พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 3 เจียงเซิงน้อยหาเงิน
“เด็กดี ข้าไม่ได้ต้องการเงิน” หมอชาวบ้านคุกเข่าลงตรงหน้า
พลางยกมือลูบผมปอยของนาง “กลับบ้านเถอะ ดูแลพี่ชายเจ้าให้ดี”
โลกใบแสนสับสนวุ่นวาย คนยากไร้จึงมีอยู่มากมาย
ไม่มีครอบครัวใดใช้ชีวิตสะดวกสบาย หมอชาวบ้านเช่นเขาก็
สวมใส่เสื้อผ้าที่ต้องปะชุน ทว่าเขายังคงรักษาและมอบยาให้โดยไม่
คิดเงิน
เจียงเซิงลากรถเข็น น ้าตาเอ่อคลอ
นานมาแล้ว มีคนเคยถามเจียงเฉิงว่าทำไมนางถึงยังต่อสู้ดิ้นรน
มาได้หลายปีขนาดนี้ กลับยังคงรักษาความจริงใจไว้ได้ และนางเพียง
เอียงคอยิ้มตอบไป
บางทีอาจเป็นเพราะว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา นางพบเจอคน
เลวร้ายมามาก แต่ก็พบผู้คนที่ใจดีมีเมตตาอีกมากด้วยเช่นกัน
ขณะอยู่บนถนนเจียงเซิงถาม “พี่ชาย บ้านท่านอยู่ที่ไหน ข้าไป
จะส่งท่านกลับ”
นางคิดว่าวัดร้างคงไม่สามารถเลี้ยงปากท้องเพิ่มอีกคนได้แล้ว
แต่สิ่งที่นางคาดไม่ถึงคือหนุ่มน้อยซึ่งนิ่งเงียบไปนานกลับกล่าว
ว่า “ข้าไม่มีบ้านแล้ว”
เจียงเซิงคร ่าครวญในใจ
แต่ไม่ใช่เพราะนางเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายหรือสงสาร แต่
เป็นความกังวลเรื่องอาหารในอนาคตต่างหาก
มีเพียงเจิ้งหรูเชียนที่รู้สึกยินดี “ข้าก็ไม่มีบ้านแล้วเช่นกัน ข้าชื่อ
เจิ้งหรูเชียน ส่วนนางชื่อเจียงเซิง เจ้าเล่า”
หนุ่มน้อยเม้มริมฝีปาก “สวี่โม่”
ในที่สุดเจียงเซิงก็พาสวี่โม่กลับมาถึงวัดร้าง
นางหาที่นอนนุ่มๆ รองด้วยฟางสะอาดที่สุด ก่อนช่วยกันกับเจิ้ง
หรูเชียนค่อยๆ ยกตัวสวี่โม่ลงจากรถเข็นอย่างระมัดระวัง
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาที่เจียงเซิงต้องนำรถเข็นไปคืน
“ข้าจะไปด้วย” เจิ้งหรูเชียนยังคงติดพันนางเช่นเคย
ทว่าครั้งนี้เจียงเซิงปฏิเสธ
“เจ้าอยู่ดูแลพี่ชายสวี่โม่เถอะ” คำพูดนางราวกับเป็นผู้ใหญ่
จากนั้นก็ลากรถเข็นเข้าหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
ครู่ใหญ่นางจึงกลับมาพร้อมใบหน้าเปรอะเปื้อนคราบดิน
ลุงจ้าวมีนิสัยดุร้าย การขโมยสิ่งของของคนอื่นย่อมต้องชดใช้
นางถูกเตะและถูกเหวี่ยงลงพื้นจนกลิ้งไปมาไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่
อะไร
เจียงเซิงเช็ดหน้า หันมาสนใจว่าเย็นนี้พวกเขาจะกินอะไรอย่าง
กะตือรือร้น
แน่นอนว่าต้องเป็นผักสดต้มใส่น ้าเปล่า
ไม่นานน ้าสีเหลืองที่เต็มไปด้วยใบผักก็ถูกยื่นให้ สวี่โม่มึนงงครู่
หนึ่ง
“พวกเจ้าทำกินกันแค่นี้หรือ” เขาถามอย่างไม่เชื่อ
ส่วนเจียงเซิงกินอย่างมีความสุข “ถูกต้อง แค่ผักสดนี่แหละ”
แม้เจิ้งหรูเชียนจะมีสีหน้าเศร้า แต่ยังกลืนมันลงไปเพราะดีกว่า
การที่เขาต้องทนหิว
สวี่โม่ลองชิม
เขาสัมผัสไม่ได้ถึงรสชาติเค็มแม้แต่น้อย มันเป็นเพียงน ้าแกงผัก
แสนจืดชืดที่ขนาดจะให้สัตว์เลี้ยงกินยังยากเกินไป แต่เด็กสาวคนนี้
กลับกินมันอย่างมีความสุข
สวี่โม่รู้สึกเจ็บปวดใจและเศร้าหมอง
เขามองรอยช ้าเขียวคล ้าบนแขนของเจียงเซิง แววตาพลัน
เปลี่ยนเป็นมุ่งมั่น “ต่อไปนี้พี่ชายจะต้องให้พวกเจ้าได้กินเนื้อ”
เขาคิดว่าหากพูดแบบนี้ออกไป คงทำให้คนเกิดความซาบซึ้งจน
น ้าตาไหล
แต่ไม่คิดว่าเจียงเซิงกลับไม่แม้แต่จะเงยหน้า
“หรือเจ้าไม่อยากกินเนื้อ” สวี่โม่สงสัย
เจียงเซิงกลืนผักในปาก ก่อนดื่มน ้าแกงอีกคำ “ตอนนี้แค่มีชีวิต
อยู่ก็ลำบากแล้ว ยังมีอนาคตอะไรอีก”
ใช่แล้ว พวกเขาสามคน กระทั่งจะหาข้าวกินยังยากเย็น
เมื่อก่อนมีแค่นางตัวคนเดียวจึงยังสามารถคุ้ยเก็บกินได้ ลัก
ขโมยได้ หรือนอนอยู่เฉย ๆ เพื่อหลบหนีจากความหิวโหย
แต่เจิ้งหรูเชียนกลับไม่อาจทนหิวได้ หากหิวเมื่อไหร่เป็นต้อง
เรียกร้องดื้อดึง ส่วนสวี่โม่ก็ขาหักอยู่ย่อมไม่มีแรงเดินเหิน
เรื่องนี้ทำให้เจียงเซิงหนักใจยิ่งนัก
หลังครุ่นคิดไปคิดมา เจียงเซิงน้อยจึงตัดสินใจ คงต้องไปขอทาน
เสียแล้ว
“อะไรนะ ขอทานหรือ” เจิ้งหรูเชียนตกตะลึง แม้ในหออี๋หงย่วน
เขาจะไม่ได้กินอยู่หรูหรา แต่ก็ไม่ต้องกังวลปากท้อง
ย่อมไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งต้องคุกเข่าขออาหารจากคนอื่น
“ไม่ได้” สวี่โม่ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
เขาเป็นคนที่มีศักดิ์ศรี หากบิดามารดาบนสวรรค์รู้ว่าบุตรชาย
คนเดียวที่พวกเขาเสี่ยงชีวิตช่วยไว้ต้องไปเป็นขอทาน พวกเขาคง
โมโหจนลุกขึ้นมาจากหลุมอีกรอบแน่
“หากไม่ไปขอทานก็ต้องอดตายนะ” เจียงเซิงเท้าเอวราวกับเป็น
ผู้ใหญ่ “หรือพวกท่านตั้งใจจะอดตายเล่า”
สวี่โม่เงียบไป
เจิ้งหรูเชียนมองใต้ฐานพระพุทธองค์ แล้วกระซิบบอกเจียงเซิง
“พวกเราอาจใช้สิ่งนั้นก็ได้…”
เขาจำได้ว่ายังมีก้อนทองอีกสองเม็ดซ่อนอยู่
เจียงเซิงเบิกตากว้าง “ตอนหมอจ่ายยาช่วยรักษาคน แต่ท่านจะ
ไม่จ่ายเงินให้เลยหรือ”
ก้อนทองสองเม็ดนั้นนางตั้งใจเก็บไว้เพื่อการรักษาครั้งต่อไป
เจิ้งหรูเชียนถูกต่อว่าจนคอตก
สวี่โม่ยิ้มชื่นชม เขาไม่คิดว่าเด็กเร่ร่อนคนนี้จะรู้จักบุญคุณ
ความจริงเจียงเซิงไม่รู้เรื่องบุญคุณทั้งนั้น นางเพียงรู้สึกว่าไม่ควร
เอาเปรียบจากความเมตตาของท่านหมอจนไม่รู้ยางอาย
นอกจากนี้ ยังเอารถเข็นส่งคืนลุงจ้าวไปแล้ว หากจะพาสวี่โม่ไป
หาท่านหมอคงต้องเสียเงินจ่ายเพื่อเช่ารถเข็น
“ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องใช้เงินทั้งนั้น” เจียงเซิงน้อยเริ่มร้อง
ฟูมฟาย “พี่หรูเชียน ข้าไม่โทษท่านเพราะยังเด็ก แต่พวกเราต้องมี
ชีวิตรอด ต่อไปจึงยังต้องใช้เงินอีกมาก”
“ข้ารู้ว่าผิดไปแล้ว ผิดไปแล้วจริง ๆ” เจิ้งหรูเชียนเอ่ยยอมแพ้
เจียงเซิงจึงพอใจ เงียบเสียงลงในที่สุด
สวี่โม่ไม่อาจกลั้นยิ้ม นับตั้งแต่โชคชะตาของเขาเปลี่ยนแปลงไป
นี่เป็นครั้งแรกที่เขามีความสุขขึ้นบ้างเล็กน้อย
“ข้าสามารถเขียนหนังสือเพื่อหาเงินได้” เขากล่าว “แม้ว่าการ
คัดลอกหนังสือหนึ่งเล่มจะได้เงินไม่มาก แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องไป
ขอทาน”
ดวงตาเจียงเซิงเปล่งประกาย นางเคยต้องแอบฟังเสียงการสอน
จากเหล่าอาจารย์เท่านั้น ไม่คิดว่านางได้พบปะกับผู้ที่มีความรู้
ใกล้ชิดเช่นนี้
“พี่สวี่โม่ ท่านอ่านหนังสือได้หรือ” เด็กสาวคุกเข่าลงข้างเขา “ถ้า
เช่นนั้น พี่ช่วยสอนข้าอ่านเขียนได้ไหม”
สวี่โม่พยักหน้าตอบรับความคาดหวังในประกายตาของนาง
เขาเอ่ยขึ้นอีกประโยค “แค่ไม่ต้องขอทานคนอื่นก็พอแล้ว”
ในฐานะจิตวิญญาณแห่งนักปราชญ์ ย่อมไม่อาจฝืนกินอาหาร
ที่มาจากการขอทานได้
เจียงเซิงเข้าใจเรื่องนี้ดี
แต่ถ้าไม่ไปขอทาน แล้วกินอะไรเล่า
ถึงแม้จะสามารถคัดลอกหนังสือได้ แต่ยังต้องวางเงินสองเหวินไว้
ก่อน เพราะเจ้าของร้านหนังสือยังคงกลัวว่าคนอาจจะลักลอบนำ
หนังสือออกไป
เจียงเซิงน้อยถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายจึงตัดสินใจไป
เก็บเห็ดในป่า
ตามคำกล่าวที่ว่าอยู่ภูเขากินจากภูเขา อยู่ใกล้น ้าก็กินจากน ้า
หมู่บ้านสิบลี้ตั้งอยู่ติดกับภูเขาสิบลี้ ชาวบ้านมักเก็บเห็ดและขุด
หน่อไม้ในป่า ยังมีนายพรานผู้ชำนาญออกล่าสัตว์ ขายเนื้อและหนัง
ได้ในราคาแพง
เจียงเซิงไม่กล้าคิดถึงการจับสัตว์ที่ยังมีชีวิต แต่การจับสัตว์ที่
ตายแล้วนั้นนางยังทำได้
เช้าวันหนึ่ง นางหยิบตะกร้าไม้ไผ่ใบเก่าที่เก็บมาได้ ทั้งยังมี
เสื้อผ้าตัวเก่าจนไม่อาจบอกสี ก่อนดึงตัวเจิ้งหรูเชียนขึ้นภูเขา
“เจียงเซิง ไม่ใช่เจ้าบอกว่าที่นี่มีเห็ดหรือ ทำไมถึงไม่มีอะไรเลย
เล่า” เจิ้งหรูเชียนสำรวจไปรอบ ๆ ด้วยความสงสัย
เจียงเซิงยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย “เห็ดแถวนี้ถูกเก็บไปหมดแล้ว
พวกเราต้องเข้าไปเก็บลึกกว่านี้”
ในป่าลึกของภูเขาใหญ่มีทั้งความเงียบสงบและลึกลับ
ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นแผ่กิ่งบดบังแสงอาทิตย์จนสายตามืดมัว
เจิ้งหรูเชียนมาที่นี่เป็นครั้งแรกจึงหวาดกลัวจนตัวสั่น ยิ่งเห็นงูตัว
ยาวขนาดเท่าแขนก็แทบปัสสาวะรดกางเกง
เจียงเซิงกลัวเช่นกัน แต่เพื่อปากท้องคนทั้งสามและสองเหวินเพื่อ
วางเงินคัดลอกหนังสือ นางจำเป็นต้องเข้ามาในป่าแห่งนี้และเก็บเห็ด
ออกไปให้ได้