พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 23 คำสัญญาระหว่างพี่น้อง
คำพูดของจ่างเยี่ยนชี้ทางใหม่ให้แก่เจียงเซิง
บางครั้ง การลดราคาไม่ใช่วิธีการส่งเสริมการค้าเพียงวิธีเดียว
การแจกของให้เพิ่มก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
ดูท่าวันพรุ่งนี้จะต้องไปที่อำเภอเพื่อซื้อดอกไม้ประดับผมและแถบ
ผ้าสวย ๆ มาด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่สตรี
ชาวบ้าน หากนำมาประกอบกับเสื้อคลุมปุยฝ้ายคงจะขายได้ดีแน่
เมื่อวางแผนทุกอย่างได้แล้ว เจียงเซิงถอนหายใจด้วยความโล่
งอก ในที่สุดวิกฤตการแย่งชิงการค้าก็ผ่านพ้นไปด้วยดี นางเองก็ถือ
ว่าได้เติบโตขึ้นอีกขั้นหนึ่งแล้ว
จนกระทั่งตกกลางคืนเมื่อถึงเวลาพักผ่อน เจียงเซิงจึงนึกขึ้นได้
แม้แต่สวี่โม่ก็ยังคิดเรื่องนี้ไม่ถึง ทำไมพี่ห้าของนางจึงเฉลียว
ฉลาดขนาดนี้
เขาเหมือนจะมีความสามารถเหนือใคร และรู้อยู่แล้วว่าควรทำ
อย่างไร
เขาเข้าใจจิตใจของผู้คนได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง
เหมือนอย่างตอนนั้น เสื้อคลุมปุยฝ้ายที่ตระกูลจางซื้อมาในราคา
สิบสองเหวิน เขารับซื้อสิบเอ็ดเหวิน ไม่ใช่เพราะหวังผลกำไรเพียง
หนึ่งเหวินเท่านั้น แต่เพื่อให้ตระกูลจางขาดทุนหลายสิบเหวิน และให้
พวกเขาได้รับบทเรียน ไม่กล้ามาแย่งการค้าของพวกนางอีก
เขารู้ด้วยว่าการใช้คนมาดึงดูดความสนใจนั้นได้ผลดีเพียงใด รู้
ว่าสามารถใช้ของแจกเพื่อให้ยังขายเสื้อคลุมปุยฝ้ายด้วยราคาสิบสี่
เหวินได้ แม้ชาวบ้านที่เคยซื้อเสื้อคลุมปุยฝ้ายสีเทาจะไม่พอใจ แต่
เพียงแจกดอกไม้ประดับผมให้ พวกนางก็จะยิ้มพึงพอใจอีกครั้ง
ยิ่งคิดเจียงเซิงก็ยิ่งชื่นชมความฉลาดของพี่ห้ามากขึ้น
แต่เขาไม่ได้สูญเสียความทรงจำอยู่หรือ?
แม้จะยังมีข้อสงสัยมากมาย แต่เจียงเซิงก็ผลอยหลับไปในที่สุด
………
วันรุ่งขึ้น
ฟางเหิงพาเจียงเซิงมายังตัวอำเภอเพื่อซื้อดอกไม้ประดับผมและ
แถบผ้าหลากสี และนำกลับมาแจกให้เปล่าเมื่อขายเสื้อคลุมปุยฝ้ายสี
เทาได้ แม้จะมีบางคนบ่นว่าราคาสิบสี่เหวินนั้นแพงเกินไป แต่ก็มีคน
ซื้อพวกมันมากขึ้น
ไม่กี่วันต่อมา เสื้อคลุมสีเทาและเสื้อคลุมลายดอกไม้ก็ขายจน
หมด
เหลือเพียงเสื้อคลุมลายดอกไม้ตัวหนึ่งที่เคยให้จ่างเยี่ยนลองสวม
เมื่อถึงเวลาที่เจียงเซิงไปเยี่ยมป้าจางและเวินจืออวิ่นต้องเปลี่ยน
ผ้าพันแผลให้คนเจ็บ เจียงเซิงก็มอบมันให้กับนาง
ป้าจางรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง กอดเสื้อคลุมลายดอกไม้ไว้และ
ต้องการจะจ่ายเงิน
เจียงเซิงหัวเราะคิกคัก “ป้าจางเองก็ไม่มีเงินมาก ท่านเก็บไว้ใช้
จ่ายเถอะ ท่านลุงโจวยังบาดเจ็บต้องเสียเงินรักษาไม่น้อยเลย”
คำพูดนี้นางกล่าวไม่ผิด โจวจื้อเฉียงขาเจ็บต้องนอนรักษาตัว
เป็นเวลาหนึ่งเดือนกว่า รวมค่ารักษาและค่ายาแล้วก็ห้าสิบเอ็ดเหวิน
สำหรับครอบครัวชาวนาถือเป็นจำนวนเงินมหาศาล แม่เฒ่าโจว
เสียใจมากจนทำให้ต้องล้มป่วยนอนอยู่บนเตียงหลายวัน
“ไม่ได้หรอก” ป้าจางไม่อยากเอาเปรียบเด็กอย่างพวกนาง จึงยัด
เงินสิบเหวินให้เจียงเซิง “ข้ามีเพียงเท่านี้ เจ้าเป็นเด็กดีรับเงินไปเถอะ”
เจียงเซิงไม่มีทางเลือก จึงต้องรับเอาไว้และคิดหาโอกาสคืนให้อีก
ฝ่ายในวันพรุ่งนี้แทน
หลังกลับมาถึงวัดร้าง
เวินจืออวิ่นกำลังเปลี่ยนผ้าพันแผลให้สวี่โม่ เจียงเซิงเข้าไปดู แต่
ก็ยังมองไม่ออก นางจึงเอ่ยถาม “พี่ชายจะสามารถเดินได้เมื่อไหร่”
สวี่โม่ยิ้มพลางตอบ “เจ้าสี่บอกว่าวันนี้สามารถเดินได้แล้ว”
นับเป็นข่าวดีจริง ๆ เจียงเซิงเบิกตากว้าง พี่สี่ปิดบังเรื่องนี้ได้
อย่างไรกัน กระทั่งยังไม่เปิดเผยวี่แววใด ๆ
แต่นางจะไม่ยอมรับเด็ดขาดว่า ในช่วงที่ผ่านมาเป็นเพราะตนเอง
หมกมุ่นกับการหาเงิน จนลืมพี่ชายนางไปเสียสนิท
เมื่อเวินจืออวิ่นนำท่อนไม้ออก ทำความสะอาดแผลและพันแผล
ใหม่แล้ว เขาก็ช่วยประคองสวี่โม่ลงจากเตียงเพื่อให้อีกฝ่ายได้เดิน
ทดสอบ
“ท่านอาจจะอ่อนแรงอยู่บ้าง เพราะกล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรง แต่ถ้า
รู้สึกเจ็บก็อย่าฝืน” เขาเตือน
สวี่โม่พยักหน้า เมื่อกำลังจะแตะตัวของเวินจืออวิ่น เขาก็พลันจำ
บางอย่างได้จึงชะงัก ก่อนเปลี่ยนไปจับตัวเจิ้งหรูเชียนซึ่งอยู่ห่าง
ออกไปแทน
ใบหน้าของเวินจืออวิ่นแดงขึ้นมาทันที
โชคดีที่สวี่โม่ละเอียดอ่อน จึงรีบอธิบายว่า “เจ้าสี่ ร่างกายเจ้า
อ่อนแอเกินไป ข้าเกรงจะล้มทับเจ้า”
ริ้วแดงบนใบหน้าเวินจืออวิ่นจางหายไปเปลี่ยนเป็นซีดเผือด หาก
เป็นไปได้ เขาก็ไม่อยากมีร่างกายอ่อนแอหรืออ่อนหวานเหมือน
เด็กผู้หญิง
บางครั้งเขายังรู้สึกว่า พี่ชายทั้งหลายปฏิบัติต่อเขาด้วยความ
ระมัดระวังมากกว่าเจียงเซิงเสียอีก
นั่นไม่ใช่สิ่งที่เวินจืออวิ่นต้องการ เขาอยากเป็นชายชาตรีที่
แข็งแกร่ง และสามารถปกป้องน้องสาวได้
หลังจากมั่นใจว่าสวี่โม่ก้าวลงพื้นได้อย่างปลอดภัย พร้อมกับ
สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างช้าๆ เวินจืออวิ่นจึงเดินออกไปรับลมมี่
หลังวัดร้าง
ฟางเหิงกำลังฝึกฝนอยู่ท่ามกลางแสงแดดส่องจ้า เปลือยบนโน้ม
เอียงหมุนกาย ฟาดฟันกวัดแกว่งไปมา
แม้อีกฝ่ายจะมีร่างกายที่ตัวเล็ก แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อพละกำลังและ
ท่าทางดุดันราวกับจะฟันคู่ต่อสู้เป็นชิ้น ๆ
เมื่อฟางเหิงฝึกซ้อมถึงกระบวนท่าสุดท้าย เขาก็ถึงกับหอบ
เหนื่อย
เวินจืออวิ่นส่งผ้าเช็ดหน้าให้
ฟางเหิงส่ายหน้า คว้าเสื้อจากบนพื้นมาเช็ดตัวลวก ๆ ก่อนจะ
สวมใส่ “เจ้าสี่ เจ้ามาทำไม”
“พี่สาม ข้า…ข้าอยากเรียนวิชาต่อสู้กับท่าน”
“ข้าอยากแข็งแกร่งขึ้น ไม่อยากให้ผู้ใดมองข้าว่าอ่อนแออีก
เพราะฉะนั้นท่านช่วยสอนข้าด้วยเถิด”
ฟางเหิงชะงักไป ไม่คิดว่าน้องชายที่กระทั่งจะวิ่งก็ยังหืดขึ้นคอผู้นี้
จะมีความต้องการเช่นนั้น เขาจึงรู้สึกสนใจในทันที “ได้ ข้าจะสอนเจ้า
เริ่มจากท่าท่านั่งม้าก่อน”
เขาแสดงท่าทาง เวินจืออวิ่นก็ทำตามอย่างว่าง่าย
“ย่อสะโพกลงอีกหน่อย อีกนิด แขนเหยียดตรง ดีมาก ตั้งตัวให้
ตรง ค้างไว้ครึ่งชั่วยาม”
แต่เมื่อครบหนึ่งชั่วยาม เวินจืออวิ่นก็สลบไสล
ฟางเหิงตกใจ รีบแบกน้องชายกลับไปยังวัดร้าง
สวี่โม่ยังคงยืนอยู่ เขาไม่จำเป็นต้องให้ผู้ใดค ้าประคองแล้ว กำลัง
คิดจะลองเดินไปอีกสองก้าว ปรากฏว่ากลับมีลมพายุหมุนวนเข้ามา
เห็นเป็นฟางเหิงวางตัวเวินจืออวิ่นไว้บนฟาง
“พี่สาม พี่สี่เป็นอะไรไป” เจียงเซิงวิ่งมาดู ก่อนตกตะลึงไปเช่นกัน
“ท่านตีพี่สี่หมดสติหรือ”
ฟางเหิงโต้แย้งไม่ออก “ข้าไม้ได้ตี…เป็นเขาเอง บอกว่าจะเรียน
วิชาการต่อสู้กับข้า ข้าจึงให้เขานั่งท่าม้า จากนั้น…“”
ช่างเถอะ คงไม่ต้องอธิบายต่อแล้ว
เขาเดินตรงไปยังเตาไฟ นำน ้าอุ่นในหม้อใส่มาครึ่งถ้วย ป้อนให้
เวินจืออวิ่น
แต่เขาเคยชินกับการจับดาบถือกระบี่เท่านั้น ไม่เคยทำเรื่องที่
ต้องใช้ความละเอียดอ่อนมาก่อน เมื่อป้อนน ้าในถ้วยลงไปเกือบ
ทั้งหมด ก็แทบจะทำให้น้องชายสำลักตายแล้วจริง ๆ
เจียงเซิงรีบเข้ามา ฉวยถ้วยไปจากมือเขา “ให้ข้าทำเองดีกว่า ข้า
กลัวว่าหากให้ท่านป้อนน ้าเขาต่อไป ข้าคงต้องสูญเสียพี่ชายไปคน
หนึ่งแล้ว”
เจียงเซิงหยิบช้อนสะอาดมา ตักน ้าอุ่นป้อนเข้าปากเวินจืออวิ่นที
ละช้อน
ฟางเหิงหน้าแดงก ่า หลบไปนั่งอยู่ตรงมุม
ไม่นานนัก เวินจืออวิ่นก็ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ
เมื่อเห็นเจียงเซิงกำลังป้อนน ้าให้ตน แก้มของเขาพลัน
เปลี่ยนเป็นสีแดง ก่อนความรู้สึกอับอายขายหน้าจะตามมา
เขาตั้งใจเรียนวิชาต่อสู้ไว้เพื่อปกป้องน้องสาว แต่กลับต้องให้
น้องสาวป้อนน ้าให้ เขาช่างเป็นพี่ชายที่น่าสมเพชจริง ๆ
คิดได้ดังนั้น เวินจืออวิ่นก็ไม่ดื่มน ้าต่อแล้ว เขาลุกขึ้นสะเปะสะปะ
หมุดหน้าเข้าผ้าห่ม
“พี่สี่” เจียงเซิงประหลาดใจ “พี่สี่ท่านเป็นอะไรไป หนาวหรือ ต่อ
ให้หนาวก็ไม่ควรคลุมผ้าแค่ศีรษะนะ ก้นท่านยังโผล่ออกมาข้างนอก
อยู่เลย”
คนใต้ผ้าห่มหน้าแดงแล้วหน้าแดงอีก ขยับตัวราวกับเป็นเจ้า
หนอนน้อย กระทั่งแทรกตัวเข้าใต้ผ้าห่มได้ทั้งหมด
น่าอายจริง ๆ
เจียงเซิงวางถ้วยลง ก่อนหันมองเจิ้งหรูเชียนด้วยความสงสัย
เจิ้งหรูเชียนเพียงส่ายหน้ากางมือ บอกว่าเขาก็ไม่รู้
ส่วนจ่างเยี่ยนก็ก้มหน้าไม่พูดอะไร
เมื่อไม่มีทางเลือก เจียงเซิงจึงต้องขอความช่วยเหลือจากพี่ใหญ่
ที่ฉลาดที่สุดในบ้าน
“ข้าคิดว่า เจ้าสี่คงไม่ชอบที่ตนเองอ่อนแอเกินไปกระมัง” สวี่โม่
ครุ่นคิดอยู่สักพัก จากนั้นจึงค่อย ๆ พูด “เขาอยากเรียนวิชาต่อสู้
เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงก็ดีแล้ว แต่ว่านะเจ้าสี่ ทุกคนล้วนมีความถนัด
ที่แตกต่างกัน เจ้าไม่จำเป็นต้องฝืนตนเองให้เรียนวิชาต่อสู้ หาก
ฝึกฝนวิชาแพทย์ของเจ้าให้ดี ก็สามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคง ทั้งยัง
ปกป้องคนอื่นและตนเองได้เช่นกัน”
หลังเขาพูดจบ ภายในวัดร้างก็เงียบไปชั่วขณะ
เจิ้งหรูเชียนเป็นคนแรกที่พยักหน้า เขาตบอกตัวเองพลางพูดว่า
“ข้าไม่ได้เก่งกาจเท่าพี่น้องคนอื่น ๆ ไม่เก่งทั้งเรื่องคัดลอกหนังสือ ไม่
เก่งการต่อสู้ ไม่เก่งวิชาแพทย์ แต่ข้าจะทำการค้าให้ดีที่สุด”
ทำการค้า หาเงินเข้าบ้าน นี่คือหนทางที่เจิ้งหรูเชียนเลือกเอง
เพื่อไม่ให้ถูกเปรียบเทียบกับบรรดาพี่น้อง
ฟางเหิงถอนหายใจ “ทุกคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน ข้าถนัด
วิชาการต่อสู้ก็เพราะได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก คนทั้งตระกูลก็เป็น
แบบนี้ แต่นอกเหนือจากนี้ข้าก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรเลย ยังกลัวพวกเจ้า
จะไม่ชอบข้าด้วยซ ้า”
สวี่โม่กล่าวตามน ้าเสียงเศร้าสร้อย “ข้าก็ถนัดเพียงการอ่านตำรา
ของนักปราชญ์เท่านั้น แต่มันไร้ประโยชน์ บางครั้งข้ายังอิจฉาเจ้าสี่
ที่สามารถรักษาโรคและช่วยชีวิตผู้คน ทั้งยังเลี้ยงชีพด้วยวิชาความรู้
นี้ได้”
เมื่อเขากล่าวจบ เจียงเซิงก็ทำสีหน้าหม่นหมอง
“ส่วนข้าไร้ซึ่งสิ่งใด แม้แต่การค้าก็ต้องพึ่งพาพี่รองคอยช่วยเหลือ
ข้าไม่รู้วิชาการต่อสู้ ไม่รู้หนังสือ ไม่รู้วิชาแพทย์” เด็กหญิงก้มหน้า
ร้องไห้ “นึกไม่ถึงว่าคนที่ไร้ประโยชน์ที่สุดกลับเป็นตัวข้าเอง”
นางหันมองจ่างเยี่ยนก่อนเอ่ย “กระทั่งพี่ห้าก็หน้าตาน่ามองกว่า
ข้าอีก”
จ่างเยี่ยน “…”
ครั้นเห็นว่าเจียงเซิงกำลังจะร้องไห้โฮ เวินจืออวิ่นก็ออกมาจาก
ผ้าห่มอย่างเขิน ๆ จับมือนางไว้แน่น “เจียงเซิง เจ้าวางใจ ข้าจะอยู่
เคียงข้างเจ้าตลอดไป”
“ข้าก็เช่นกัน” เจิ้งหรูเชียนเอ่ยต่อ
“ข้าด้วย” ฟางเหิงไม่ยอมแพ้พวกเขา
“แน่นอนว่ายังมีข้าอีกคน” สวี่โม่ส่งยิ้มให้ “พวกเราจะอยู่เคียง
ข้างเจ้าตลอดไป”
“ตลอดไป” จ่างเยี่ยนกล่าวเบา ๆ
สิ่งนี้คือคำสัญญา
ที่จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง