
ด้านนอกนั้นคือโจวจื้อเฉียง บาดแผลของเขาหายดีแล้ว ขณะนี้
จึงกำลังลากตัวป้าจางพร้อมเสื้อคลุมลายดอกไม้มาด้วยความโกรธ
แค้น เพื่อเรียกร้องความยุติธรรม
“เสื้อคลุมสวย ๆ พวกนี้เป็นสิ่งที่เจ้าขายใช่หรือไม่ พวกเจ้าคิด
อะไรถึงขายเสื้อคลุมลายดอกไม้ให้นาง มันเป็นเงินที่มาจากหงาด
เหงื่อแรงกายของคนตระกูลโจว คืนเงินให้พวกข้าเดี๋ยวนี้”
เจียงเซิงมึนงง
สวี่โม่มาตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ เขาเดินช้า ๆ มาอยู่ข้างเจียงเซิง
ปกป้องนางไว้ด้านหลัง พลางเอ่ยเสียงต ่า “ท่านลุงโจว การค้าขายนั้น
ย่อมต้องมีผู้ซื้อและผู้ขาย ในเมื่อพวกเรารับเงินมาแล้ว เสื้อผ้าของเรา
พวกท่านก็ได้ใส่แล้ว ยังจะมีปัญหาอะไรหรือ”
“ข้ามีปัญหา มีปัญหาใหญ่มาก ครอบครัวของข้ายากจนถึง
ขนาดนี้ ยังใช้เงินจำนวนสิบกว่าเหวินเสื้อคลุมลายดอกไม้อีก แล้ว
จากนี้จะใช้ชีวิตในแต่ละวันไปอย่างไร” โจวจื้อเฉียงหน้าแดงก ่า เอ่ย
ตอบจนน ้าลายกระเด็น ริมฝีปากสั่นระริก
เห็นได้ชัดว่าเขาโกรธจริง ๆ
ป้าจางถูกสามีหิ้วเสื้อคอเหมือนลูกไก่ นางมีสีหน้าละอายใจและ
เศร้าหมอง แต่กลับพูดอะไรไม่ออก
“บอกมาว่าพวกเจ้าจะคืนไม่คืน” โจวจื้อเฉียงกล่าวอย่างหงุดหงิด
“หากไม่คืน ข้าจะใช้ไม้ตีนังผู้หญิงคนนี้เสีย กล้าเอาเงินในบ้านไปซื้อ
เสื้อผ้า ข้าจะตีเจ้าให้ตาย”
เจียงเซิงเม้มริมฝีปาก ในใจรู้สึกหนาวสั่น
เมื่อก่อนเจียงเซิงเป็นเพียงเด็กขอทาน แต่หลังจากมีเหล่าพี่ชาย
โดยเฉพาะพี่สี่ที่กลายเป็นหมอประจำหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างก็มีน ้าใจ
ต่อพวกนางมากขึ้น
ในยุคสมัยนี้ ใครบ้างจะไม่ประสบโรคภัยไขเจ็บ
แต่ไม่คิดว่าคนตระกูลโจวจะโหดร้ายเพียงนี้ ครั้งก่อนเขายังใช้ไม้
เท้าพยุงเดิน หลังหายดีก็ยังนิสัยย ่าแย่ ไม่เพียงเป็นคนเลวคนหนึ่ง แต่
เขายังมีสายตาคับแคบด้วย
เจียงเซิงโกรธจนตัวสั่น จึงหยิบเงินสิบเหวินปาออกไป “มันอยู่นี่
ข้าคืนให้ท่านแล้ว”
แค่ปล่อยป้าจางไป และอย่าให้นางต้องทนรับความอัปยศอดสู
เหล่านี้อีกเลย
แต่ไม่คิดว่าโจวจื้อเฉียงจะเพียงเหลือบมองและเมื่อเห็นว่าเป็นเงิน
สิบเหวิน เขายังโวยวายอีกครั้ง “เสื้อผ้าพวกนั้นราคาสิบสี่เหวิน แต่
เจ้าคืนให้ข้าสิบเหวิน มันหมายความว่าอย่างไร”
เจียงเซิงแทบโมโหจนสลบ
นางรับเงินคนอื่นมาเพียงสิบเหวิน แต่ต้องคืนไปสิบสี่เหวินแทน
หรือ
โชคดีที่ป้าจางเอ่ยขึ้นว่า “เจียงเซิงรับเงินข้าไปเพียงสิบเหวิน นาง
คืนสิบเหวินมาก็ถูกต้องแล้ว ถูกแล้วจริง ๆ”
ทว่าตอนนั้นโจวจื้อเฉียงกลับเงื้อมือตบนางล้มลง “เจ้ากำลังพูด
ไร้สาระอะไร คนอื่นซื้อมาสิบสี่เหวิน แต่เจ้าจะบอกว่าซื้อมันได้แค่สิบ
เหวินหรือ เจ้าคิดจะหลอกผู้ใดกัน”
“วันนี้หากข้าไม่ได้เงินสิบสี่เหวินคือ ข้าไม่ปล่อยมือแน่!”
เขากล่าวก่อนจะหาที่นั่ง ไม่ได้สนใจว่าตนเองกำลังดึงดูด
ชาวบ้านให้ชมเหตุการณ์นี้มากน้อยเพียงใด
สวี่โม่ขมวดมุ่น แม้เขาเป็นสุภาพชนแต่ก็สามารถใช้วาจากล่าว
โจมตีคนอื่นได้ ทว่าเมื่อต้องเจอคนหน้าหนาโดยแท้เช่นนี้กลับไม่มีวิธี
รับมือ
ฟางเหิงกำลังจะพุ่งไปหาอีกฝ่ายพร้อมกระบองไม้ในมือ แต่ยังไม่
ทันจะเข้าใกล้ โจวจื้อเฉียงก็ตะโกนว่า “วันนี้หากพวกเจ้ากล้าแตะ
ต้องตัวข้า ข้าจะอยู่ที่นี่เสีย ต่อไปพวกเจ้าต้องเลี้ยงดูข้า ให้ข้ากินให้
นุ่งห่ม นอกจากพวกเจ้าจะฆ่าข้าให้ตาย ก็อย่าหวังจะจบเรื่องนี้ได้ง่าย
ๆ”
เจิ้งหรูเชียนจึงรีบวิ่งกอดรั้งฟางเหิงไว้ เกรงว่าเจ้าสามจะก่อเรื่อง
จนใหญ่โต
ณ จุดนี้ เหตุการณ์ก็ตกอยู่ในสถานการณ์น่าอึดอัด
อีกฝ่ายไร้ยางอายเกินไป หากต้องการจะแก้ปัญหา ก็ต้องยอมรับ
ความโชคร้ายและถือเสียว่าพวกเขาขาดทุนไปสี่เหวิน
สีหน้าเจียงเซิงเจ็บปวด ก่อนหน้านี้นางทำการค้าได้ดีมาก แต่
บัดนี้เหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างไม่ขาดสาย เหมือนจะเตือนนางว่า
หากต้องการความสุขที่มั่นคง ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย
อีกอย่าง เงินเพียงสี่เหวินนี้ คงต้องตัดใจจ่ายไป
เมื่อเห็นว่าโจวจื้อเฉียงกำลังจะชนะด้วยความไร้ยางอาย จ่างเยี่ย
นพลันเดินจับแขนเจียงเซิงไว้ “หากปล่อยให้พวกเราได้ดังใจ ต่อไป
พวกเขาก็จะยิ่งได้ใจมากขึ้น”
หากได้รับสิ่งของไปแล้ว ครั้งหน้าก็จะยิ่งหนักข้อขึ้นกว่านี้
แต่ถ้าไม่จ่ายเงิน ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาในตอนนี้ได้ หรือเขา
ต้องการลากตัวป้าจางมาที่นี่เพื่อก่อเรื่องหรือไม่
ขณะเจียงเซิงกำลังสับสนอยู่นั้น
จ่างเยี่ยนก็ปล่อยมือ เดินไปหยุดยืนเบื้องหน้าโจวจื้อเฉียง “เงิน
สิบสี่เหวินไม่อาจคืนได้ แต่ข้าสามารถแลกเสื้อคลุมปุยฝ้ายของข้ากับ
เสื้อคลุมลายดอกไม้ของท่าน ท่านจะตกลงหรือไม่”
โจวจื้อเฉียงกำลังจะโต้แย้ง แต่เมื่อเขานึกว่าสามารถสวมใส่เสื้อ
คลุมปุยฝ้ายได้ จึงตอบตกลง “ได้ แต่ถ้าเจ้าสวมเสื้อคลุมปุยฝ้ายสีเทา
ตัวนี้แล้วต้องคืนเงินให้ข้าห้าเหวิน”
ด้วยวิธีนี้ เท่ากับว่าเขาขายเสื้อคลุมสีเทาให้ในราคาห้าเหวิน
และต้องถอดมันออกจากตัวของจ่างเยี่ยนด้วย
เจียงเซิงยิ่งโกรธแค้น นางไม่ยอมให้ผู้ใดมาหยามเหยียดพี่ห้า
ของนางเป็นอันขาด
แต่แล้วจ่างเยี่ยนกลับตกลงอย่างไม่คาดฝัน พร้อมกับหยิบเงินสิบ
เหวินจากพื้น นับเงินห้าเหวินแล้วส่งให้
โจวจื้อเฉียงเองก็ไม่คาดคิดว่าคำพูดลอย ๆ ของตนจะได้รับการ
ตอบรับ จึงยื่นมือออกไปอย่างงุนงง
เงินสิบเหวินถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน
จ่างเยี่ยนหยิบเสื้อคลุมลายดอกไม้ขึ้นมา เดินกลับไปยังวัดร้าง
ด้ายท่าทางสงบนิ่ง ถอดเสื้อคลุมสีเทาตัวเก่าของตนออก ส่งมอบให้
โจวจื้อเฉียง
เสื้อคลุมสีสันงดงามที่สวมใส่ไม่ได้ ถูกแลกด้วยเสื้อคลุมปุยฝ้ายสี
เทาที่ใช้งานได้ ทั้งยังได้รับเงินห้าเหวินมาด้วย โจวจื้อเฉียง
กระยิ้มกระย่อง จึงลุกขึ้นยืนทันที และรีบสวมเสื้อคลุมสีเทาตัวใหม่
ของเขา
แน่นอนว่าเสื้อคลุมผืนใหม่ย่อมอบอุ่นกว่า
เขาเดินกลับบ้านอย่างสดชื่นร่าเริง พร้อมกับคว้าตัวป้าจางไว้
“หากซื้อเสื้อคลุมปุยฝ้ายให้ข้าแต่แรก คงไม่ต้องเสียเวลาเช่นนี้ เหตุ
ใดต้องซื้อเสื้อคลุมลายดอกไม้ด้วย เสื้อคลุมตัวนี้ดูดีกว่ามากนัก เจ้า
รออีกสองสามปีข้าจะให้เจ้าได้ใส่เช่นกัน”
หลังจากเหตุการณ์สงบลง ชาวบ้านที่มามุ่งดูก็ทยอยกลับบ้าน
เมื่อกลุ่มคนหายไปแล้ว เจียงเซิงก็เข้ามาถามจ่างเยี่ยนอย่าง
โมโหว่า “พี่ห้า เหตุใดต้องมอบเงินกับเสื้อคลุมของท่านให้เขาด้วย”
จ่างเยี่ยนไม่ตอบอะไร แต่มองเวินจืออวิ่นที่เพิ่งกลับมาจากข้าง
นอก
เด็กชายสองคนสบตา ก่อนลอบยิ้มให้กันราวกับมีความลับ
ระหว่างพวกเขา
เจียงเซิงอยากจะซักถามต่อ แต่สวี่โม่จูงมือนางกลับเข้าวัดร้าง
พานางมานั่งลง
เขาก่อไฟในเตาดิน กลิ่นหอมลอยขึ้นในอากาศ คืนบรรยากาศ
อันดีที่ถูกทำลายไป
“กินข้าวเถอะ” สวี่โม่กล่าวช้า ๆ
เจิ้งหรูเชียนน ้าตาคลอเบ้าตาอย่างซาบซึ้ง ขณะที่ฟางเหิงก้ม
หน้าก้มตากินราวกับเป็นหมาป่าหิวโหย
หลังจากถูกอาหารของน้องสาวทำร้ายมานาน ในที่สุดพวกเขาก็
ได้ลิ้มรสของอร่อยที่มนุษย์สามารถกินได้
พี่ชายคนโตคือพี่ชายคนโตจริง ๆ แม้อีกฝ่ายจะนอนนิ่งไม่ขยับ
แต่พอลุกขึ้นมาก็ได้แสดงฝีมือทันที
วัดร้างซึ่งมักจะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและการทะเลาะวิวาท กลับ
เงียบสงบในยามนี้ เพราะทุกคนกำลังกินอาหาร ไม่มีใครพูดจา
หลังกินเสร็จ คนจากตระกูลโจวก็รีบร้อนเข้ามา
เป็นแม่เฒ่าโจวนั่นเอง นางยืนอยู่หน้าประตูวัดร้างด้วยท่าทาง
ลังเล “ท่านหมอน้อย…ช่วยมาดูบ้านพวกเราหน่อย”